"จิ้งเหมียนเก๋อเก็บทุกสิ่งไว้แต่ปล่อยได้เมื่อมีคนที่แข็งแกร่งพอมายืนต่อหน้ามัน"
ว่ากันว่าความสะอาดของห้องที่ชำระแล้ว ไม่เท่ากับความสะอาดของใจที่ยังค้างอยู่บ้านที่กวาดแล้วนั้นสะอาดกว่าบ้านที่ไม่ได้กวาด แต่ฝุ่นที่กวาดออกจากบ้านไปนั้น ไม่ได้หายไปไหน มันแค่ไปอยู่ที่อื่น และถ้าลมพัดมาในทิศที่ถูกต้อง มันก็จะกลับมา เว้นแต่ว่าจะมีคนจัดการกับมันในแบบที่ถาวรกว่าการกวาด และสิ่งที่ถาวรกว่าการกวาดนั้น ้าคนที่รู้ว่าฝุ่นนั้นมาจากไหน
รุ่งเช้าของวันที่ห้าในหลงเฉิง.........
จิ้งเหมียนเก๋อในแสงเช้าที่กรองผ่านหลังคาโค้งสีเขียวนั้นต่างจากวันก่อนความหนักในอากาศรอบอาคารนั้นเบาลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ยังไม่หมดเหมือนอากาศในห้องที่เปิดหน้าต่างแล้วแต่ยังไม่ได้กวาด
อี้เหยียนยืนหน้าประตูจิ้งเหมียนเก๋อมือซ้ายถือสถูปหวนชะตา มือขวาอยู่ข้างลำตัว เมียวกิบินวนอยู่เหนือหัวในวงกลมที่ใหญ่กว่าปกติสำรวจพื้นที่ก่อนที่เขาจะเข้าไป
"พลังงานในนั้นลดลงหลังจากดูดซับสถูปกลับด้านเมื่อวาน" อี้เหยียนพูดให้เทียนจวินที่ยืนข้างๆได้ยิน "แต่ยังมีส่วนที่ค้างอยู่ในผนังหยกต้องชำระออกก่อนที่พลังงานนั้นจะแข็งตัวและกลายเป็ส่วนหนึ่งของผนังถาวร"
"ถ้าแข็งตัวแล้วจะเป็อย่างไร?" เทียนจวินถาม
"ผนังจะยังสะท้อนภาพอยู่ตลอดไปไม่รุนแรงเท่าเมื่อก่อน แต่ทุกคนที่ผ่านเข้าไปจะได้ยินเสียงที่ไม่ควรได้ยินเป็แรมปีหรือเป็ชั่วชีวิต ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาอยู่ในนั้นนานแค่ไหน"
"และวิธีชำระ?"
"ต้องเดินผ่านผนังทั้งสี่ด้านในทิศทางที่ถูกต้อง" อี้เหยียนอธิบาย "ในขณะที่สถูปดูดซับพลังงานที่ค้างอยู่ออกมาแต่ในระหว่างที่ทำ ผนังจะสร้างภาพขึ้นมาอีกครั้งภาพที่ตั้งใจหยุดกระบวนการชำระ"
"ภาพที่เ็ปที่สุด" เขาพูด
"ครั้งนี้มันจะรู้แล้วว่าแบบไหนที่หยุดเราได้" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ "มันเรียนรู้จากครั้งที่แล้ว"
ทั้งสองเดินเข้าไปในจิ้งเหมียนเก๋อพร้อมกัน
ผนังตะวันออกสว่างขึ้นเมื่อพวกเขาก้าวเข้าไปแสงในผนังหยกนั้นไหวในแบบที่น้ำไหวก่อนที่ภาพจะปรากฏ
อี้เหยียนมองผนังตรงหน้า
ภาพที่ปรากฏขึ้นนั้นไม่ใช่ภาพชาติก่อนอีกต่อไปมันเป็ภาพในชาตินี้ ภาพที่อี้เหยียนยืนอยู่คนเดียวกลางตำหนักเมฆาหล่นทุกห้องว่างเปล่า ไม่มีจางเว่ย ไม่มีเซินเหมย ไม่มีใครในคณะ และไม่มีเทียนจวิน
ภาพของความเดียวดายที่ผนังรู้ว่าอี้เหยียนกลัวในแบบที่ลึกกว่าที่ตัวเขาเองยอมรับกับตัวเอง
อี้เหยียนยืนมองภาพนั้นสักวินาที
แล้วก็พูดออกมาเบา ๆ
"นั้นคือความกลัวไม่ใช่ความจริง และแม้แต่ถ้ามันเป็ความจริง ข้าก็ยังยืนอยู่ได้"
ภาพนั้นสั่น แต่ไม่สลาย ยัง้าเวลาจากสถูป
อี้เหยียนปล่อยสถูปทำงานแสงทองออกมาดูดซับพลังงานในผนังตะวันออกอย่างช้า ๆ
เทียนจวินยืนข้างๆ อี้เหยียนมองผนังในแบบที่เขามองสิ่งที่เขาพร้อมจะรับ
ผนังเปลี่ยนภาพ แสดงภาพที่ตั้งใจสำหรับเขาภาพของอี้เหยียนที่เดินออกไปจากตำหนักเมฆาหล่นโดยไม่หันกลับ
เขามองภาพนั้นสักสามวินาที
"เ้าไม่ใช่คนที่เดินออกไปโดยไม่บอก" เขาพูดเสียงเงียบ เสียงนั้นแน่ใจไม่หวั่น "ข้ารู้จักเ้าดีกว่านั้น"
ภาพในผนังตะวันออกสั่นแรงขึ้นแล้วก็สลาย
สถูปดูดซับพลังงานที่เหลือออกมาในแสงทองที่สว่างขึ้นสักวินาทีแล้วก็จางลง
"ผนังตะวันออกเสร็จ" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ
