ครืดดดด ครืดดดด
ซิ่วอิงนั่งมองไม้กวาดทางมะพร้าวที่ตนทำขึ้นค่อย ๆ ไล่กวาดเศษใบไม้ตามทางเดิน เขานั่งเหม่อมาั้แ่่เช้าของวันแล้ว สาเหตุก็เพราะสิงเทียนออกไปทำธุระข้างนอก
จะไม่ให้เหม่อได้อย่างไร เพราะการที่สิงเทียนออกไปข้างนอกวันนี้ มันก็คือการออกไปพบนางเอกของเื่อย่างเหมยลี่ยังไงล่ะ เดชะบุญเวลาสิบปีนี่มันผ่านไปไวเหลือเกิน ชีวิตแสนสงบสุขคงใกล้หมดเวลาลงแล้ว และต่อจากนี้ไปคงต้องดิ้นรนมากขึ้นเป็เท่าตัว
“วันนี้ท้องฟ้าโปร่ง ฝูงนกบินกันให้ว่อน ไม่แน่ว่าที่วังอาจจะมีข่าวดี”
หนวยเฉินนั่งกินกล้วยอยู่บนต้นไม้ ห้อยขาข้างหนึ่งลงมาอย่างสบายใจ ซิ่วอิงแหงนมองก่อนพูดตอบ “พนันกับข้าไหม ข้าเดิมพันด้วยกล้วย2เครือ”
หนวยเฉินชะงักถามอย่างสนใจ “พนันอะไร ข้าไม่เอาด้วยหรอก” แม้ปากจะบอกว่าไม่เอา แต่หางของเขากลับส่ายไปมาอย่างตื่นเต้น
ซิ่วอิงหัวเราะน้อย ๆ บอกว่า “ไม่พนันก็ได้ เอาเป็ว่า เดี๋ยวอีกไม่นานคุณชายก็จะกลับมา ข้าทายว่าเขาจะพาสตรีมาด้วยนางหนึ่ง หน้าตางดงามราวเทพธิดา ผิวพรรณสะอาดสะอ้าน และที่สำคัญ บนหัวของนางยังปักปิ่นสีทองรูปนกกะเรียนด้วย”
หนวยเฉินนิ่งอึ้ง เขาว่า “เ้าเดาเอาล่ะสิ หากที่พูดมาเป็ความจริง ข้าจะยอมเป็ทาสเ้าหนึ่งวันเลยเอ้า”
ซิ่วอิงกลั้นหัวเราะ กล่าวอย่างจริงใจ “อย่าจะดีกว่านะท่าน เพราะหากสิ่งที่ข้าพูดเป็จริงขึ้นมา ท่านจะอับอายเอาได้ฮ่า ๆ”
ว่าแล้วก็เดินไปคว้าไม้กวาดแล้วมุ่งหน้ากลับเรือน หนวยเฉินมองตามแผ่นหลังเขา โยนเปลือกกล้วยในมือทิ้งไปด้านหลังอย่างส่งเดชพร้อมพูดคนเดียว
“เหอะ เ้าก็เป็แค่คนเก็บขยะ จะมารู้ดีขนาดนั้นได้อย่างไร”
…
ซิ่วอิงกำลังนอนเอกเขนกบนเตียง มือหนึ่งก่ายหน้าผาก เขากำลังระดมสมองคิดจะทำอย่างไรถึงจะหยุดการลักพาตัวของนางเอกได้ คนร้ายที่อยู่เื้ัมันเป็ใครก็ไม่รู้ งานนี้หินสุดั้แ่เขาเคยผ่านมา
อันดับแรกต้องพยายามเข้าหานางเอกให้มากเข้าไว้ ตัวเขานั้นถือว่าเก่งกาจพลังกายมีมากโข หากต้องเผชิญกับศัตรูที่เข้าใกล้นางเอกเขานี่แหละจะตบสั่งสอนมัน!
ก๊อก ก๊อก “นี่! เ้าอยู่ไหม ออกมาคุยกันหน่อย”
ซิ่วอิงลุกขึ้นนั่ง พยายามตั้งใจฟังเสียงจากด้านนอกว่าอีกฝ่ายเป็ใคร เมื่อเดาได้ว่าเป็เทพวานรตนนั้นเขาจึงเปิดประตูออกไปต้อนรับ
“มีอันใดหรือ ท่านกำลังรบกวนเวลาพักผ่อนข้านะ”
หนวยเฉินที่ยืนตาค้างอยู่หน้าประตูรีบกล่าว “เ้าทายถูก! เมื่อครู่ข้าเห็นคุณชายกลับเข้าวังมา ข้างกายเขามีสตรีอยู่จริง ๆ”
ซิ่วอิงตอบหน้านิ่ง “แล้วอย่างไร”
หนวยเฉินแทบสติแตก เขย่าตัวเขาไปมา “เ้าทายถูกได้อย่างไร น่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว ไม่ใช่แค่ทายถูกเท่านั้นแต่ถูกทั้งหมดเลย เ้าทำได้ไงกัน!”
