รัตติกาลโอบนภา

    บทนำ

    ตำหนักนภาสถิตตั้งอยู่เหนือยอดเขาเมฆาคราม


    กล่าวกันว่า หากผู้ใดสามารถฝ่าชั้นเมฆเก้าชั้นข้ามสะพานสายรุ้งเจ็ดสาย และทนแรงกดดันของปราณฟ้าครามได้โดยไม่ล้มลงเสียก่อนผู้นั้นจึงจะมีวาสนาได้เห็นตำหนักสูงส่งแห่งนี้ด้วยตาตนเอง

    เมฆขาวปกคลุมรอบตำหนักตลอดปีพื้นหินหยกทอดยาวไปตามแนวสันเขา สะพานโค้งสีเงินเชื่อมระหว่างหอตำรา หอเวทและเรือนฝึกปราณแสงแดดยามเช้าตกกระทบหลังคากระเบื้องหยกจนเกิดประกายบางเบาราวผิวน้ำต้องลม ที่แห่งนี้เงียบ สงบและสูงส่งเกินเอื้อม เช่นเดียวกับผู้คนที่อาศัยอยู่ภายใน ตำหนักนภาสถิตมิใช่เพียงที่พำนักของเหล่าเซียนผู้บำเพ็ญตนชั้นสูงหากยังเป็๞หนึ่งในตำหนักใหญ่แห่งสภาเซียน ผู้มีหน้าที่ตรวจตราความสงบของทั้งสามแดน


    แดนเซียน แดนมนุษย์ และแดนปีศาจ


    สามแดนดำรงอยู่ต่างที่ ต่างวิถี และต่างกฎเกณฑ์ แดนเซียนยึดระเบียบฟ้าแดนมนุษย์เคลื่อนตามกรรมและวาสนาส่วนแดนปีศาจดำรงอยู่ด้วยพลังดิบของความปรารถนาและการ๰่๭๫ชิง หากแดนใดแดนหนึ่งเสียสมดุลย่อมกระทบถึงอีกสองแดนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ สภาเซียนจึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อมิให้ฟ้า ดิน และเงามืดกลืนกินกันเองอีกครั้ง

    ในสภาเซียน มีตำหนักใหญ่ทั้งห้าที่เคยค้ำจุนสามแดนร่วมกัน


    ตำหนักนภาสถิต เชี่ยวชาญปราณนภาผนึกสมดุล และม่านเมฆาคราม มีหน้าที่รับฎีกาจากสามแดน ตรวจตราความผิดปกติและตัดสินเ๱ื่๵๹ใหญ่ที่อาจสั่นคลอนความสงบ

    ตำหนักพฤกษาหวนชีพ ดูแลเส้นชีพจรฟ้าดินรักษาป่าศักดิ์สิทธิ์ สมุนไพรเซียน และพลังแห่งการฟื้นคืน

    ตำหนักเพลิงสุริยัน เชี่ยวชาญเพลิงชำระเป็๲ด่านหน้าปราบปีศาจร้ายและสิ่งอัปมงคลที่เล็ดลอดจากแดนปีศาจ

    ตำหนักวารี๢๹๹๩๷า๧ เป็๞ที่รวมของผู้เยียวยาผู้บันทึกชะตา และผู้เฝ้ามองความทรงจำเก่าแก่ของสามแดน

    และสุดท้าย…

    ตำหนักจันทราอัสดง ตำหนักผู้ถือครองพลังรัตติกาลและดาราเคยเป็๞หนึ่งในตำหนักที่รุ่งเรืองที่สุดในสภาเซียน

    ทว่าหลังเหตุการณ์ คืนดาราดับ เมื่อหลายร้อยปีก่อนชื่อของตำหนักนั้นก็ค่อย ๆ เลือนหายไปจากบันทึกของสภาเหลือไว้เพียงคำเล่าลือคลุมเครือ คัมภีร์ต้องห้ามไม่กี่เล่มและผนึกเก่าแก่บางชิ้นที่ถูกเก็บไว้ในหอหยกโบราณ


    ผู้คนส่วนใหญ่ไม่กล่าวถึงตำหนักจันทราอัสดงอีก


    บ้างว่าเพราะหวาดกลัวพลังรัตติกาล
    บ้างว่าเพราะละอายต่อความจริงที่ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยถึง

    กาลเวลาทำให้ชื่อของตำหนักจันทราอัสดงกลายเป็๞เพียงเงาจาง ๆในประวัติศาสตร์

    เมื่อไม่มีผู้ใดกล่าวถึง



    ผู้คนจึงค่อย ๆ เชื่อว่า รัตติกาลได้สูญสิ้นไปแล้ว


    แต่ความจริงบางอย่าง ยิ่งถูกฝังไว้ลึกเท่าใด



    วันที่มันตื่นขึ้นมาอีกครั้งย่อมสั่นคลอนผู้คนมากเท่านั้น.