บทที่ 5 ท่านพ่อหวาดหวั่น วิ่งหาท่านแม่เพื่อปลอบขวัญ
จูซู่ผุดลุกขึ้น บิดี้เีไปคราหนึ่ง ก่อนจะหยิบพู่กันในมือขึ้น แล้วลงมือเขียน
‘พริบตาเดียว เวลาผ่านไปสิบกว่าปีแล้ว นับั้แ่ข้าเดินทางข้ามเวลามายังโลกแห่งราชวงศ์ิอันยิ่งใหญ่นี้
ในยามปกติ ข้าไม่ได้นับวันเวลา วันนี้เองจึงได้สติ คิดขึ้นมาได้ว่า บัดนี้เป็ปีหงอู่ที่สิบสามแล้ว ถึงแม้โลกทั้งสองใบจะแตกต่างกัน แต่เส้นเวลาของประวัติศาสตร์ก็น่าจะไม่ต่างกันมากนัก
ถ้าเช่นนั้น หูเหวยหยงคงใกล้จะถึงจุดจบแล้วกระมัง
คดีหูเหวยหยง หนึ่งในสี่คดีะเืขวัญแห่งรัชสมัยหงอู่ ใกล้จะอุบัติขึ้นแล้ว
ต้องยอมรับว่าพระทัยของฮ่องเต้จูนั้นเด็ดเดี่ยวและเหี้ยมหาญยิ่งนัก
หากมิใช่เื่ใหญ่หลวง ท่านก็มิทรงคิดปลิดชีพผู้ใด แต่เมื่อใดที่เริ่มลงทัณฑ์แล้ว ก็ยากนักที่จะหยุดยั้ง สายเืนองแผ่นดิน คร่าชีวิตผู้คนนับไม่ถ้วน!
ทอดสายตามองย้อนไปในประวัติศาสตร์แผ่นดินจีนอันยาวนานกว่าห้าพันปี ก็ยากนักที่จะหาผู้ใดที่พระทัยเด็ดเดี่ยวเทียบเท่าฮ่องเต้จูได้อีกแล้ว!
แม้หูเหวยหยง สมควรตาย สมควรได้รับโทษทัณฑ์จากความผิดที่ก่อ แต่...
แล้วก็ยังมีสุนัขรับใช้ของมันอีก พวกมันบางตัวก็สมควรตาย!
แต่ก็ไม่น่าถึงขนาดฆ่าล้างโคตรไปเกือบสองหมื่นคนเช่นนี้ ไม่รู้ว่ามีคนกี่มากน้อยที่ถูกท่านพ่อทำให้ขวัญผวา ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนรุ่นหลังถึงได้พูดกันว่า การเป็ขุนนางในราชวงศ์ินั้นช่างยากเย็นแสนเข็ญ
หากพลาดพลั้งไปเพียงนิด อาจถูกองครักษ์เสื้อแพรจับตัวไปเมื่อใดก็ได้ จากนั้นก็ถูกตัดหัวทั้งที่ยังงุนงง
เฮ้อ! ท่านพ่อ ไยจึงไม่ลองหักห้ามจิตสังหารของตนบ้างเล่า
รู้หรือไม่ หากท่านยังคงฆ่าฟันเช่นนี้ต่อไป ์จักต้องลงโทษ!
น่าเศร้า แม้จะเอ่ยเช่นนี้ ท่านพ่อย่อมไม่เชื่อ แล้วยังจะนำไม้มาโบยข้าอีก โถ! ชีวิตข้าช่างน่าสงสาร ท่านพ่อก็เป็เช่นนี้ ฆ่าคนมากมาย ์จึงต้องลงโทษ
เหอะ เหตุใด์จึงไม่ลงโทษที่ตัวท่านพ่อเสียเองเล่า
แต่ทว่า!
คนแรกที่ได้รับผลกรรมก็คือ หลานชายผู้น่าสงสารของข้า อายุเพียงเก้าขวบก็มาป่วยหนัก สุดท้ายก็รักษาไม่หาย เขาอายุเพียงเก้าขวบเท่านั้น!
ท่านพ่อเป็ถึงฮ่องเต้ เป็โอรส์ ย่อมมีบุญญาธิการของแผ่นดินคุ้มครอง ผลกรรมจึงมิอาจตกถึงพระองค์ได้
แต่พวกที่อยู่ข้างกายท่านพ่อ ล้วนไร้ซึ่งบุญญาธิการของแผ่นดินคุ้มครอง
เมื่อผลกรรมมิอาจตกถึงพระองค์ได้ ก็เลยมาตกอยู่กับคนข้างกายทีละคน ๆ
เริ่มจากหลานชายของข้าก่อน จากนั้นก็เป็ท่านแม่ ต่อมาก็พี่ชายของข้า ผลกรรมทั้งหมดนี้ล้วนเป็เพราะท่านพ่อ ฆ่าคนมากมาย สร้างกรรมชั่วไว้มากมายเช่นนี้เพื่ออันใดกัน?
