คำสารภาพรักของลู่ซานและความรู้สึกที่อวิ๋นซีมีให้เขา เป็ดั่งเปลวไฟที่จุดประกายในใจพวกเขา ทว่าเปลวไฟนั้นก็ยังคงริบหรี่ภายใต้เงามืดของพันธสัญญาที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ลู่ซานรับรู้ได้ถึงความเปราะบางของความสัมพันธ์นี้ และความจำเป็ที่จะต้องแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
หลังจากวันนั้น อวิ๋นซีไม่ได้มาพบหลินเฟย (ลู่ซาน) ที่สระบัวม่วงอีก อาจเป็เพราะความกลัว หรือความสับสนในใจของนาง ลู่ซานเข้าใจดี เขารู้ว่านาง้าเวลา ทว่าเวลาเป็สิ่งที่เขามีไม่มากนัก
ในขณะเดียวกัน ข่าวลือเกี่ยวกับ "ศิษย์พรรคมารผู้ไร้วรยุทธที่เอาชนะได้ด้วยเล่ห์กล" ก็แพร่สะพัดออกไปนอกพรรคมารอัคคีทมิฬ จนไปเข้าหูของ หลี่จื่อเหว่ย (李子微) ศิษย์เอกแห่งสำนักดาบฟ้า และคู่หมั้นของท่านหญิงอวิ๋นซี
หลี่จื่อเหว่ยเป็ชายหนุ่มรูปงามสง่า มีวรยุทธสูงส่งและสติปัญญาเฉียบแหลม เขาเปรียบเสมือนดวงดาวที่ส่องสว่างที่สุดในโลกวรยุทธ แต่ภายใต้ความสมบูรณ์แบบนั้น เขากลับเป็คนที่มีความทะเยอทะยานสูง และ้าควบคุมทุกอย่างให้อยู่ในกำมือ โดยเฉพาะอำนาจและอวิ๋นซี ซึ่งเขาถือว่าเป็ของของเขาั้แ่แรก
"ศิษย์ไร้วรยุทธ... ที่เอาชนะศิษย์ระดับกลางของพรรคมารอัคคีทมิฬได้?" หลี่จื่อเหว่ยขมวดคิ้วเมื่อได้ยินรายงานจากศิษย์คนสนิท "มันใช้เล่ห์กลอันใดกัน?"
"พ่ะย่ะค่ะท่านพี่หลี่จื่อเหว่ย ดูเหมือนจะเป็อาวุธประหลาดที่มันสร้างขึ้นเองพ่ะย่ะค่ะ" ศิษย์คนสนิทรายงาน "และยังได้ยินมาว่า... ท่านหญิงอวิ๋นซีก็ดูเหมือนจะให้ความสนใจในตัวมันไม่น้อย"
คำพูดสุดท้ายของศิษย์ทำให้แววตาของหลี่จื่อเหว่ยฉายแววเ็า ความสนใจที่อวิ๋นซีมีให้ "ศิษย์พรรคมารไร้วรยุทธ" นั่นคือสิ่งที่เขาทนไม่ได้ ความหงุดหงิดก่อตัวขึ้นในใจเขา เพราะเขาไม่เคยเห็นอวิ๋นซีแสดงความสนใจในสิ่งอื่นใดนอกจากวรยุทธมาก่อน
"ช่างน่าขันนัก" หลี่จื่อเหว่ยแค่นเสียงหัวเราะเยาะ "สำนักเมฆาม่วงถึงคราวตกต่ำถึงเพียงนี้แล้วหรือ ถึงกับให้ความสำคัญกับคนไร้ประโยชน์เช่นนั้น"
เขาเดินไปยืนริมหน้าต่าง จ้องมองไปทางทิศของพรรคมารอัคคีทมิฬ ภาพของอวิ๋นซีที่กำลังสนทนาและยิ้มแย้มกับหลินเฟยผุดขึ้นในความคิดของเขา แม้จะเป็ภาพที่เขาไม่เคยเห็นด้วยตาตัวเอง แต่ก็ทำให้หัวใจของเขาเดือดดาล
"ดูเหมือนข้าจะต้องไปเยี่ยมเยียนพรรคมารอัคคีทมิฬเสียแล้ว" หลี่จื่อเหว่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่แฝงไปด้วยความเย็นเยือก "ข้าอยากจะรู้ว่า 'เล่ห์กล' ของศิษย์ไร้วรยุทธผู้นั้น จะสู้กับ 'วรยุทธ' ที่แท้จริงได้อย่างไร"