ผนังทางใต้ ตะวันตก และเหนือใช้เวลาคล้ายกันทุกผนังแสดงภาพที่ต่างกันสำหรับแต่ละคน แต่ทุกครั้งที่ผนังพยายามทั้งสองตอบสนองด้วยสิ่งเดียวกัน ความรู้ว่าตัวเองเป็ใครและความรู้ว่าคนที่ยืนข้างๆ นั้นเป็อย่างไร
ในผนังเหนือภาพสุดท้ายก่อนที่สถูปจะดูดซับออกไปนั้นเปลี่ยนไปในแบบที่ต่างจากสามผนังก่อนมันไม่ได้แสดงภาพที่น่ากลัว แต่แสดงภาพที่ทั้งสองนั่งอยู่ในสวนสมุนไพรของตำหนักเมฆาหล่นในแสงบ่าย ในความเงียบที่ไม่้าอะไรเพิ่ม
ทั้งสองหยุดมองภาพนั้นสักพัก
"ผนังนี้ไม่ได้พยายามหยุดเรา" เทียนจวินพูดเสียงเบา
"มันแสดงสิ่งที่ดูดซับพลังงานไปแล้ว" อี้เหยียนพูดเสียงนิ่ง "ภาพสุดท้ายของผนังที่หมดแรงคือภาพที่ผนังนั้น'เข้าใจ' ว่าสิ่งอะไรที่แข็งแกร่งกว่ามัน"
เทียนจวินมองภาพนั้นอีกครั้ง สวนสมุนไพร แสงบ่ายสองคนในความเงียบ
"ผนังนั้นฉลาดพอที่จะรู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร" เขาพูดเบา ๆ
อี้เหยียนไม่ตอบแต่สถูปในมือส่งแสงทองออกมาดูดซับพลังงานในผนังเหนือ ภาพนั้นสลายออกไปเงียบ ๆในแสงทองที่อบอุ่น
จิ้งเหมียนเก๋อเงียบสนิท
ผนังหยกทั้งสี่ด้านกลับมาแสดงแค่ภาพที่แกะสลักไว้เดิมพิธีาาภิเษก บันทึกประวัติศาสตร์ภาพที่สวยงามและนิ่งในแบบที่ควรจะเป็มาตลอดสองร้อยปี
"เสร็จแล้ว" อี้เหยียนพูด
เทียนจวินมองอี้เหยียนมองในแสงเช้าที่กรองผ่านหน้าต่างจิ้งเหมียนเก๋อ
"เ้าเหนื่อยไหม?"
"เหนื่อย" อี้เหยียนตอบตรง "แต่ไม่เป็ไร"
"นั้นเป็คำตอบที่ซื่อสัตย์มากกว่าปกติ" เขาพูดเบา ๆมีอะไรอ่อนโยนในน้ำเสียง
มุมปากของอี้เหยียนขยับขึ้นเล็กน้อย
"ข้าเหนื่อยพอที่จะตอบตรง" อี้เหยียนพูด
เทียนจวินยิ้มในแสงเช้า รอยยิ้มที่อบอุ่นในแบบที่อี้เหยียนชอบโดยไม่ได้ตั้งใจชอบ
รายงานจากเฉิงิจางคดีใหม่ที่รอในหลงเฉิง.............
บ่ายของวันเดียวกัน
เฉิงิจางมาที่พักพร้อมรายงานสองฉบับใบหน้าของเขาบอกว่าเขาไม่แน่ใจว่าจะนำข่าวดีหรือข่าวร้ายมาให้
"จิ้งเหมียนเก๋อนั้นสะอาดแล้ว" เขาพูดเมื่อนั่งลง "องค์จักรพรรดินอนหลับได้ครั้งแรกในรอบสี่คืนเมื่อคืนนี้ท่านรู้สึกขอบใจมาก"
"แต่?" อี้เหยียนพูด
"แต่มีรายงานสองเื่ที่เพิ่งเข้ามา" เขาพูด "และทั้งสองเื่นั้นข้าคิดว่าเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ท่านพบในห้องใต้ดิน"
เขาวางรายงานลงบนโต๊ะ
รายงานแรก วัดเทียนเฉินในย่านตะวันตกของหลงเฉิงมีรายงานว่าพระพุทธรูปในโบสถ์ใหญ่เริ่มร้องไห้เป็เื ไม่ใช่ทุกองค์แต่สามองค์ที่อยู่ในแนวเดียวกับทิศเหนือพอดี
รายงานที่สอง ในตลาดหยกที่ย่านกลางเมืองพ่อค้าหยกคนหนึ่งนำหยกดิบมาจากเหมืองทางเหนือเมื่อตัดออกพบว่าภายในหยกนั้นมีรูปแบบที่ไม่ใช่ลวดลายธรรมชาติเป็ตัวอักษรโบราณที่อ่านว่า "เปิดประตู"
"สองเหตุการณ์ในวันเดียว" จางเว่ยพูดเสียงขรึม
"สองเหตุการณ์ที่เชื่อมกัน" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ "วัดเทียนเฉินอยู่ในแนวตรงกับห้องใต้ดินของพระราชวังและตลาดหยกนั้นอยู่บนเส้นทางพลังงานที่เชื่อมทั้งสองพื้นที่"
"สำนักเมฆาดำกำลังลองทางอื่น" เทียนจวินพูดเสียงนั้นนิ่งแต่ขรึม
"พวกเขาไม่ได้แค่ตามเสี่ยวอวิ๋นจื่อมา" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ "พวกเขามีเป้าหมายของตัวเองและเป้าหมายนั้นอยู่ในหลงเฉิง"
วัดเทียนเฉินพระพุทธรูปที่ร้องไห้......