การที่ขุนนางฉ้อราษฎร์บังหลวงมีมากมายเช่นนี้ ล้วนเป็เพราะพระองค์เป็ต้นเหตุมิใช่หรือ
ด้วยวิธีปกครองเช่นนี้ ข้าไม่อยากเอ่ยถึงมันอีกแล้ว
เช่นนั้น…
ก่อฏเสียเลยดีหรือไม่ ให้ท่านพ่อไปเป็ไท่ซ่างหวง เช่นนั้น ท่านพี่ใหญ่ก็คงไม่ตาย นางก็คงไม่ต้องพบจุดจบเช่นนี้
รอข้าขึ้นครองราชย์แล้ว จะจัดการกับเื่วุ่นวายที่ท่านพ่อทิ้งไว้เอง
ข้ากำลังหาข้ออ้างที่จะทำให้ท่านพี่เปียวเป็ฮ่องเต้
หรือทำให้จูสยงอิง หลานน้อยเป็ฮ่องเต้ แล้วข้าก็จะไปเป็ไท่ซ่างหวงกับท่านพ่อเสียเลย
แต่กระนั้น หากข้า้าฏ ข้าจำต้องโน้มน้าวท่านแม่ให้ได้ก่อน
แต่มองดูแล้ว ท่าทางจะโน้มน้าวไม่ได้!
นี่มันช่างทำให้ข้าไร้คำพูดเสียจริง ท่านพ่อและท่านแม่ทั้งสองนี่มันเกินไปแล้ว
หรือมิเช่นนั้น... ข้าแอบพาจูสยงอิง ท่านแม่ และพี่ใหญ่ไปด้วยกันดีหรือไม่! พาพวกเขาไปหาที่ที่สงบสุขดุจแดน์ ปล่อยให้พวกเขาใช้ชีวิตอย่างสุขสงบ
บางที...
อาจจะมีโอกาสหลีกพ้นเคราะห์กรรมจากท่านพ่อ
ส่วนพี่รอง พี่สาม และเ้าสิบสอง พวกเขาล่วงลับจากไปก่อนวัยอันควร หากเป็เช่นนั้น ข้าน่าจะพาพวกเขาไปยังแดน์เพื่อเสวยสุขด้วยกันเสียดีกว่า
ยิ่งไปกว่านั้น...
หากปราศจากอำนาจของท่านพ่อ ชีวิตพวกเขาคงสุขสำราญยิ่งกว่านี้
แต่!
เ้าพวกอัปรีย์ สองคนนั้น มิได้สิ่งใดจากท่านพ่อเลย นอกจากความโเี้ หากมิใช่ลูกท่านพ่อ คงโดนฆ่าไปนานแล้ว
ตอนนี้ พวกมันยังมิได้ก่อเื่ พาพวกมันไปด้วยเสีย
ถึงเวลานั้น ให้ท่านพ่ออยู่อย่างเดียวดายเถิด!
ถูกต้องแล้ว ทำเช่นนี้แหละ!
ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า!
ข้าช่างอัจฉริยะมากจริง ๆ ที่สามารถคิดแผนการเช่นนี้ออกมาได้ มันช่างสมบูรณ์แบบจริง ๆ!’
“เฮ้ ๆ!”
เขียนมาถึงตรงนี้ จูซู่เผยรอยยิ้มขี้เล่นบนใบหน้า แล้วพูดว่า “ไม่รู้ว่า หากท่านพ่อเห็นเนื้อหาในสมุดบันทึกนี้ จะเป็อย่างไร พระองค์จะะเิอารมณ์ตรงมาฟันข้าหรือไม่?”
“จะอย่างไร พระสนมหม่าก็ยังเป็แสงจันทร์ในดวงใจของท่านพี่เสมอ แล้วข้าจะไป่ชิงดวงใจของนางน่ะหรือ!”
“ฮ่า ๆ ๆ!”
“อย่างไรก็แล้วแต่ หากท่านพี่ใหญ่เห็นเข้าคงจะยุ่งยากเป็แน่”
“ไม่รู้เช่นกันว่าระบบนั่นจะมอบสมุดบันทึกเล่มนี้ให้ข้าก่อนตายทำไมกัน แล้วยังกำชับให้ข้าขีดเขียนเื่ราวต่าง ๆ ลงไปอีก แล้วจะมีจุดประสงค์อันใดกัน?”
“เอาเถิด! เข้านอนเสียที!” จูซู่มองดูบันทึกเล่มนี้ด้วยความพึงพอใจ ในใจแอบหวังว่าจะมีเื่ราวอันน่าตื่นเต้นเกิดขึ้นหรือไม่?