ซิ่วอิงแกะมืออีกฝ่ายออก พยายามบอกให้ทางนั้นตั้งสติก่อนที่ผู้อื่นจะคิดว่ามีคนทะเลาะกัน “ใจเย็น ๆ ท่านใจเย็นลงหน่อยเถอะ ข้าก็แค่ใช้วิชาทำนายอนาคตที่มั่วเอาเท่านั้น ไม่คิดว่าจะเป็จริงเสียด้วยซ้ำ”
“งั้นหรือ! สุดยอดมากข้านับถือเ้าเลย วิชาทำนายอนาคตอะไรนั่นวิเศษขนาดนี้เชียว ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย”
ซิ่วอิงยิ้มเก้อ โกหกหรอก! ใครจะไปบอกกันล่ะว่าข้าเคยอ่านนิยายเื่นี้มาก่อน ตัวละครแทบทุกตัวข้าล้วนจดจำได้แม่น กับอีแค่บรรยายรูปร่างพระนายก็กินไปเกือบหนึ่งหน้ากระดาษแล้ว และหากไม่โกหกว่าใช้วิชาเห็นทีเื่นี้คงไม่จบง่าย ๆ หนวยเฉินยิ่งชอบอยากรู้อยากเห็นอยู่ด้วย ขืนเอาเื่อื่นมาอ้างมีหวังได้ถูกสอบถามอีกยาว
อีกอย่างแม่นางนั่นน่ะคืออดีตผู้มีพระคุณของเ้าเชียวนะ! จำเ้านายเก่าไม่ได้รึ? แต่ก็ไม่แปลกที่หนวยเฉินจะจำนางไม่ได้ เขาเคยดูแลนางเมื่อตอนเป็เด็กบัดนี้เวลาผ่านไปร่วมสิบปี หน้าตาย่อมเปลี่ยนแปลงแตกต่างจากเมื่อก่อน ต่อให้เคยอยู่ด้วยกันก็มีสิทธิ์หลงลืมได้
ซิ่วอิงก้าวขาออกจากเรือน ปิดประตูแล้วมุ่งสู่ตำหนักทันที ผู้คนมากมายยืนออกันอยู่ด้านหน้า ต่างซุบซิบไปในทิศทางเดียวกัน ว่าสตรีผู้นั้นเป็ใคร เหตุใดจึงมาพร้อมกับคุณชายได้ หน้าตาและผิวพรรณขาวผ่อง ราวกับเทพธิดาลงมาจาก์
คนที่ซุ่มฟังด้านหลังลอบกรอกตาไปมา เขาไม่เห็นจะตื่นเต้นกับนางสักนิด สิ่งเดียวที่จะทำให้เขาตื่นเต้นคงมีเพียงเนื้อเื่หลังจากนี้!
หนวยเฉินที่เดินตามมารีบเบียดตัวเข้าร่วมกลุ่มกับคนอื่น ชะโงกหน้ามองเข้าไปในตำหนักแลดูสนอกสนใจเอามาก
ซิ่วอิงสะกิดเขาทีหนึ่ง “นี่ท่าน หากอยากรู้ขนาดนั้น เหตุใดไม่เข้าไปดูเสียเลยล่ะ มายืดคอหดคออยู่ทำไม”
หนวยเฉินเชิดหน้ากล่าว “เหอะ ข้าน่ะเป็คนมีมารยาท เื่ของเ้านายไม่ควรยุ่ง แค่ได้แอบมองอยู่ด้านนอกก็เพียงพอแล้ว”
ซิ่วอิงลอบเบะปากมองบน แล้วไอ้คนที่บอกว่ามีมารยาทมันกำลังทำอะไรอยู่ล่ะหือ ไม่ใช่อาการที่เรียกว่าสอดรู้สอดเห็นหรอกรึ เทพวานรผู้มีมารยาทอะไรกัน เทพขี้เผือกเสียมากกว่า
ซิ่วอิงว่า “เช่นนั้นท่านก็ยืดคอมองต่อไป ส่วนข้าขอเข้าไปแจมกับทางนั้นก็แล้วกัน”
ว่าพลางแทรกตัวฝ่าฝูงชนเข้าไปในตำหนัก แม้การบุกเข้าไปขัดจังหวะของพระ-นางอาจจะดูไม่ควร แต่เพราะไม่อยากให้มีอะไรผิดพลาด เขาจึงต้องบุกเข้าไปเฝ้าดูั้แ่เนิ่น ๆ ต่อให้สิงเทียนโกรธจนเืขึ้นหน้า อย่างมากก็แค่สั่งลูกน้องมากระทืบเขาเท่านั้นไม่มีทางฆ่าอย่างแน่นอน
เมื่อก้าวเข้าสู่ในตัวตำหนัก สิ่งแรกที่ทำซิ่วอิงชะงักคือกลิ่นหอมหวานที่ลอยอวนออกมาปะทะหน้า เขาเองก็เป็บุรุษ ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรืออย่างไรกลับรู้สึกว่ากลิ่นนี้ช่างคุ้นเคยนัก เหมือนเคยดมมันจากที่ไหนมาก่อน