ย่านตะวันตกของหลงเฉิง สายของวันเดียวกัน
วัดเทียนเฉินนั้นเก่ากว่าพระราชวังของราชวงศ์ปัจจุบันสร้างขึ้นในยุคที่หลงเฉิงยังมีชื่ออื่น หลังคาสีแดงเก่าที่ซ่อมหลายครั้งประตูไม้ที่หนาจนเสียงภายนอกเข้าไปไม่ถึงและในลานวัดมีต้นไม้อายุมากจนไม่มีใครรู้ว่าปลูกในสมัยไหน
พระเ้าอาวาสรอรับคณะที่ประตูวัดด้วยใบหน้าที่บอกว่าเขาอธิษฐานมาตลอดคืนและไม่ได้ผล
"สามองค์" เขาพูดเสียงสั่นเล็กน้อย "พระพุทธรูปหินสามองค์ที่อยู่ในแนวเดียวกันเริ่มมีน้ำสีแดงไหลออกจากดวงตาเมื่อเที่ยงคืน ข้าให้พระทุกรูปสวดมนต์ทั้งคืนแต่ไม่หยุด"
อี้เหยียนเดินเข้าไปในโบสถ์ใหญ่
พระพุทธรูปหินสามองค์ตั้งอยู่บนฐานเดียวกันสูงสามเท่าตัวคน น้ำสีแดงที่ไหลจากดวงตานั้นไหลลงมาตามแก้มและหยดลงบนฐานหินสะสมเป็แอ่งเล็ก ๆ ที่หน้าของแต่ละองค์
อี้เหยียนเข้าไปใกล้ ไม่แตะ แค่ดู
"น้ำสีแดงนี้ไม่ใช่เื" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ "เป็พลังงานที่ถูกบีบออกมาเมื่อบางอย่างกดทับจากด้านล่าง"
"มีอะไรใต้วัด?" เทียนจวินถาม
"เส้นพลังงานเก่า" อี้เหยียนพูด "หลงเฉิงมีเส้นพลังงานหลักเก้าเส้นที่วิ่งผ่านเมืองวัดนี้ตั้งอยู่บนเส้นหนึ่งในนั้น และถ้ามีบางอย่างกดทับเส้นนั้น พลังงานจะหาทางออกจุดที่ออกได้ง่ายที่สุดคือวัตถุที่มีพลังงานสะสมมากพระพุทธรูปอายุหลายร้อยปีนั้นเหมาะมาก"
"อะไรกดทับเส้นพลังงาน?"
อี้เหยียนไม่ตอบทันที เดินอีกรอบรอบพระพุทธรูปสามองค์สถูปในมืออ่านทิศทาง
"มีบางอย่างฝังอยู่ในพื้นวัดนี้" อี้เหยียนพูดในที่สุด "ไม่เก่าฝังมาไม่เกินสามเดือน ฝังตั้งใจเพื่อกดทับเส้นพลังงาน"
พระเ้าอาวาสฟังด้วยสีหน้าที่ซีดลงทีละน้อย
"ต้องขุดขึ้นมา" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ
ใต้แท่นบูชา สิ่งที่ฝังไว้............
พระสามรูปช่วยยกแท่นบูชาออก เผยให้เห็นพื้นหินข้างล่างจางเว่ยตรวจดูพื้นอย่างละเอียดด้วยโคมจนพบรอยตัดที่ไม่เด่นชัดซ่อนอยู่ในรอยต่อของหินปูพื้น
ขุดลงไปสิบห้านิ้ว
พบหม้อดินเผาเล็กปิดฝาด้วยดินสอพองข้างในมีหินดำขนาดเท่ากำปั้น รูปทรงที่จำได้
"หินดำเหมือนที่หนานซวี" หลี่เซียนพูด
"เหมือนกันแต่ไม่ใช่อันเดียวกัน" อี้เหยียนพูด "อันนี้ถูกดัดแปลงเพิ่มเติมแทนที่จะฝังพลังงานลงในสิ่งของอื่น มันถูกลงเวทย์ไว้ให้ดูดซับพลังงานจากเส้นพลังงานใต้ดินและส่งออกไปยังจุดที่กำหนด"
"ส่งไปที่ไหน?" เทียนจวินถาม
อี้เหยียนอ่านหินดำในมือไม่ใช้สถูปคราวนี้แต่ใช้รอยอักษรบนข้อมือซ้ายอ่านในแบบที่อี้เหยียนใช้อ่านพลังงานที่ลึกมากสักพัก
"ส่งไปที่ตลาดหยก" อี้เหยียนพูดเงียบ ๆ
"รายงานที่สอง" เทียนจวินพูดซ้ำสีหน้าของเขาขรึมขึ้น
"สองเหตุการณ์ไม่ใช่สองเื่แต่เป็เื่เดียว" อี้เหยียนพูด "หินดำในวัดดูดซับพลังงานหินในหยกรับพลังงาน และถ้าหินในหยกนั้นเต็มพอ"
"จะะเิออก" ซวินฮัวพูดตรง
"จะปลดปล่อยพลังงานที่สะสมออกมาพร้อมกันในแบบที่เปิดรอยแยก" อี้เหยียนแก้ เสียงเงียบลง "อักษรในหยกนั้นอ่านว่า'เปิดประตู' ไม่ใช่เพื่อความงามมันเป็คำสั่งที่ตั้งโปรแกรมไว้"
"ต้องหยุดก่อนที่มันจะเต็ม" เทียนจวินพูด
"และต้องหยุดก่อนพลบค่ำ" อี้เหยียนพูด "พลังงานในเส้นเมฆาดำนั้นแรงสูงสุดตอนกลางคืนถ้าถึงพลบค่ำแล้วหินในหยกยังอยู่ที่นั่น ราตรีนี้จะไม่ปลอดภัย"
อี้เหยียนทำลายหินดำในวัดด้วยสถูปในพริบตาหินนั้นแตกออกเป็ผงสีเทาที่ล้อยลงพื้นอย่างเงียบเพียบ
"วิ่ง" อี้เหยียนพูดสั้น
ตลาดหยกและการต่อสู้ในแสงสีเขียว.....