คำพูดของหลี่จื่อเหว่ยทำให้ศิษย์คนสนิทถึงกับขนลุก เขารู้ดีว่าหากหลี่จื่อเหว่ยลงมือเอง จะไม่มีใครสามารถต้านทานเขาได้
ในเวลาเดียวกัน ลู่ซานก็เร่งฝึกฝนและประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ ร่วมกับจ้าวหยุน เขาได้สร้าง "เครื่องยิงหินขนาดเล็ก" ที่ใช้หลักการของแรงดีดจากคานงัด ซึ่งสามารถยิงก้อนหินออกไปได้ด้วยแรงที่มากกว่าการขว้างด้วยมือหลายเท่า นอกจากนี้ยังพัฒนา "ะเิควัน" ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทั้งในด้านความหนาแน่นของควันและสารที่ทำให้เกิดอาการระคายเคืองอย่างรุนแรง
"หลินเฟย เ้ารู้สึกไหมว่ามีบางอย่างผิดปกติ?" จ้าวหยุนเอ่ยขึ้นขณะที่พวกเขากำลังทดสอบสิ่งประดิษฐ์
"เ้าหมายถึงอะไร?" ลู่ซานถาม
"พักหลังมานี้... ข้าสังเกตเห็นศิษย์แปลกหน้าวนเวียนอยู่รอบพรรคมารของเราบ่อยขึ้น" จ้าวหยุนกล่าวด้วยสีหน้ากังวล "และบางครั้งก็มีกลิ่นอายของพลังปราณที่แข็งแกร่ง... ไม่ใช่ศิษย์ในพรรคของเราแน่นอน"
ลู่ซานขมวดคิ้ว "สายสืบงั้นหรือ?"
"อาจจะ" จ้าวหยุนพยักหน้า "ข้าได้ยินมาว่าหลี่จื่อเหว่ยกำลังให้ความสนใจเื่ของเ้า และการที่เขาเป็คู่หมั้นของท่านหญิงอวิ๋นซี... ยิ่งทำให้เขามีสิทธิ์ที่จะเข้ามาสอดแนมในเขตของเราได้ง่ายขึ้น"
คำพูดของจ้าวหยุนทำให้ลู่ซานตระหนักได้ถึงภัยคุกคามที่กำลังคืบคลานเข้ามา หลี่จื่อเหว่ยเป็ศัตรูที่น่าเกรงขามกว่าหวังฟงหลายเท่า ไม่ใช่แค่พลังวรยุทธ แต่ยังเป็อำนาจและอิทธิพลที่เขามี
"ข้าจะต้องเตรียมพร้อมให้มากกว่านี้" ลู่ซานพึมพำกับตัวเอง "จ้าวหยุน เ้าช่วยข้าหาวัตถุดิบเหล่านี้เพิ่มขึ้นได้หรือไม่... ข้า้าสร้าง 'ปืนใหญ่' ขนาดเล็ก"
จ้าวหยุนเบิกตากว้าง "ปืนใหญ่! เ้าจะสร้างมันได้อย่างไร? มันเป็ไปไม่ได้!"
"ไม่มีอะไรที่เป็ไปไม่ได้" ลู่ซานยิ้มเยือกเย็น "แค่ต้องใช้หลักการที่ซับซ้อนขึ้นอีกนิด"
ลู่ซานเริ่มออกแบบ "ปืนใหญ่พกพา" ขนาดเล็กที่สามารถยิงวัตถุออกไปได้ด้วยแรงอัดของแก๊ส หรือใช้หลักการคล้ายการจุดะเิเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเพิ่มแรงขับ เขาใช้ความรู้ด้านโลหะวิทยาและกลศาสตร์ที่เขามีในการออกแบบชิ้นส่วนต่างๆ และจ้าวหยุนก็เป็กำลังสำคัญในการหาวัตถุดิบและการประกอบ
เงามืดแห่งความขัดแย้งกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่การปะทะกันระหว่างบุคคล แต่เป็การปะทะกันระหว่าง "วรยุทธ" ที่ครอบงำโลก กับ "วิทยาการ" ที่กำลังเบ่งบานขึ้นใหม่ การมาถึงของหลี่จื่อเหว่ยจะนำพาบททดสอบครั้งยิ่งใหญ่มาสู่หลินเฟยและพรรคมารอัคคีทมิฬ และมันจะเป็การตัดสินว่าใครคือผู้ที่จะกำหนดอนาคตของโลกใบนี้