“หยุดนะ! เจี่ยหมัวมัวพวกท่านกำลังทำอะไร?!”ซูหวั่นเยว่ะโเสียงกร้าว พุ่งตัวเข้าไปอย่างบ้าคลั่ง
เพียงแต่ในสถานการณ์โกลาหลเช่นนี้กลุ่มคนที่กำลังฟาดฟันกันนั้นต่างไม่ได้ยินเสียงะโของซูหวั่นเยว่
หากจะกล่าวให้ชัดก็คือนางเฉินมารดาของซูหวั่นเยว่กำลังถูกทำร้ายเพียงฝ่ายเดียวส่วนผู้ที่กำลังทำร้ายนางอยู่นั้นกลับเป็เจี่ยหมัวมัวที่เลี้ยงดูสองพี่น้องซูหวั่นเยว่จนเติบใหญ่!
“เจี่ยยวี่ชุน!หลายปีมานี้ตระกูลซูมีบุญคุณกับเ้าไม่น้อย เหตุใดเ้าจึงมีจิตใจอำมหิตเช่นนี้...”นางเฉินกอดขาของเจี่ยหมัวมัวแน่น ะโคร่ำครวญจนแทบขาดใจ“เ้ากล้าสมคบคิดคนนอกมาลอบทำร้ายตระกูลซูของพวกเราเ้าคืนหลานชายคืนสามีของข้ามา!!!”
เจี่ยหมัวมัวไม่ได้มีใบหน้าเปี่ยนด้วยความเมตตาเช่นวันวานที่ผ่านมาแล้วนางเตะเข้าที่ทรวงอกของนางเฉิน กล่าวด้วยสีหน้าโเี้“ผู้ใดสั่งให้พวกเ้าส่งตัวบุตรชายของข้าเข้าไปรับใช้ราชสำนักกัน ข้าเจี่ยหมัวมัวเป็วัวเป็ม้าให้กับพวกเ้าตระกูลซูทั้งชีวิตข้าไม่เคยคาดหวังว่าพวกเ้ามอบชีวิตที่มีเกียรติและความมั่งคั่งแต่อย่างใดทว่าสุดท้ายลูกชายคนเดียวของข้า...พวกเ้ากลับส่งเขาเข้าคุกหากข้าไม่ทรมานเ้าแล้วจะทรมานผู้ใด?! ปล่อยมือเสีย!”
ถึงแม้เจี่ยหมัวมัวจะมีอายุใกล้หกสิบแล้วแต่เรี่ยวแรงยังคงมหาศาลเมื่อถูกนางเตะเช่นนี้ภาพเบื้องหน้าของนางเฉินจึงพลันมืดดำทันที นางเกือบสลบไป
แต่นางก็ยังกอดขาของเจี่ยหมัวมัวแน่นไม่ยอมคลายมือ ถึงแม้มุมปากของตนเองจะมีเืไหลซึมแล้ว
ยามนี้ไฟกำลังลุกโชนหลานชายและสามีของนางยังอยู่ด้านในด้วยพละกำลังของนางเพียงคนเดียวไร้โอกาสที่จะช่วยเหลือพวกเขาได้
ในเมื่อเป็เช่นนี้นางจึงคิดลากตัวการสารเลวผู้นี้ตกนรกไปพร้อมกัน!
นางเฉินตัดสินใจแน่วแน่แล้ว
“เจี่ยหมัวมัวยามนี้ไฟกำลังลุกลามใหญ่โตขึ้นเรื่อย ๆ หากไม่ไปจะไม่ทันการแล้ว”
บุรุษที่ติดตามแฝงตัวเข้ามาในตระกูลซูพร้อมกับเจี่ยยวี่ชุนกล่าวเสียงเร่งเร้า
“เช่นนั้นพวกเ้ายังรีรออะไรอยู่รีบมาเตะยายแก่ที่ไม่ยอมตายเสียทีออกไป!”
เจี่ยหมัวมัวเองก็เริ่มลนลานแล้วนางไม่อยากตายที่นี่ นางยังใช้ชีวิตไม่พอ
ทว่าทันทีที่เสียงนางเพิ่งสิ้นสุดลงสิ่งที่พุ่งเข้ามากลับไม่ใช่การช่วยเหลือของพรรคพวกแต่เป็แรงเตะที่หนักหน่วงจนกระดูกแทบแตกเป็เสี่ยงๆ!
“อ๊าก”ทันทีที่เจี่ยหมัวมัวรู้สึกเจ็บที่่ท้องทั้งร่างก็กระเด็นออกไปไกลแล้ว!
