บทที่ 38 เข้าอาศัยในเรือนกล้วยไม้
เซวียนเหยียนฟู่หน้าอึมครึม ตอบกลับอย่างเย็นชาว่า “ใช่ บังเอิญเหลือเกิน”
นี่มันคำพูดที่มีความหมายแฝงนี่นา อวิ๋นอินอินแอบปล่อยมือที่กำลังปลดกลอนอย่างเงียบ ๆ คิดว่าจะแก้ไขคำพูดเมื่อครู่พวกนั้นอย่างไรดี
“เสด็จอา ทรงมาเยี่ยมเยว่หยาหรือเพคะ? เช้าถึงเพียงนี้ พึ่งประชุมเช้าเสร็จกระมัง? เป็นอย่างที่คิดจริง ๆ ผู้ที่รักเยว่หยาที่สุดในโลกนี้ก็คือท่าน” อวิ๋นอินอินมองบุรุษที่เดินเข้ามาใกล้ แล้วแสดงทักษะเจ้าหมาขี้ประจบออกมาถึงขั้นสุด
น่าเสียดายที่ชายเบื้องหน้า ดูเหมือนจะไม่ค่อยรับมุกนี้
“อย่างนั้นหรือ? แล้วเมื่อครู่เป็นผู้ใดพูดกันว่าข้าใจร้ายกับมันกัน?”
อวิ๋นอินอินหัวเราะเจื่อน ๆ “มีด้วยหรือเพคะ? เอ… ผู้ใดพูดกัน? ข้ายังไม่ได้ยินเลยเพคะ… ฮ่า ๆ? ”
หลานเยว่และหงรื่อพากันก้มหน้าลง องค์หญิงผู้นี้ ช่างน่าขายหน้าเกินไปแล้ว
ส่วนอาต้าและอาเอ้อร์กลับกลั้นหัวเราะ สีหน้าราวกำลังชมเรื่องสนุกสนาน อาต้าแอบสังเกตนายท่านของตนอยู่ตลอด ในยามที่เห็นรอยยิ้มที่ปรากฏวาบผ่านไปในดวงตาของอีกฝ่าย รอยยิ้มบนใบหน้าของอาต้าก็ยิ่งเก็บกลั้นไว้ไม่อยู่
เซวียนเหยียนฟู่เดินไปหน้ากรง ยื่นมือเข้าไปลูบหัวของเยว่หยา หากแต่สายตากลับเหลือบมองไปยังเด็กสาวที่อยู่ข้างกายอย่างเงียบเชียบ
เพราะกินอย่างเดียวไม่ขยับเขยื้อน บำรุงอยู่บนเตียงมานานสิบวัน ใบหน้าของเด็กสาวจึงมีน้ำมีนวลกว่าเดิมไม่น้อย ใบหน้าก็แจ่มใสขึ้นมาก รูปโฉมก็ยิ่งน่ามองกว่าเดิม
“เสด็จอาเพคะ หลายวันมานี้เหตุใดจึงไม่ทรงไปเยี่ยมข้าบ้างเลยเพคะ?” อวิ๋นอินอินเงยหน้ามองเซวียนเหยียนฟู่อย่างจดจ่อ ในน้ำเสียงมีความผิดหวัง
หลังจากที่นางรู้มาจากปากของพวกหลานเยว่ ถึงเรื่องที่เกิดในพระราชตำหนักเฉียนคุนในวันนั้น ในใจยังรู้สึกพลุ่งพล่านเป็นอย่างมาก ชายคนนี้ฆ่าองครักษ์ พิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้นาง อุ้มแบบเจ้าหญิง พานางย้ายเข้ามาอยู่ในตำหนักเซ่อเจิ้งหวาง และจะคุ้มครองนาง
แต่สิบกว่าวันที่ผ่านมาเขากลับไม่เคยปรากฏตัวเลยสักครั้ง แม้แต่คำเดียวก็ไม่มี อวิ๋นอินอินจึงเริ่มสงสัยอีกแล้ว
เรื่องในวันนั้น เป็นพวกหลานเยว่พูดให้เกินจริงไปหรือเปล่า
“ ข้ามีความจำเป็นต้องไปเยี่ยมเจ้าด้วยหรือ?”