ตลาดหยกในย่านกลางเมืองหลงเฉิง
ตลาดที่ใหญ่ที่สุดสำหรับหยกในแผ่นดินเปิดั้แ่รุ่งสางถึงพลบค่ำ แผงร้อยกว่าแผง หยกทุกชนิดจากทุกเหมืองทุกทิศพ่อค้าและลูกค้าที่พูดภาษาต่างกันแต่รู้ภาษาเดียวกันคือภาษาของคุณค่าและราคา
คณะมาถึงในตอนบ่ายสามแสงแดดยังสูงพออีกสองชั่วโมงก่อนพลบค่ำ
"แผงที่สิบสี่" เฉิงิจางบอก "ติดกับกำแพงด้านเหนือ"
อี้เหยียนเดินนำ เมียวกิติบินต่ำอยู่เหนือศีรษะในแบบที่ซ่อนตัวในฝูงคนได้เพราะขนาดของมันไม่ต่างจากอีกาธรรมดามากนักเทียนจวินเดินตามห่างสองก้าว ในแบบที่เขาเดินเมื่อเขาระวังพื้นที่รอบ ๆ
แผงที่สิบสี่ขายหยกดิบ หยกก้อนใหญ่ ๆที่ยังไม่ได้ตัดหรือแกะสลัก พ่อค้าคนหนึ่งนั่งอยู่ด้านหลัง ดูเหมือนปกติ แต่ข้างๆแผงนั้นมีกล่องไม้ที่ปิดฝาอยู่
อี้เหยียนรู้สึกพลังงานจากกล่องนั้นในระยะสิบก้าว
หนักและสะสมมาก ใกล้เต็ม
แต่ก่อนที่อี้เหยียนจะเข้าไปถึงแผงคนในชุดเทาสองคนที่นั่งอยู่ที่แผงข้างๆ ลุกขึ้นพร้อมกัน
สายตาของพวกเขาตรงมาที่อี้เหยียน
"พวกเขารู้ว่าเรามา" อี้เหยียนพูดเบา ๆ
"รู้มาก่อนหน้านี้" เทียนจวินพูดเสียงเงียบดาบออกจากฝักเล็กน้อย
ตลาดหยกในบ่ายของวันนั้นเปลี่ยนเป็สมรภูมิในพริบตา
คนในชุดเทาสองคนพุ่งเข้ามา คนละทิศ คนแรกมาที่อี้เหยียนคนที่สองมาที่เทียนจวิน
ดาบของเทียนจวินพบกับอาวุธของคนที่สองในเสียงโลหะกลางตลาดพ่อค้าและลูกค้าแยกออกในทันที เสียงะโและเสียงเกวียนลากดังขึ้นในความโกลาหล
อีกสี่คนออกมาจากแผงรอบ ๆ
ลูกศิษย์สำนักจวิ้นเทียนสี่คนรับสี่คนนั้นในทันทีการต่อสู้กระจายออกไปในแถวแผงหยก
เมียวกิส่งเสียงร้องยาว เรียกภูติพิทักษ์สามดวงลงมาแสงสีเขียวสามจุดลอยลงจากฟ้า วนรอบตลาดสร้างแนวที่ป้องกันไม่ให้คนธรรมดาถูกพาดพิงผลักพ่อค้าและลูกค้าออกไปจากพื้นที่การต่อสู้
คนในชุดเทาคนแรกพุ่งมาที่อี้เหยียนพร้อมดาบที่มีพลังงานสีดำหม่นออกมาจากคม
อี้เหยียนไม่ถอย ไม่วิ่ง ยืนนิ่ง
สถูปส่งแสงทองออกมาเป็โล่ รับดาบที่พุ่งมาดาบไม่ตัดผ่านแสงทอง แต่แรงกระแทกดันอี้เหยียนถอยหนึ่งก้าว
อี้เหยียนให้ถอยหนึ่งก้าวแล้วก้าวหน้าสองก้าวทันทีสถูปส่งแสงทองออกมาพุ่งตรงไปที่ข้อมือของคนนั้น ไม่ใช่ทำร้ายแต่สร้างแรงกดที่ทำให้มือที่ถือดาบตึงและชา คนนั้นหล่นดาบโดยไม่ตั้งใจ
แต่คนที่สองที่อี้เหยียนไม่ได้สังเกตเห็นพุ่งมาจากด้านข้าง
มือของเขาโน้มมาที่กล่องไม้บนแผง้าเปิดมันและปล่อยพลังงานก่อนที่อี้เหยียนจะถึง
"ไม่!"