แต่เมื่อคิดดูอีกทีกลับขัดแย้งกัน เขาคงจะจมูกเพี้ยนแน่ ๆ กลิ่นคุ้นเคยอะไรกัน นี่ในโลกแฟนตาซีซ้ำเขายังไม่เคยมาอยู่ จะไปเคยได้กลิ่นเช่นนี้ได้อย่างไร
ซิ่วอิงค้อมกายคารวะสิงเทียน และหันไปทำกับเหมยลี่เช่นกัน “ขออภัยที่ข้าน้อยมารบกวนเวลาอันสำคัญ ข้าแค่มาทำหน้าที่รินน้ำชา เชิญพวกท่านสนทนากันต่อได้เลยขอรับ”
สิงเทียนเห็นซิ่วอิงแล้วทำหน้าราวกับเห็นผี พยายามทำมือไล่ให้อีกฝ่ายออกไปอยู่หลายครั้ง ทำตาดุใส่เพื่อขู่ แต่พอสาวงามตรงหน้าหันมองก็รีบปั้นหน้ายิ้มแย้มทันที สถานการณ์เช่นนี้ซิ่วอิงย่อมเข้าใจดี พระเอกคงกำลังมองเขาเป็ก้างขวางคออยู่แน่ ๆ มีใครบ้างจะไม่อยากอยู่สองต่อสองกับหญิงงาม ยิ่งเป็หญิงในดวงใจแล้วนั้น ยิ่งอยากไล่ให้ผู้อื่นไปอยู่ไกล ๆ
แต่ซิ่วอิงดันแกล้งทำมึน ตีเนียนเดินไปรินน้ำชาให้อย่างหน้าตาเฉย ขณะยกกาน้ำชาขึ้นมาก็กล่าวกับตนเองในใจ ‘ต้องบอกว่าเสียใจที่ฉันไม่อาจปล่อย่เวลานี้ไปได้ ที่มาเสนอหน้าตรงนี้เพราะไม่อยากให้นางเอกของนายถูกลักพาตัวนะรู้ไหม มันเป็วิธีที่จะช่วยให้นายไม่สติแตกจนธาตุไฟเข้าแทรกนะรู้เปล่า ฉันจำเป็ต้องตีสนิทนางได้โปรดเข้าใจ ดังนั้นช่วยทำเป็มองไม่เห็นฉันก็แล้วกันนะพ่อหนุ่ม’
สิงเทียนเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้สร้างความเดือดร้อนอะไร ทั้งยังไล่ไม่ไปอีก เขาจึงปล่อยให้ก้างชิ้นโตอยู่ในนั้นต่อโดยไม่สนใจหันมองอีกเลย
สิงเทียนจับถ้วยน้ำชา เอียงไปมาด้วยความเขินก่อนว่า “ศิษย์น้อง ผ่านมาหลายปีเ้าดูสวยขึ้นมาก”
คำพูดที่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกหยอกเย้าเคล้าสเน่หาถูกเอื้อนเอ่ยต่อสาวงามตรงหน้า เหมยลี่ยิ้มบางทุกอากัปกิริยาล้วนดูสง่าน่ามอง
นางว่า “ศิษย์พี่กล่าวเกินจริงไปแล้ว ข้าก็ยังคงเหมือนเดิม เหมือนกับครั้งแรกที่เราเจอกันมิได้สวยขึ้นสักนิด”
สิงเทียนยิ้มจนตาหยี “ไม่จริง เ้าน่ะสวยขึ้นมาก สวยจนพี่แทบจำไม่ได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่พี่จำได้แม่น นั่นคือรอยยิ้มของเ้า”
นางยกชายผ้าขึ้นบดบังใบหน้า สองแก้มแดงเรื่อด้วยความขวยเขิน กล่าวอย่างอาย ๆ “ศิษย์พี่เองก็หล่อเหลาขึ้นมาก ดวงตาของท่านที่มองข้าทำเอาหัวใจสั่นไหว ราวกับจะหลุดออกมาอย่างไรอย่างนั้น”
“หลุดออกมาสิดี พี่จะได้คว้าเก็บไว้”
“ท่านพี่!”
“ฮ่า ๆ”
สิงเทียนวางมือจากถ้วยน้ำชา คว้ามือของอีกฝ่ายไว้แน่น “คิดถึงศิษย์น้องเหลือเกิน ครานี้ได้กลับมาพบกันนับว่าเป็โชคชะตานำพาแล้ว”
“ข้าเองก็คิดถึงท่านเ้าค่ะ”
ซิ่วอิงที่ยืนอยู่มุมเสา ฟังสองคนพูดคุยกันก็เกือบจะเผลอหัวเราะออกมา ทำไมตอนที่อ่านฉากนี้ในนิยายเขาถึงรู้สึกว่ามันน่ารักดีนะ แต่พอมาเจอของจริงความรู้สึกช่างต่างกันลิบ ทำเอาท้องไส้ปั่นป่วนจนแทบอ้วกนึกว่าดูละครน้ำเน่าอยู่เสียอีก