ควันธูปจางหายไปพร้อมกับเสียงลมที่พัดผ่านประตูไม้เก่า กลิ่นอายของกำยานและสมุนไพรแห้งยังคงลอยอยู่ในอากาศเย็นๆ ของเช้าตรู่ ท่ามกลางกลิ่นนั้น ธีร์นั่งขัดสมาธิอยู่หน้าแท่นบูชาเล็กๆ ในห้องเช่าราคาถูกย่านลาดพร้าว ริมฝีปากขยับท่องบทสวดที่จำขึ้นใจั้แ่อายุเจ็ดขวบ
"ท่านพ่อสอนให้จำไว้ว่า เสียงสวดเป็กุญแจ จิตใจเป็ประตู ิญญาเป็สะพาน"
เขาลืมตาขึ้น มองดูรูปถ่ายขาวดำที่วางพิงกับผนัง ชายวัยกลางคนในชุดขาว มือถือดอกบัว ยิ้มอยู่อย่างสงบ สุรศักดิ์ ิญญารักษ์ — หมอผีชั้นครูแห่งสำนักิญญารักษ์ และพ่อของธีร์
ธีร์อายุยี่สิบหกแล้ว และตลอดสิบเก้าปีที่ผ่านมา เขาฝึกวิชาไม่เคยขาด ั้แ่อายุเจ็ดขวบที่พ่อเริ่มสอน ไล่มาั้แ่วิชาพื้นฐาน — การถอนของด้วยไข่ไก่ เสกใบมะขามเป็ต่อแตน— จนถึงวิชาชั้นกลางที่ต้องใช้ทั้งสมาธิและความเชื่อประกอบกัน อย่างวิชา เคลื่อนข้อต่อกระดูก ล้วนแต่ฝึกจนใช้งานได้จริงทั้งนั้น
แต่อีกวิชาในบันทึกของพ่อ — อาคมล่องหน — ยังคงเป็ปริศนาที่ธีร์แกะไม่ออกมาสองอาทิตย์เต็มๆ แล้ว
เขามองสมุดบันทึกที่กางอยู่บนพื้น ลายมือพ่อคัดไว้อย่างพิถีพิถัน
วิชานี้ไม่ใช่การซ่อนตัว แต่เป็การกลายเป็ส่วนหนึ่งของอากาศ ใบโพธิ์เป็ตัวกลาง วางแนบใบหูขวา ท่องบทสวดจนกายและใจเป็หนึ่งเดียวกับลม อย่าพยายามหายตัว ให้รู้สึกว่าตัวเองไม่เคยมี
สองอาทิตย์ที่ผ่านมา ธีร์ฝึกทุกคืนโดยไม่ขาด คืนแรกๆ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย คืนที่ห้าเริ่มรู้สึกว่าปลายนิ้วเบาผิดปกติ คืนที่เก้าเห็นมือตัวเองจางลงเล็กน้อยก่อนจะหายไปในพริบตา แต่ก็กลับมาทันทีที่สมาธิแตก คืนที่สิบสองทำได้นานขึ้นสักครู่ แต่แค่ส่วนแขน ส่วนที่เหลือยังอยู่ครบ
คืนนี้คืนที่สิบห้า
ธีร์อายุยี่สิบหกแล้ว แต่ความฝันของเขายังคงเดิมไม่เปลี่ยน เขาอยากเป็หมอผีเหมือนพ่อ อยากสืบทอดศาสตร์โบราณที่พ่อปลูกฝังไว้ในตัวเขาั้แ่เด็ก อยากเปิดสำนักใหม่ที่จะพิสูจน์ว่าศาสตร์นี้ไม่ใช่การหลอกลวง แต่เป็มรดกทางภูมิปัญญาที่ควรได้รับการเคารพ
แต่โลกไม่ได้ใจดีกับความฝันเสมอไป
สามปีก่อน สำนักิญญารักษ์ถูกสั่งปิด เหตุผลที่ทางการให้มาฟังดูสวยหรูว่า "เพื่อคุ้มครองประชาชนจากการหลอกลวงและงมงาย" แต่ธีร์รู้ดีว่านั่นแค่เปลือกนอก ใต้นั้นคือเื่ของผลประโยชน์ที่ซับซ้อนกว่า บริษัทอสังหาฯ ้าที่ดินที่สำนักตั้งอยู่มานานกว่าห้าสิบปี และนักการเมืองท้องถิ่นกับเ้าของบริษัทนั้นก็เป็ญาติกัน