เสียงนั้นมาจากด้านข้างตลาดเสี่ยวอวิ๋นจื่อพุ่งออกมาจากกลุ่มคนที่ถอยออกไป ชุดดำในความโกลาหลของตลาดมือยื่นออกไปและพลังงานสีเทาเข้มออกมาจากฝ่ามือปะทะกับมือที่เอื้อมไปหากล่องไม้และผลักมันออก
คนนั้นล้มออกไปสามก้าว
เสี่ยวอวิ๋นจื่อยืนกันอยู่ระหว่างกล่องไม้กับคนในสำนักเมฆาดำดวงตาสีเทาเข้มเย็นและตรงในแบบที่อี้เหยียนไม่เคยเห็นจากเขามาก่อน
"เ้าช่วยเรา" เทียนจวินพูดระหว่างรับมือกับคู่ต่อสู้ของเขาเสียงสังเกตไม่ใช่ประหลาดใจ
"ข้าช่วยตัวเอง" เสี่ยวอวิ๋นจื่อพูดเสียงเรียบ "ถ้าพวกเขาเปิดกล่องนั้นสิ่งที่ปลดปล่อยออกมาจะไม่เลือกคน"
การต่อสู้ในตลาดหยกยืดยาวออกไปอีกสิบนาทีคนในชุดเทาและชุดดำทั้งแปดคนล้มลงทีละคนบางส่วนจากดาบของเทียนจวินและลูกศิษย์สำนัก บางส่วนจากแสงทองของสถูปที่ขังพลังงานของพวกเขาไว้บางส่วนจากพลังงานสีเทาเข้มของเสี่ยวอวิ๋นจื่อที่เคลื่อนไหวในแบบที่เงียบและแม่นยำ
เมื่อทุกอย่างสงบ อี้เหยียนเดินไปที่กล่องไม้เปิดออกอย่างระวัง
หินในหยกที่มีอักษร "เปิดประตู" อยู่ข้างในพลังงานสะสมในนั้นแน่นและร้อน ใกล้ถึงขีดจำกัดในแบบที่น่าเป็ห่วง
อี้เยียนวางสถูปลงบนหินนั้นปล่อยแสงทองออกมาดูดซับพลังงานอย่างช้า ๆ ควบคุม ไม่รีบ ไม่แรงแค่สม่ำเสมอจนพลังงานในหินนั้นลดลงจนหมด
หินในหยกกลายเป็หินธรรมดาอักษรบนผิวของมันจางออกไปจนมองไม่เห็น
อี้เหยียนวางมันลงในกล่อง ปิดฝา
"เสร็จ" อี้เหยียนพูดสั้น
หลังการต่อสู้กลางตลาดที่ค่อย ๆ กลับมาปกติ
พ่อค้าและลูกค้าค่อย ๆ กลับมาที่แผงของตัวเองทีละคนเสียงพูดคุยกลับมาในระดับที่ต่ำกว่าปกติก่อนจะค่อย ๆ ดังขึ้นเฉิงิจางจัดการกับคนที่จับได้โดยประสานงานกับเ้าหน้าที่เมืองอย่างรวดเร็วและเงียบในแบบที่ขุนนางผู้ชำนาญทำ
เสี่ยวอวิ๋นจื่อยืนอยู่ที่ขอบแผงหยกที่ว่างเปล่ามองออกไปที่ตลาดที่กำลังกลับสู่ปกติ
เทียนจวินเดินมาหยุดข้างๆ เขาในระยะที่ไม่ใช่มิตรแต่ก็ไม่ใช่ศัตรู
"ทำไมช่วย?" เขาถามตรง
"บอกแล้วว่าช่วยตัวเอง" เสี่ยวอวิ๋นจื่อพูดเสียงเรียบ
"เ้าช่วยตัวเองได้โดยถอยออกไป" เทียนจวินพูด "แต่เ้าเข้ามา"
เสี่ยวอวิ๋นจื่อเงียบสักพัก มองออกไปที่ตลาด
"ข้าไม่้าให้สิ่งนั้นเปิดขึ้นมา" เขาพูดในที่สุดเสียงนั้นเบาลงกว่าปกติ "ในแบบที่ไม่้าในระดับที่มากกว่าแค่เพราะผลกระทบทั่วไป"
"เ้ารู้ว่าประตูนั้นเปิดไปที่ไหน" เทียนจวินพูด
ไม่ได้ถาม
เสี่ยวอวิ๋นจื่อหันมามองเขาดวงตาสีเทาเข้มอ่านเขาสักวินาที
"รู้" เขาพูด "และข้าจะบอกในคืนนี้ทั้งหมด"
คืนที่เสี่ยวอวิ๋นจื่อเลือกพูดความจริง.............
ที่พักในย่านซานเหอหลี่ หลังพลบค่ำ
คณะกินข้าวเย็นด้วยกันในความเงียบที่บอกว่าทุกคนมีเื่คิดหลังจากจานสุดท้ายถูกเก็บและชาถูกชงมาแทนเสี่ยวอวิ๋นจื่อที่นั่งอยู่ที่มุมโต๊ะก็วางถ้วยชาลงและพูดว่าเขา้าคุยกับอี้เหยียนคนเดียว
ทุกคนในห้องแลกสายตากัน
"บอกหน้าทุกคนได้" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ "ข้าไม่มีความลับกับพวกเขา"
เสี่ยวอวิ๋นจื่อมองอี้เหยียน แล้วก็พยักหน้า
"ตามที่เ้า้า"
สิ่งที่เสี่ยวอวิ๋นจื่อบอก......