“อั้ก...” เจี่ยหมัวมัวกระแทกเข้ากับกำแพงอย่างรุนแรงนางกระอักเืสดออกมาคำโต อวัยวะภายในราวกับเคลื่อนตำแหน่งภาพเบื้องหน้าพลันดับลง สลบล้มพับไปทันที
เห็นได้ชัดว่าบุรุษที่เป็พรรคพวกของเจี่ยหมัวมัวล้วนเป็พวกอันธพาลทันทีที่พวกเขาเห็นเจี่ยหมัวมัวถูกเตะไปไกลก็พากันตกตะลึง ทว่าพวกเขาก็ค้นพบอย่างรวดเร็วว่าผู้ที่เตะเจี่ยหมัวมัวนั้นเป็เพียงเด็กสาวที่มีอายุสิบกว่าปีเท่านั้น
“มารดาเอ๊ยพวกรนหาที่ตายโผล่ขึ้นมาอีกคนแล้ว!” ชายที่เป็ผู้นำถมน้ำลายลงบนพื้นเขาควงหมัดเตรียมพุ่งตัวเข้าไปต่อยเสิ่นจื่อโยว
ั์ตาของเสิ่นจื่อโยวฉายประกายแข็งกร้าวนางติดยันต์แผ่นหนึ่งให้ตนเอง น้ำเสียงเย็นเยียบดังขึ้น“เป็พวกเ้าที่รนหาที่ตาย!”
ในชั่วเวลาถัดมานางก็เคลื่อนกายเข้ามาอยู่ในกลุ่มชายเ่าั้อย่างรวดเร็ว นางลงมือว่องไวดุจเงาแต่ละหมัดที่ต่อยลงไปล้วนเข้าเนื้อ!
เสียงร้องโอดครวญดังขึ้นในราตรีที่แดงฉานด้วยเปลวเพลิงเป็ระลอกน่าสะพรึงยิ่งนัก
ในเมื่อคนเหล่านี้ชอบทำร้ายผู้อื่นเช่นนั้นนางก็จะทำให้พวกเขาได้ลิ้มรสของการถูกทำร้าย!
ด้วยหลักการ ‘ปฏิบัติกับผู้อื่นเช่นเดียวกับที่ผู้อื่นปฏิบัติกับตน’ เสิ่นจื่อโยวจึงจัดการคนเ่าั้จนร่างกายกระอักเืสลบไปจึงได้หยุดมือ
นางเตะเ้าพวก ‘หัวหมู’ ที่ชอบก่อความเดือดร้อนซึ่งนอนสลบเหมือดอยู่บนพื้นเสิ่นจื่อโยวกล่าวเสียงหยัน “สลบไปเสียแล้ว สบายพวกเ้าเกินไปเสียจริง”
ในเวลานี้เองนางเฉินที่อยู่ในอ้อมกอดของซูหวั่นเยว่ก็พอได้สติขึ้นมาแรงเตะเข้าที่ทรวงอกเมื่อครู่ของเจี่ยหมัวมัวนั้นทำให้นางสลบไป
“รีบ...รีบไปช่วยพ่อของเ้ากับเฟยยวี่...พวกเขายังอยู่ในห้อง...”