“อ่า? ไม่… ไม่จำเป็นเพคะ ข้าอยู่รอดได้เป็นอย่างดี ไม่จำเป็นต้องได้รับความอบอุ่นอยู่แล้ว” อวิ๋นอินอินเกรงว่าเซวียนเหยียนฟู่จะคิดว่านางอ่อนแอ รำคาญว่านางยุ่งยาก จึงรีบตบอกรับรองว่า “ข้าก็คือต้นหญ้าข้างทาง เพียงมอบแสงอาทิตย์ให้เล็กน้อยก็สามารถเบิกบานไปอีกนานแล้วเพคะ”
เซวียนเหยียนฟู่เห็นนางเป็นเช่นนี้ จึงมองด้วยสายตาลุ่มลึกอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้าย ภายใต้สายตาสงสัยที่มองกลับมาของอวิ๋นอินอิน เขาก็ทำหน้าเคร่งขรึม ปล่อยเยว่หยาออกมา
เยว่หยาที่ได้รับอิสระวนรอบคนทั้งสองอย่างมีความสุข ใช้หัวคลอเคลียหลังมือของอวิ๋นอินอินซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“เยว่หยา อย่าถูสิ คันนะ ฮ่า ฮ่า… อย่าใช้ลิ้นเลียสิ… ฮ่า ฮ่า”
การได้เห็นรอยยิ้มที่เบิกบานของอวิ๋นอินอิน ฟังเสียงหัวเราะที่ร่าเริง ดวงตาที่แต่ไรมามืดครึ้มเย็นชาของเซวียนเหยียนฟู่ก็ค่อย ๆ อ่อนลง
“ในเมื่อสามารถลงจากเตียงมาเดินได้แล้ว อีกครู่ก็ย้ายไปที่เรือนกล้วยไม้เสีย”
อวิ๋นอินอินกำลังเล่นกับเยว่หยา ได้ยินเซวียนเหยียนฟู่ที่อยู่ข้างกายพูดคำนี้ขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา ผ่านไปสองวิลมหายใจ ถึงได้ตระหนักขึ้นมาว่าประโยคนี้เขากำลังพูดกับตน
“เรือนกล้วยไม้? ย้ายไปที่นั่นทำไมหรือเพคะ? ข้าพักที่สวนเสือก็ดีอยู่แล้วนี่เพคะ” อวิ๋นอินอินเงยหน้ามองเซวียนเหยียนฟู่อย่างงุนงง
ส่วนเซวียนเหยียนฟู่เหลือบมองอวิ๋นอินอินที่โง่งมอย่างไม่พอใจ
“แล้วแต่เจ้า”
เขาทิ้งสามคำนี้ไว้ แล้วก็จากไป
อวิ๋นอินอินกะพริบตาปริบ ๆ นี่เสด็จอาเป็นอะไร? โกรธหรือ?