"สำนักเมฆาดำนั้นมีอยู่มานานกว่าที่ใครรู้" เขาเริ่ม "ไม่ใช่สำนักที่ก่อตั้งโดยคนธรรมดาแต่โดยคนที่ค้นพบว่าพลังงานเชิงลบ ความเ็ป ความสูญเสีย ความกลัวนั้นสะสมและใช้งานได้เหมือนพลังงานปกติ แต่แรงกว่า และไม่ต้องฝึกนาน"
"แลกกับอะไร?" จางเว่ยถาม
"แลกกับตัวเอง" เสี่ยวอวิ๋นจื่อพูดเสียงเรียบ "คนที่ใช้พลังงานเชิงลบนั้นเมื่อใช้มากพอ ตัวเองก็กลายเป็แหล่งพลังงานนั้น"
ห้องเงียบ
"ข้ามีพันธะกับสำนักเมฆาดำ" เขาพูดต่อ "ข้าเลือกที่จะฝึกพลังงานเชิงลบเพื่อเพิ่มอายุขัยเพื่ออยู่กับ.....”เขาหยุดไป “และเพราะในชาติก่อน เมื่อข้าทำให้สถูปเสียสมดุลพลังงานที่หักเหออกมานั้นถูกสำนักเมฆาดำดักไว้และใช้พลังงานนั้นสร้างพันธะกับข้าในชาตินี้"
"พวกเขาใช้ความผิดพลาดของเ้ามัดตัวเ้าไว้" หลี่เซียนพูดเสียงตรงไม่ใช่คำตำหนิ แค่สรุปสิ่งที่ได้ยิน
"ใช่" เขาพูด "และตราบใดที่พันธะนั้นยังอยู่ข้าต้องส่งข่าวให้พวกเขา ข้าไม่สามารถไม่ทำได้"
"ข้าในชาตินี้รู้เื่สถูปกลับด้านในพระราชวัง" เขาพูดต่อ "รู้เพราะข้าวางมันไว้เองในชาติก่อนข้อมูลนั้นไม่ได้บอกให้สำนักเมฆาดำ แต่พวกเขาอ่านได้จากพันธะ"
"แปลว่าทุกสิ่งที่ท่านรู้พวกเขารู้ด้วย" เทียนจวินพูดเสียงนิ่ง
"ทุกสิ่งที่ข้ารู้และคิดถึง...." เขายืนยัน "นั้นคือเหตุผลที่ข้าต้องระวังในทุกความคิด"
"และเป้าหมายของสำนักเมฆาดำคือ?" อี้เหยียนถาม
เสี่ยวอวิ๋นจื่อมองอี้เหยียนดวงตาสีเทาเข้มในแสงเทียนของห้องนั้นมีบางอย่างที่เหนื่อยมากกว่าที่เขาแสดงออกมาตลอด
"ประตูที่ใหญ่กว่า" เขาพูดเสียงเบา "ไม่ใช่แค่รอยแยกหรือช่องโหว่แต่ประตูที่เมื่อเปิดแล้วทำให้พลังงานทุกชาติ ทุกยุค ทุกสิ่งที่เคยสูญเสียไปไหลกลับออกมาพร้อมกัน"
"ทำลายสมดุลของทุกโลก" จางเว่ยพูดเสียงขรึม
"ไม่ใช่ทำลาย" เสี่ยวอวิ๋นจื่อแก้ "ใช้สำนักเมฆาดำ้าควบคุมพลังงานที่ออกมาจากประตูนั้น ถ้าพวกเขาทำได้พวกเขาจะมีพลังงานที่ไม่มีขีดจำกัด"
"และเส้นทางสู่ประตูนั้นผ่านหลงเฉิง" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ
"ผ่านสถูปกลับด้าน" เขาพูดต่อ "ซึ่งตอนนี้เ้าดูดซับพลังงานออกไปแล้วพวกเขาต้องหาทางอื่น และทางอื่นที่พวกเขามีอยู่คือ—"
เขาหยุดนิ่ง
ทุกคนรอ
"สถูปหวนชะตาของเ้าเอง" เขาพูดเสียงเงียบที่สุด "ถ้าพวกเขาได้สถูปนั้นและใช้มันกลับด้านเหมือนที่ข้าทำในชาติก่อน แต่ในระดับที่ใหญ่กว่ามากพลังงานที่สะสมในสถูปของเ้ามาหลายชาตินั้นเพียงพอที่จะเปิดประตูได้"
ห้องเงียบยาวมาก
เมียวกิบนไหล่ซ้ายของเขาขนตั้งชันขึ้นช้า ๆ
ที่พักหลังเที่ยงคืนระเบียงและคำสารภาพ..........