พ่อสู้ สู้จนสุดกำลัง แต่สุดท้ายก็แพ้ กระดาษใบเดียวจากศาลปิดประตูสำนักตลอดกาล หลังจากนั้นไม่นาน พ่อก็จากไปด้วยโรคหัวใจ ราวกับว่าเมื่อสิ่งที่รักถูกพรากไป ก็ไม่มีเหตุผลที่จะอยู่ต่อ
ธีร์กำมือแน่น เขาจะไม่ยอมแพ้แทนพ่อ
เสียงกริ่งนาฬิกาดังขึ้น ธีร์ลุกขึ้น พับผ้ายันต์เก็บอย่างระมัดระวัง แล้วหยิบเสื้อกุ๊กสีขาวจากราวแขวน วันใหม่เริ่มต้นแล้ว และวันใหม่หมายถึงกะเช้าที่ร้านอาหารไทยริมถนน
ร้าน "บ้านไทยแท้" ไม่ใช่ร้านหรูหรา แต่เป็ร้านที่ผู้คนในย่านนั้นรักและศรัทธา เ้าของร้านคือป้าแดง หญิงวัยห้าสิบต้นๆ ที่ทำอาหารเก่งราวกับมีเวทมนตร์ในมือ ต้มยำกุ้งหม้อใหญ่กลางร้านส่งกลิ่นหอมออกมาั้แ่เปิดประตูร้านตอนเช้า
ธีร์ทำงานที่นี่มาสองปีแล้ว เริ่มจากล้างจาน ขยับมาเป็ผู้ช่วยครัว และตอนนี้รับหน้าที่ทำอาหารได้แทบทุกเมนู ป้าแดงชอบธีร์เพราะเขาขยัน ละเอียด และที่สำคัญคือรสมืออร่อย
"ธีร์! แกงเขียวหวานโต๊ะสามด่วน!"
"รับทราบครับป้า!"
มือธีร์เคลื่อนไหวคล่องแคล่ว ตักกะทิใส่กระทะที่ร้อนได้ที่ ใส่พริกแกง ผัดจนหอม แล้วตามด้วยเนื้อไก่ที่หั่นไว้ ในขณะที่มือทำงาน ใจเขาล่องลอยไปที่บันทึกโบราณที่อ่านค้างไว้เมื่อคืน
อย่าพยายามหายตัว ให้รู้สึกว่าตัวเองไม่เคยมี
คืนนี้คืนที่สิบห้า เขาจะต้องทำให้ได้ทั้งตัว
"ธีร์ฝันอะไรอยู่น่ะ ควันขึ้นแล้ว!"
เขากระตุกตัวกลับมา รีบปรับไฟ โชคดีที่ทันเวลา
ตอนเย็น ก่อนปิดร้าน ธีร์นั่งนับเงินในกล่องออมสินขนาดใหญ่ที่เก็บไว้ในห้อง ยังขาดอีกมากกว่าจะถึงเป้าหมาย แต่เขาบันทึกตัวเลขลงในสมุดอย่างพิถีพิถัน เหมือนทำพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ ทีละบาท ทีละวัน สักวันต้องได้
ก่อนปิดไฟ ธีร์เดินไปหยิบกล่องกระดาษใบเล็กข้างแท่นบูชา ข้างในมีใบโพธิ์แห้งสีน้ำตาลทองเรียงซ้อนกันเป็ระเบียบ พ่อเคยบอกว่าใบโพธิ์ดูดซับพลังงานได้ดีที่สุดในบรรดาพืชทั้งหลาย และสำหรับอาคมล่องหนนั้น มันเป็มากกว่าแค่ตัวกลาง มันเป็กุญแจ
ธีร์นั่งขัดสมาธิ วางใบโพธิ์แนบที่ใบหูขวาเบาๆ แล้วหลับตา
"ลมพัดผ่าน แต่ไม่มีใครเห็น น้ำไหลผ่าน แต่ไม่มีใครจำ ข้าพเ้าขอเป็ดังลม ดังน้ำ..."