นางเฉินดึงรั้งแขนเสื้อของซูหวั่นเยว่กล่าวเสียงวิงวอนทว่าสายตากลับทอดลงบนร่างของเสิ่นจื่อโยว
ยามนี้มีเพียงเสิ่นจื่อโยวเท่านั้นที่สามารถช่วยคนตระกูลซูได้
ซูหวั่นเยว่อยากกล่าวบางสิ่งแต่ก็ยั้งไว้ตรงนั้นถึงแม้นางจะห่วงใยคนในครอบครัวแต่กระนั้นก็ไม่อยากให้บุตรสาวเพียงคนเดียวของนางต้องไปเสี่ยงอันตราย
ด้านเสิ่นจื่อโยวนั้นไม่กล่าวสิ่งใดก็เดินเข้าไปยังบริเวณที่ไฟกำลังลุกโชนมากที่สุด
“เสี่ยวโยว เ้าอย่าได้ฝืนเกินไป!”ซูหวั่นเยว่ะโบอกอย่างร้อนรน
เสิ่นจื่อโยวหันกลับไปยิ้มให้นางแล้วกล่าว“ท่านแม่ วางใจเถิด ข้ารู้ขอบเขตดี”
กล่าวจบนางก็แปะยันต์ปกป้องร่างกายให้ตนเองหลายแผ่นก่อนจะเร่งฝีเท้าฝ่าเข้าไปในทะเลเพลิง
ภายในห้องมีคนอยู่สองคนผู้ที่มีอายุค่อนข้างมากก็คือท่านผู้เฒ่าตระกูลซูหรือก็คือท่านตาของเสิ่นจื่อโยวอีกคนหนึ่งมีอายุประมาณยี่สิบต้น ๆ หรือก็คือญาติผู้พี่เพียงคนเดียวของเสิ่นจื่อโยวซูเฟยอวี่
เปลวเพลิงโหมกระหน่ำทั้งสองคนต่างสำลักควันจนหมดสติไปแล้ว
ร่างกายของชายชราค่อนข้างอ่อนแอไม่อาจรั้งรอได้ ดังนั้นเสิ่นจื่อโยวจึงช่วยท่านผู้เฒ่าซูออกไปก่อน
ทว่าเมื่อนางกลับเข้ามาช่วยเหลือซูเฟยอวี่อีกครั้งกลับต้องเผชิญกับความยากลำบากแล้ว
ซูเฟยอวี่ฟื้นแล้ว
สิ่งที่ซูเฟยอวี่กระทำเป็สิ่งแรกหลังจากฟื้นขึ้นมาก็คือการปฏิเสธรับความช่วยเหลือเขาผลักเสิ่นจื่อโยวออกทว่าตนเองกลับกลิ้งตกลงบนพื้น
“เ้าไปเสีย ไม่ต้องสนใจข้าปล่อยให้ข้าตายไปดีแล้ว!”
ซูเฟยอวี่หอบหายใจคำโตกล่าวอย่างสิ้นหวัง
“ท่านเป็บ้าอะไร!”เสิ่นจื่อโยวขมวดคิ้วมุ่น“คนยังไม่ทันตายจะกล่าวถ้อยคำหมดอาลัยตายอยากไปเพื่อสิ่งใด ลุกขึ้นมาประเดี๋ยวนี้!”
เสิ่นจื่อโยวกล่าวแล้วก็ปรี่เข้าไป คิดจะช่วยพยุงซูเฟยอวี่ขึ้นมาอีกครั้งทว่าซูเฟยอวี่กลับปัดมือของนางออก
ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยเส้นเืแดงถลึงตาจ้องมองเสิ่นจื่อโยวอย่างดุร้าย น้ำเสียงเข่นเขี้ยวดังขึ้น
“ไม่ต้องสนใจข้า!ข้ามีชีวิตมาพอแล้ว! วัน ๆ ต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้สายตาเย้ยหยันของผู้อื่นข้าทนมามากพอแล้ว! เศษสวะอย่างข้าให้มีชีวิตต่อไปจะมีความหมายอะไร มิสู้ตายไปในสนามรบเช่นเดียวกับท่านพ่อของข้า!”
เสิ่นจื่อโยวโมโหจนหัวเราะออกมานางผงกศีรษะแล้วกล่าว “ดีมาก ซูเฟยอวี่ เ้าเองก็รู้ว่าบิดาของเ้าตายในสนามรบแล้วเ้าเล่า?แม้แต่ความกล้าที่จะมีชีวิตต่อไปยังไม่มีเ้ายังกล้ามาเจรจากับข้าเื่การตายในสนามรบ?! เ้านี่ช่างน่าขันจริงๆ!”