อี้เหยียนออกมาที่ระเบียงหลังจากทุกคนแยกย้ายไปนอนความคิดในหัวของเขามากเกินกว่าที่นอนได้
เสี่ยวอวิ๋นจื่อมาหาเขาที่ระเบียงในตอนที่คาดไม่ถึงเสียงเท้าเบาจนเขาไม่ได้ยินจนกระทั่งอีกฝ่ายหยุดที่ปลายระเบียง ห่างออกไปสี่ก้าว
"มีอีกสิ่งหนึ่งที่ข้าไม่บอกทุกคน" เขาพูดเสียงเบา
อี้เหยียนหันมามองเขาในความมืดที่มีแค่แสงดาว
"บอก"
เสี่ยวอวิ๋นจื่อยืนมองออกไปที่ถนนข้างล่างก่อนในท่าทางที่อี้เหยียนไม่เคยเห็นจากเขามาก่อน ไม่ใช่ท่าทางที่คมชัดและระวังแบบที่เขาเป็เสมอแต่เป็ท่าทางของคนที่กำลังจะพูดสิ่งที่พูดยาก
"ในชาติที่สี่หลังจากที่เซี่ยิสิ้นชีวิต" เขาพูดช้าๆ "ข้าไม่ได้แค่สูญเสียผู้ถือสถูปที่ข้าทำให้เสียสมดุล"
เขาหยุด
อี้เหยียนรอ
"ข้าสูญเสียบางอย่างที่ข้าไม่รู้ว่ามีอยู่จนกระทั่งสูญเสียไปแล้ว" เขาพูดเสียงเงียบมาก "ข้าทำงานกับเซี่ยิมาหลายปีในฐานะผู้ถือสถูปรุ่นก่อนข้าเห็นเ้าเติบโต เห็นเ้าทำงาน เห็นเ้ารัก และในตอนที่เ้าเดินเข้าวงกลมพิธีกรรมข้ายืนอยู่ที่นั่นและรู้ว่าข้าเป็เหตุผลหนึ่ง"
อี้เหยียนฟังโดยไม่พูดแทรก
"หลังจากชาตินั้น ข้าพกความเ็ปทั้งเื่คนที่ข้ารัก และ การจากไปของเซี่ยิมาทุกชาติความเ็ปจากการรู้ว่าตัวเองเป็เหตุผลของการสูญเสีย การตัดสินใจในวันนั้นคือภารกิจที่ไม่มีวันจบและสำนักเมฆาดำที่ดักจับพลังงานนั้นก็ใช้ความเ็ปนี้เป็ส่วนหนึ่งของพันธะด้วย"
"เ้ามาในชาตินี้เพื่อจ่ายหนี้" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ
"ข้ามาเพื่อจ่ายหนี้" เขายืนยัน
เขาหันมามองอี้เหยียนในความมืด
"ข้าบอกท่านเื่สำนักเมฆาดำและเื่สถูปทั้งหมดเพราะนั้นคือสิ่งที่ข้าทำได้ในชาตินี้ สิ่งที่ข้าไม่ทำในชาติก่อน"
"บอกความจริงก่อนที่มันจะสาย" อี้เหยียนพูดเบา
"ใช่" เขาพูด
อี้เหยียนมองเขาในความมืดที่มีแค่แสงดาวดวงตาสีทองอ่านใบหน้าของเขาในแสงน้อยนั้น
อ่านความเหนื่อยที่เก่ากว่าชาตินี้อ่านความเ็ปที่แบกมานาน อ่านบางอย่างที่อี้เหยียนจะเรียกว่าความจริงใจถ้าตัวเขาเลือกจะเรียกมันแบบนั้น
"ข้าจะไม่บอกว่าให้อภัยแล้ว" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบในที่สุด "เพราะนั้นไม่ใช่สิ่งที่เ้ามาขอและไม่ใช่สิ่งที่ข้ามีสิทธิ์จะให้หรือไม่ให้ในชาตินี้"
"ข้าไม่ได้มาขอ" เขาพูดตรง
"แต่ข้าจะบอกสิ่งหนึ่ง" อี้เหยียนพูดต่อ "ที่ท่านทำในวันนี้ที่ตลาดหยกข้าเห็น และในชาตินี้ สิ่งที่เ้าทำนั้นมีความหมาย"
เสี่ยวอวิ๋นจื่อนิ่งอยู่สักพัก รับสิ่งที่อี้เหยียนพูดในแบบที่คนรับสิ่งที่พวกเขาไม่แน่ใจว่าจะได้รับ
"ขอบคุณ" เขาพูดเสียงเบา
แล้วก็หันกลับเข้าไปในที่พักในแบบที่เงียบเหมือนตอนที่มา
อี้เหยียนยืนอยู่ที่ระเบียงสักพักหลังจากที่เขาไปแล้วมองออกไปที่ถนนหลงเฉิงในยามดึก
"เ้าได้ยิน"
เทียนจวินออกมาที่ระเบียงจากประตูห้องข้างๆในชุดที่ยังเป็ชุดนอน เดินมายืนข้างๆ เขา
"ได้ยิน" เขาพูด
"ั้แ่เมื่อไหร่?"
