เสียงเพลิงลุกโชนดังกระหึ่มไปทั่วหมู่บ้าน เศษไม้ เสาไฟ และกลิ่นไหม้ลอยคลุ้งในอากาศ
เซียวหานยืนอยู่กลางซากปรักหักพัง ดวงตาแดงฉาน เปลวเพลิงสีทองแผ่ซ่านรอบกาย หอกเพลิงในมือสั่นสะท้านอย่างบ้าคลั่งราวกับมันมีชีวิตของตัวเอง
“เ้าหนูนี่… มีพลังระดับนี้ั้แ่อายุเท่านี้?”
หัวหน้าพรรคมารพูดพลางหรี่ตา ความยินดีผสมความระแวงฉายชัดบนใบหน้า
“เ้าไม่ใช่แค่ผู้อาวุธวิเศษธรรมดาแน่นอน...” เขายกมือขึ้น
“...จับเป็!”
เหล่าศิษย์พรรคมารอีกสี่คนพุ่งเข้าหาเซียวหานพร้อมกัน วรยุทธ์แต่ละสายปะทะอากาศจนเกิดเสียงะเิ
แต่ทันใดนั้น…
ฟึ่บ!!
หอกเพลิงในมือเซียวหานหมุนคว้าง สร้างวงแหวนเพลิงรอบตัว เปลวเพลิงทองกระจายออกเหมือนพายุ!
ตูมมม!
เสียงะเิสนั่น คนทั้งสี่กระเด็นออกไปกระแทกผนังบ้านจนพังทลาย ร่างไหม้เกรียมหมดสติทันที
ดวงตาของหัวหน้าพรรคมารหรี่ลง เขาก้าวมาข้างหน้า
“หากเ้าควบคุมอาวุธวิเศษนั้นได้... เ้าจะเป็ภัยต่อโลกยุทธ์ในอนาคต”
“แต่โชคยังดี...” เขายกนิ้วขึ้น
พรึ่บ!
วงแหวนสีดำสามวงผุดขึ้นใต้ฝ่าเท้า คลื่นพลังอันหนาวเย็นปะทะเข้ากับเพลิงของเซียวหานจนควันลอยขึ้นทันที
“—ข้าเป็ผู้ฝึกยุทธ์ระดับ ‘จุดิญญาขั้นห้า’”
“ส่วนเ้าคงยังไม่ผ่านระดับแรกเสียด้วยซ้ำ”
แม้เซียวหานจะยังไม่เข้าใจว่า “จุดิญญา” หมายถึงอะไร แต่เขารู้ทันทีว่าอีกฝ่าย “แข็งแกร่ง”
...และเขา “สู้ไม่ได้”
ร่างของเขาสั่น หอกเพลิงเริ่มแ่แสง
อาการาเ็เริ่มประดังเข้ามา ความโกรธของเขากำลังกลืนกินพลังไปทีละนิด
‘ข้า… จะตายที่นี่งั้นรึ?’
‘ไม่… ย่าของข้า… เพื่อนของข้า… พวกเขาไว้ใจข้า…’
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งดังขึ้นในหัว
> “เ้าไม่ควรฝืน... หนีไป...”
“เรายังมีเวลา… เ้าต้องรอด…”
เสียงนี้ไม่ใช่ของใครอื่น แต่มาจาก... หอกเพลิง
ในชั่วพริบตา หอกในมือเปล่งแสงขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะแตกสลายเป็กลุ่มเปลวไฟแล้วพุ่งเข้าอกของเขา
ทันใดนั้น ร่างของเซียวหานก็พุ่งสูงขึ้น แล้วหมุนตัวหลบการโจมตีของหัวหน้าพรรคมารราวกับควบคุมโดยสัญชาตญาณ
“เขาควบคุมหอกไม่ได้ แต่หอก... ควบคุมเขา?”
หัวหน้าพรรคมารกัดฟัน
เซียวหานทะยานขึ้นยอดเขาด้านหลังหมู่บ้านก่อนจะหายลับไปในป่า
เหล่าศิษย์พรรคมารไล่ตาม แต่คลื่นพลังจากหอกยังตกค้างในอากาศ ทำให้ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ชั่วขณะ
“ปล่อยเขาไปก่อน” ผู้นำพรรคเอ่ยเสียงเย็น “เด็กคนนี้... เราจะได้เจออีกแน่นอน”
---
หลายชั่วยามต่อมา
ในถ้ำแห่งหนึ่งลึกในูเา เซียวหานนอนหมดสติ ร่างเต็มไปด้วยาแ
ลมหายใจแ่เบา หัวใจเต้นช้าเพราะใช้พลังเกินขีดจำกัด
เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้น คนหนึ่งเดินเข้ามานั่งข้างเขา
ชายชราผมขาว ผิวเหี่ยวย่น แต่ดวงตาคมราวอินทรี
เขายกมือแตะอกเซียวหาน
“เด็กคนนี้... ชีพจรยุทธ์พิสดารยิ่งนัก และพลังเพลิงนี่... ข้าจำได้ดี...”
เขาหรี่ตา
“...เ้าเป็ลูกหลานของพวกเขาสินะ”