“ถูกต้อง ชีวิตข้าดุจเื่ตลก”ซูเฟยอวี่ก้มศีรษะลง กล่าวอย่างกล้ำกลืน “ข้าปกป้องท่านพ่อท่านแม่ไม่ได้ทั้งยังไม่สามารถคุ้มครองดูแลท่านปู่ท่านย่าได้หากข้าไม่ตกอยู่ในสภาพเศษสวะเช่นนี้พวกเจี่ยหมัวมัวจะมีโอกาสลงมือได้อย่างไรพวกมันจะกล้าเหิมเกริมทำร้ายคนในครอบครัวข้าได้อย่างไร”
“คนเ่าั้กล่าวได้ถูกต้องข้าสมควรตายไปนานแล้ว วันที่ต้องแปรเปลี่ยนเป็เศษสวะข้าก็ควรตายไปแล้วอย่างไรย่อมดีกว่าการใช้ชีวิตไปวัน ๆ เช่นนี้”
ชายชาติทหารไม่หลั่งน้ำตาแต่นั่นเป็เพราะยังไม่ได้เสียใจอย่างสุดซึ้ง
เจี่ยหมัวมัวพาพรรคพวกมารุมตีเขาจนปางตายก่อนโยนเขาทิ้งไว้ในห้องจากนั้นจึงก่อกองเพลิงเผาไหม้จวนตระกูลซูจนวอดวาย ทว่าเขากลับไร้ความสามารถอันใดในยามนี้เองซูเฟยอวี่ผู้ซึ่งเคยเป็ดุจบุตรชายคนโปรดของ์ถึงได้ตระหนักว่าสิ่งใดที่เรียกว่า‘ความสิ้นหวังอย่างแท้จริง’
ชั่วขณะที่เกิดความสูญเสียเขาก็รู้สึกรังเกียจตัวเองเป็อย่างยิ่งรังเกียจร่างกายที่ไร้ประโยชน์นี้ยิ่งรู้สึกโกรธตัวเองที่ไม่สามารถตายจากไปให้สิ้นเื่สิ้นราว
เมื่อตายแล้วเขาจะได้ไม่ต้องทนแบกรับสายตาเหยียดหยันจากผู้อื่น
เมื่อตายแล้ว เขาจะได้ไม่ต้องเผชิญหน้ารับการดูแคลนจากบรรดาญาติพี่น้องไม่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ตนเองไร้ซึ่งความสามารถอันใดอีก
ซูเฟยอวี่ก้มศีรษะลงดังนั้นเขาจึงไม่เห็นเพลิงโทสะที่กำลังลุกโชนในดวงตาของเสิ่นจื่อโยว
จวบจนสุดท้ายนางจึงไม่สามารถสะกดกลั้นได้อีกต่อไปนางตบไปที่ใบหน้าของซูเฟยอวี่จนเขามึนงงไป
นางดึงคอเสื้อของซูเฟยอวี่ ฟันขบแน่นกล่าวด้วยน้ำเสียงเน้นย้ำทีละคำ
“ซูเฟยอวี่ตัวเ้าเองปรารถนาจะตายให้สิ้นเื่แต่เ้าเคยคิดถึงท่านปู่ท่านย่าที่ยังมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้หรือไม่? พวกเขาหัวขาวส่งคนหัวดำแล้วครั้งหนึ่งเ้ายัง้าให้พวกเขาทนแบกรับความเ็ปเช่นนี้อีกเป็ครั้งที่สองหรือ?!”
“เ้ากล่าวว่าเ้าเป็เศษสวะแต่ข้าเชื่อว่า์ย่อมมีทางออกให้คนมุ่งมั่นบากบั่น”
“ผู้อื่นทำร้ายข้าหนึ่งฉื่อข้าจะทำร้ายพวกมันหนึ่งจั้ง เ้ายังไม่ทันแก้แค้นก็กล่าวว่าจะตายแล้วเ้าตายได้อย่างวางใจหรือ?!”
เสิ่นจื่อโยวกล่าวอย่างโหดร้าย
ฉับพลันนางก็เอนตัวเข้าไปเบื้องหน้าซูเฟยอวี่ดวงตาที่วาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะจ้องมองเข้าไปในั์ตาของซูเฟยอวี่
ท่ามกลางเปลวเพลิงที่ร้อนระอุ ดวงตาทั้งคู่ของเสิ่นจื่อโยวสุกสกาวยิ่งกว่าดวงดารา
“ซูเฟยอวี่เ้าจำได้หรือไม่ว่าข้าคือใคร เศษสวะของตระกูลเสิ่น...เสิ่น-จื่อ-โยว!”
“กระทั่งเศษสวะอย่างข้ายังกล้ากระโจนเข้ามาในกองเพลิงเพื่อช่วยเ้าแล้วเ้าเล่า ซูเฟยอวี่”
“เ้าอยากจะเป็เศษสวะไร้ประโยชน์ต่อไปหรืออยากจะเป็เช่นบุรุษที่แท้จริงลุกขึ้นมาฟาดฟันพวกคนที่เคยดูิ่เ้าให้พ่ายแพ้กลับไปทีละคนๆ ?”
“ซูเฟยอวี่ บอกข้ามาว่าเ้าเลือกอย่างไร”
จิติญญาของซูเฟยอวี่สั่นสะท้านอย่างรุนแรงบางสิ่งที่เก็บกดในใจมาเนิ่นนานในที่สุดก็ถูกทำลายจนแหลกละเอียด