"ั้แ่เขามาที่ระเบียง" เขาตอบตรง "ข้าไม่ได้ตั้งใจแอบฟังแต่รู้ว่าเขามา และไม่แน่ใจว่าควรออกมาหรือไม่"
"ทำไมไม่ออกมาั้แ่แรก?" อี้เหยียนถาม
เขาเงียบสักพัก
"เพราะรู้สึกว่าสิ่งที่เขามาบอกนั้นเป็เื่ระหว่างเ้าทั้งสอง" เขาพูดเสียงเบา "และข้าเชื่อว่าเ้าจัดการได้เอง"
อี้เหยียนมองเขา
"เ้าเชื่อข้ามากกว่าที่ข้าเชื่อตัวเองบางครั้ง" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ
"ข้ารู้จักเ้า" เขาพูดเสียงเบาในแบบที่เขาพูดเสมอเมื่อพูดสิ่งที่ตรง
ทั้งสองยืนอยู่ที่ระเบียงในยามดึกของหลงเฉิงถนนข้างล่างเงียบในแบบที่เมืองใหญ่เงียบในยามดึก ไม่ใช่เงียบสนิทแต่เงียบพอที่จะได้ยินลมเบา ๆ ที่ผ่านมา
"เสี่ยวอวิ๋นจื่อบอกว่าสำนักเมฆาดำ้าสถูปของข้า" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ
"ข้าได้ยิน" เขาพูด
"และข้าต้องตัดสินใจว่าจะจัดการกับสิ่งนั้นอย่างไร" เธอพูดต่อ
"เราจะตัดสินใจด้วยกัน" เขาพูดเสียงเงียบแต่ชัดเจน
อี้เหยียนหันมามองเขาในแสงดาวดวงตาสีทองอ่านใบหน้าของเขาในแบบที่ตัวเขาอ่านสิ่งที่รู้จักดีแล้ว
"เราจะตัดสินใจด้วยกัน" อี้เหยียนพูดซ้ำในแบบที่รับสิ่งที่เขาพูดอย่างสมบูรณ์
เทียนจวินขยับมาใกล้อี้เหยียนเล็กน้อยในแบบที่ขยับเมื่อตัวเขา้าให้อีกฝ่ายรู้ว่าเขาอยู่ที่นั่น ไหล่ของพวกเขาััโดนกัน
อี้เหยียนไม่ขยับออก
เมียวกิที่นั่งอยู่บนราวระเบียงหันหัวมองทั้งสองสักวินาทีแล้วก็หันกลับไปมองดาวในแบบที่พอใจ
รุ่งเช้าก่อนออกเดินทางและสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป....
รุ่งเช้าของวันที่หก
เฉิงิจางมาที่พักพร้อมข่าวว่าองค์จักรพรรดิ้าพบอี้เหยียนเป็การส่วนพระองค์เพื่อแสดงพระกตัญญูและถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
อี้เหยียนเข้าเฝ้าในพระราชวังในตอนสายเทียนจวินรอที่ลานพระราชวังด้านนอก
การพบปะนั้นสั้นจักรพรรดิหนุ่มที่ใบหน้าบอกว่าผ่านคืนที่เต็มไปด้วยความกังวลมาหลายวันฟังอี้เหยียนอธิบายในแบบที่อี้เหยียนอธิบายทุกอย่างตรง กระชับ ไม่เกินจำเป็
"สิ่งที่ยังเหลืออยู่คืออะไร?" จักรพรรดิถาม
"สำนักเมฆาดำที่อยู่เื้ั" อี้เหยียนพูดตรง "พวกเขายังมีเป้าหมายในหลงเฉิงและในที่อื่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพระราชวังนั้นแก้ไขแล้ว แต่รากของปัญหายังอยู่"
"และเ้าจะจัดการกับมัน?"
"ข้าจะพยายาม" อี้เหยียนพูดตรงไม่ใช่สัญญาที่เกินความสามารถ แต่เป็ความตั้งใจที่ซื่อสัตย์
จักรพรรดิมองเอี้เหยียนสักพักแล้วก็พูดสิ่งที่ไม่ใช่ภาษาทางการ
"ข้าหวังว่าเ้าจะดูแลตัวเองด้วย" เขาพูดเสียงเงียบ "คนที่ดูแลคนอื่นนั้นบางครั้งลืมดูแลตัวเอง"
อี้เหยียนมองจักรพรรดิหนุ่มในแสงห้องพระราชทานแล้วก็พยักหน้าช้า ๆ
"ข้าจะจำสิ่งที่พระองค์ตรัส" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ
ลานพระราชวังหลังออกจากการเฝ้า........
เทียนจวินรอที่ต้นซีดาร์ใหญ่ในลานพระราชวัง เห็นอี้เหยียนเดินออกมาจากประตูอาคารในแสงสายในชุดที่เรียบและสง่าในแบบที่เขาเป็
เขาเดินมาพบครึ่งทาง
"เป็อย่างไร?"
"ดี" อี้เหยียนพูดตรงแล้วก็หยุดนิ่งสักวินาที "องค์จักรพรรดิบอกให้ข้าดูแลตัวเอง"
"จักรพรรดิที่ดี" เขาพูดเบา ๆ มุมปากขยับขึ้น
"ข้าคิดว่าองค์จักรพรรดิก็บอกสิ่งเดียวกันในแบบที่เ้าบอก" อี้เหยียนพูดเงียบ ๆ
"ข้าบอกในแบบที่ต่างออกไป" เขาพูด "ข้าอยู่ที่นี่"
อี้เหยียนมองเขาในแสงสายของลานพระราชวังต้นซีดาร์ใหญ่ที่เขายืนอยู่ข้างๆ นั้นทำให้แสงผ่านลงมาเป็ลาย ๆ บนพื้นหิน
"ข้ารู้" อี้เหยียนพูดเสียงเบา
ทั้งสองเดินออกจากพระราชวังด้วยกันในระยะที่เป็ธรรมชาติของพวกเขาในแบบที่คนเดินเมื่อพวกเขาไม่้าเหตุผลในการเดินด้วยกัน
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
"ความสะอาดของห้องที่ชำระแล้วไม่เท่ากับความสะอาดของใจที่ยังค้างอยู่" เพราะห้องนั้นชำระได้ด้วยมือ แต่ใจที่แบกบางอย่างมานานหลายชาตินั้น ต้องชำระด้วยสิ่งที่หนักกว่ามือต้องชำระด้วยความกล้าที่จะพูดความจริง ในวันที่ยังไม่สาย ต่อหน้าคนที่อาจจะฟัง ..สุสาส์นราคะ..