เสียงพ่อยังก้องในหัว อย่าพยายามหายตัว ให้รู้สึกว่าตัวเองไม่เคยมี
สองอาทิตย์ที่ผ่านมา เขาพยายามมากเกินไปทุกครั้ง พยายามบังคับให้ร่างกายจางหาย พยายามควบคุมให้สมาธิอยู่นิ่ง พยายามจนกล้ามเนื้อเกร็งโดยไม่รู้ตัว
คืนนี้เขาหยุดพยายาม
ธีร์หายใจช้าๆ ปล่อยไหล่ให้หย่อน ปล่อยมือให้วางหลวมๆ บนเข่า และแทนที่จะบังคับจิตให้นิ่ง เขาแค่ปล่อยให้มันล่องลอยไปตามบทสวด เหมือนใบไม้ที่ลอยอยู่บนผิวน้ำโดยไม่ต้องออกแรง
แล้วบางอย่างก็เปลี่ยน
ไม่ใช่เสียง ไม่ใช่แสง แต่เป็ความรู้สึก เหมือนิัทั้งตัวจางหายไปทีละนิด เหมือนขอบเขตระหว่างตัวเขากับอากาศรอบข้างเริ่มพร่าเลือน ต่างจากคืนที่ผ่านมาที่รู้สึกแค่ส่วนเดียวส่วนเดียว คืนนี้มันลามออกไปพร้อมกันทั้งตัว จากปลายนิ้ว ขึ้นมาตามแขน ผ่านไหล่ ลงไปตามลำตัว จนถึงปลายเท้า
ธีร์ไม่กล้าลืมตาเพราะกลัวความรู้สึกนั้นจะหนี แต่ในที่สุดก็ต้องลอง
เขาลืมตาขึ้น มองลงมาที่มือตัวเอง
ไม่มีมือ
ไม่มีขา ไม่มีลำตัว ไม่มีเงาบนพื้น ห้องเงียบสงัดเหมือนเดิมทุกอย่าง ยกเว้นว่าเขาไม่อยู่ในนั้นอีกต่อไป
ธีร์สะดุ้งจนใบโพธิ์หล่น
ทันทีที่ใบไม้หลุดจากใบหู ร่างกายของเขาก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง นั่งอยู่ตรงนั้นเหมือนเดิม มือสองข้าง ขาสองข้าง ครบถ้วนสมบูรณ์
ธีร์นั่งนิ่งอยู่นาน หัวใจเต้นแรงจนได้ยินเสียง แล้วก็หัวเราะออกมา หัวเราะคนเดียวในห้องเงียบ ด้วยความตื่นเต้นและงงงวยและอะไรบางอย่างที่ใกล้เคียงกับความหวัง
สองอาทิตย์ สุดท้ายก็ทำได้
ธีร์หยิบใบโพธิ์ขึ้นมาอีกครั้ง วางที่ใบหู หลับตา และคราวนี้เขาลุกขึ้นยืนเดินไปเปิดประตูห้องออกไปยืนในระเบียง อากาศกลางคืนเย็นเฉียบ ไม่มีใครหันมามอง ไม่มีใครเห็นเขาเลย
ธีร์ยืนอยู่กลางระเบียงตึกแถวย่านลาดพร้าว ล่องหนในคืนเดือนมืด และรู้สึกว่าบางทีความฝันของเขาอาจไม่ได้ไกลเกินเอื้อมอย่างที่คิด
เขายืนอยู่นานสักสองนาที สูดอากาศเย็น ฟังเสียงรถที่ผ่านไปมาข้างล่าง ฟังเสียงคนเดินดึกที่คุยกันเสียงดัง ทุกคนเดินผ่านไปโดยไม่แม้แต่จะแหงนหน้าขึ้นมา
ล่องหน สำเร็จจริงๆ
ธีร์กำลังจะเดินกลับเข้าห้อง เมื่อสังเกตว่ามีบางอย่างผิดปกติ ออก้าไม่ได้นอน ออก้านกแก้วที่เขารับมาเลี้ยงต่อจากพ่อของเขาและได้ตั้งชื่อมันว่าออก้า
นกตัวเล็กในกรงไม้จ้องออกมาทางประตูที่เปิดอยู่ จ้องตรงมาที่จุดที่ธีร์ยืนอยู่ ไม่ใช่จ้องไปรอบๆ ไม่ใช่จ้องไปที่ประตู แต่จ้องตรงมาที่ตัวเขา
มองเห็น
ธีร์ไม่ขยับ ออก้าก็ไม่ขยับ สองฝ่ายจ้องกันอยู่ในความเงียบ ฝ่ายหนึ่งล่องหนอยู่ในคืนมืด อีกฝ่ายมีดวงตาสีทองที่สว่างแปลกในแสงน้อย
ธีร์ถอดใบโพธิ์ออกจากใบหู ร่างกายปรากฏขึ้นอีกครั้ง ออก้ายังคงจ้องอยู่ที่เขา ไม่ขยับตา ไม่ส่งเสียง
ธีร์กลับเข้าห้อง ปิดประตูหลังตัวเอง แล้วยืนอยู่กับที่ หัวใจเต้นเร็วกว่าปกติโดยไม่มีเหตุผลที่อธิบายได้
นกแก้วธรรมดาไม่สามารถมองเห็นคนที่ล่องหนได้
เขาปิดไฟ แต่นอนไม่หลับจนสว่าง