สุดท้ายก็ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
เขาได้แต่ถอนหายใจ จากนั้นจึงปิดสมุดบันทึกแล้วเก็บเข้าไปในลิ้นชักลับภายในห้องหนังสือ
ทว่าในเวลาเดียวกัน!
ภายในพระราชวัง ฮ่องเต้จูผู้สูงศักดิ์ หลังจากรอคอยมาเนิ่นนาน ในที่สุดก็ได้รับรายงานจากองครักษ์เสื้อแพร
“เป็เช่นไรบ้าง?”
สองตาของจูหยวนจางจ้องมองไปที่ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพร กล่าวถามเหมาเซียงว่า “ที่จวนของอู่อ๋อง มีการพบเจอสิ่งสำคัญใดบ้างหรือไม่?”
เหมาเซียงสูดลมหายใจลึก ๆ หนึ่งครั้ง ก่อนที่จะกล่าวตอบ “ฝ่าา พวกข้าพบการค้นพบที่สำคัญอย่างแท้จริง หน่วยองครักษ์เสื้อแพรของพวกข้าพบว่า ด้านหลังจวนของอู่อ๋อง มีรูปสลักสิงโตหินขนาดหลายพันชั่งอยู่”
“นอกจากนี้ สิงโตหินนี้มีการขยับเคลื่อนที่บ่อย ๆ และไม่ใช่การขยับด้วยการผลักเหมือนปกติ แต่มันเหมือนกับมีคนมายกขึ้นเพื่อขยับ”
“อึก!”
ถึงตรงนี้ เหมาเซียงก็อดกลืนน้ำลายไม่ได้ พยายามระงับความสั่นเทาในใจ กล่าวต่อว่า “พวกข้ายังพบรอยเท้าและรอยกำปั้นมากมายบนแผ่นหินข้างสิงโตหินตนนั้น และบนูเาจำลองที่สวนหลังจวนอู่อ๋องด้วยขอรับ”
“ฝ่าา ท่านดูนี่สิขอรับ ภาพวาดที่องครักษ์เสื้อแพรส่งมา”
“หืม!”
เมื่อเห็นภาพวาดภาพนี้ พระพักตร์ของฮ่องเต้หงอู่*[1] ก็แข็งค้างไปชั่วขณะ ‘มนุษย์จะทิ้งรอยประทับลึกขนาดนี้ไว้บนแผ่นหินได้อย่างไร เหลวไหล’!
“ฮ่า ๆ ๆ!”
“เหมาเซียง เ้าว่าต้องใช้พลังมากเพียงใดจึงจะประทับรอยเท้าลึกลงไปบนศิลาเช่นนี้ได้” จูหยวนจางเอ่ยถาม พยายามข่มความตกตะลึงในใจ
“อย่างน้อย ๆ ก็คงต้องหนักถึงหมื่นสองหมื่นชั่งเห็นจะได้พ่ะย่ะค่ะ” เหมาเซียงทูลตอบอย่างหวาดหวั่น
“อึก!”
“เช่นนั้นเื่ราวที่บุตรอกตัญญูผู้นั้นบันทึกไว้ในสมุดก็ล้วนเป็ความจริงกระนั้นรึ เขามีพลังอเนกอนันต์เช่นนั้นจริง ๆ หรือ หากเขาคิดก่อฏขึ้นมาจริง ๆ แล้วข้าจะทำเช่นใดดี” จูหยวนจางพึมพำ
แรกเริ่มเดิมทีเขาก็ไม่ได้ปักใจเชื่อในสิ่งที่บันทึกไว้ในสมุดบันทึกของจูซู่เสียทีเดียว
‘หากว่าเขาแค่โอ้อวดล่ะ?’
ดังเช่นที่จูซู่คาดการณ์ไว้ ฮ่องเต้จูสั่งให้องครักษ์เสื้อแพรไปยังจวนอู่อ๋องเพื่อสืบสวน
การสืบสวนครั้งนี้ ทำให้พวกเขาทั้งหมดถึงกับตะลึงงัน
“ถูกแล้ว!”
ชั่วขณะถัดมา จูหยวนจางก็ยกมือตบหน้าผากตนเอง กล่าวว่า “น้องหญิง เรายังมีน้องหญิงอยู่ เ้าห้าคนนั้น ถึงแม้มันจะไม่เกรงกลัวเรา แต่มันก็ยังดูเหมือนจะเกรงใจน้องหญิงอยู่บ้าง”
ได้ยินดังนั้น จูหยวนจางพลันวางงานในมือ แล้วรีบรุดหน้าไปยังตำหนักของฮองเฮาโดยเร็ว
[1] ฮ่องเต้หงอู่เป็ชื่อขณะขึ้นครองราชย์ของจูหยวนจาง