อาต้าทนดูต่อไปไม่ไหวแล้ว จึงเดินอธิบายที่ไปข้างกายของอวิ๋นอินอิน
“องค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ นอกจากศาลาสวนสนแล้ว เรือนกล้วยไม้เป็นเรือนที่ดีที่สุดในตำหนักแห่งนี้พ่ะย่ะค่ะ อีกทั้งยังอยู่ชิดเคียงข้างกับศาลาสวนสน ความหมายของนายท่านคือ ในเมื่อวันหน้าจะทรงประทับอยู่ยาวในตำหนักแห่งนี้แล้ว เช่นนั้นก็คงไม่ดีนักหากจะอาศัยอยู่ในเรือนของเยว่หยาตลอดมิใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ นายท่านจึงทรงประทานเรือนกล้วยไม้ให้พระองค์”
เมื่ออวิ๋นอินอินได้ยินคำพูดนี้ ก็เผยท่าทีประหม่าและตื่นเต้นยินดีเพราะได้รับความโปรดปราน
“จริงหรือ? เสด็จอาทรงดีกับข้าเหลือเกิน”
อาต้าพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ คนทั่วไปแม้แต่พระราชวังก็เข้ามาไม่ได้ ที่องค์หญิงทรงเข้าประทับในเรือนกล้วยไม้ได้เช่นนี้ ทรงใคร่ครวญ ทรงตรองดูเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
มีบางคำพูดที่อาต้าไม่สะดวกจะพูดอย่างชัดเจนนัก จึงได้แต่ชี้แนะ พร้อมในใจคาดหวังว่าองค์หญิงเก้าผู้นี้จะบรรลุได้ในเร็ววัน และค้นพบความพิเศษที่นายท่านปฏิบัติต่อนาง
ทว่า สำหรับความพิเศษนี้ อวิ๋นอินอินสัมผัสถึงมันได้ แต่น่าเสียดายที่นางจัดมันไปอยู่ในหมวดความสัมพันธ์ระหว่างอาหลานเสียแล้ว
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หลานเยว่ หงรื่อ ไป… พวกเรารีบกลับไปย้ายเรือนกัน”
ภายใต้การประคองของพวกหงรื่อ อวิ๋นอินอินก็กลับออกไปที่สวนเสืออย่างเชื่องช้า นอนพักอยู่บนเตียงไปครึ่งชั่วยาม จากนั้นจึงเดินกระดึ๊บ ๆ ไปหาหลานเยว่อย่างทนรอไม่ไหว
นับตั้งแต่เข้ามาในเรือนกล้วยไม้ ปากของอวิ๋นอินอินก็ยังไม่หุบลงเลย
“นี่… มันช่างหรูหรางดงามเกินไปแล้วกระมัง! หลานเยว่ นี่ให้ข้าอยู่ที่นี่จริง ๆ หรือ?”
“องค์หญิง พวกเราสามคนเข้ามาแล้ว ยังจะไม่จริงได้อีกหรือเพคะ?” หลานเยว่หัวเราะ ประคองอวิ๋นอินอินเดินเข้าไปด้านในอย่างช้า ๆ
อวิ๋นอินอินคอยยื่นมือออกไปลูบชุดเครื่องเรือนที่ทำจากไม้ลี่ฮวาอยู่เรื่อย ๆ ลูบผ้าม่านที่ทำจากผ้าแพรต่วนทอลายชั้นดีนั่นเป็นระยะ จากนั้นเห็นบนชั้นวางเครื่องตกแต่งที่กินบริเวณผนังทั้งด้าน จัดวางของล้ำค่าหายากที่เปล่งประกายเต็มไปหมด
จึงได้ชี้ไปพร้อมถามว่า “หงรื่อ หงรื่อ เจ้าดูสิ ของที่อยู่บนชั้นนั้นใช่ของปลอมหรือไม่?”
หงรื่อตะลึงไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็หัวเราะออกมา “องค์หญิง ถึงอย่างไรที่นี่ก็เป็นถึงตำหนักของท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการแทนนะเพคะ พระองค์ทรงคิดว่า ในตำหนักของพวกเราจะยังมีของปลอมได้อีกหรือเพคะ? ไม่เพียงพวกขวดโหลเหล่านี้จะเป็นของจริง แม้แต่ภาพแผ่นนั้นบนผนัง หรือสิ่งประดับที่อยู่ข้างหน้าต่าง ของพวกนั้นไม่ว่าชิ้นใด ก็ล้วนแต่เป็นของล้ำค่าหายากทั้งสิ้นเพคะ”
เมื่อได้ยินคำนี้ อวิ๋นอินอินก็กัดริมฝีปากล่างอย่างตื่นเต้น
สวรรค์! ไม่ทันได้ตั้งตัว นางก็เข้ามาอาศัยอยู่ในคลังวัตถุโบราณแล้วหรือ นี่ถ้าแอบเอาไปขาย นางจะไม่กลายเป็นเศรษฐินีในเสี้ยวพริบตาหรืออย่างไร?
เป็นอย่างที่คิด ขาทองคำท่อนนี้เป็นทองคำอย่างแท้จริง!
“องค์หญิงเพคะ อย่าเพิ่งไปสนพระทัยสายตาพวกนั้นเลยเพคะ เดินมาตั้งไกลถึงเพียงนี้ รีบนอนคว่ำลงเถิดเพคะ”
“โอ้…”
ทันทีที่ได้ยินว่านอนพัก ใบหน้าเล็ก ๆ ของอวิ๋นอินอินก็ย่นจนเป็นก้อนเดียวกันอย่างไม่รู้ตัว พลางก้มหน้าลงมองความเรียบแบนที่อยู่เบื้องหน้าของร่างกาย นี่เดิมก็มีเนื้อไม่ถึงสองขีด ถ้ายังให้นอนคว่ำอีก บ๊วยแดงนี้คงจะเหือดแห้งลงเสียแล้ว
“หงรื่อ รีบไปเอาขาหมูตุ๋นลำไยมาสักหน่อย ข้าจะบำรุงให้ดี ๆ!”
น่าเสียดายที่ยุคสมัยนี้ไม่มีมะละกอ ไม่อย่างนั้นถ้ากินมะละกอเสริมหน้าอกทุกวัน ก็เป็นการบำรุงอย่างมากเลยล่ะ! อวิ๋นอินอินนอนคว่ำอยู่บนเตียง คอยยันร่างกายท่อนบนขึ้นเป็นระยะ เพราะเกรงว่าจะทับของตัวเองเสียจนอนาคตไม่ยืนยาว
ต่อจากนี้ นางไม่จำเป็นต้องแอบ ๆ ซ่อน ๆ ไปที่สวนเสือตอนกลางคืนแล้ว
ผ่านไปอีกสิบวัน อวิ๋นอินอินก็เดินได้คล่องขึ้น และสามารถนั่งลงบนเบาะผ้าฝ้ายได้แล้วเช่นกัน จึงได้เริ่มพูดกับหลานเยว่เรื่องกลับตำหนักเย็นไปเยี่ยมพระมเหสีจิ่ง ทว่าหลานเยว่ยังลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แอบไปถามอาต้าอย่างเงียบ ๆ อาต้าก็ไปถามเซวียนเหยียนฟู่ หลังจากได้รับคำตอบ จึงได้ตอบกลับมากันเป็นทอด ๆ
สุดท้าย หลานเยว่จึงได้กล้าพาอวิ๋นอินอินกลับตำหนักเย็น
เพียงแต่ศัตรูมักพบกันในทางแคบ เพิ่งออกจากตำหนักเซ่อเจิ้งหวางได้ไม่เท่าใด ก็พบกับอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวที่ทำให้อวิ๋นอินอินแค้นเคืองจนกัดฟัน
เมื่ออวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวเห็นอวิ๋นอินอิน นางก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพ่นไฟเช่นเดียวกัน แต่ติดที่ความน่ายำเกรงของเซวียนเหยียนฟู่ จึงได้แต่แสร้งทำเป็นมองไม่เห็น เดินเชิดจมูกขึ้นฟ้าต่อไปเบื้องหน้า
“ไอหยา เจ็บจะตายอยู่แล้ว…”
เพียงแต่เดินอยู่ดี ๆ อวิ๋นอินอินก็พลันนั่งลงกับพื้น ร้องคร่ำครวญด้วยสีหน้าเจ็บปวด จากนั้นเงยหน้าขึ้น ถลึงตาใส่อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยว