การกักตัวฮองเฮาไม่ได้ทำให้วังหลวงสงบ
ตรงกันข้าม
มันทำให้คนที่เคยซ่อนอยู่หลังนางเริ่มเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงขึ้น
เอกสารในกรมอาญาหลายฉบับถูกเผา
ขุนนางสองคนหายตัวไป
หมอหลวงผู้เคยจัดยาให้รัชทายาทถูกพบเป็ศพในบ่อน้ำ
และนักโทษดอกเหมยดำคนสุดท้ายถูกวางยาตายในคุกก่อนขึ้นให้การ
ทุกอย่างเกิดขึ้นภายในสองวัน
หลี่เฉิงเยว่ายืนอยู่ในห้องสอบสวนใต้กรมอาญา มองศพนักฆ่าที่นอนแข็งอยู่บนพื้น
ริมฝีปากดำ
ดวงตาเปิดค้าง
ไม่มีาแภายนอก
เซวียนอี้คุกเข่าตรวจชีพจร ก่อนส่ายหน้า
“ตายมาไม่เกินหนึ่งชั่วยามพ่ะย่ะค่ะ”
แม่ทัพหลัวมองผู้คุมคุก
“ผู้ใดนำอาหารมา”
ผู้คุมตัวสั่น
“อาหารผ่านการตรวจพิษแล้วขอรับ นักโทษไม่ได้กินสิ่งใดผิดปกติ”
หลี่เฉิงเยว่กวาดสายตาไปรอบห้องขัง
ถ้วยน้ำ
ชามอาหาร
ฟาง
โซ่ตรวน
เขาเดินเข้าไปใกล้กำแพง
ตรงรอยต่อระหว่างก้อนหินมีรูเล็กมาก
“คุกนี้ติดกับห้องใด”
ผู้คุมรีบตอบ
“ทางเดินเก็บอุปกรณ์พ่ะย่ะค่ะ”
เซวียนอี้ใช้มีดแตะในรู แล้วดึงออกมาดม
“กลิ่นสมุนไพร”
หลี่เฉิงเยว่เข้าใจ
“พิษถูกเป่าผ่านรูนี้”
แม่ทัพหลัวหน้าเคร่ง
“ผู้รู้โครงสร้างคุกละเอียดต้องเป็คนในกรมอาญา”
หลี่เฉิงเยว่มองศพ
“ฮองเฮาอยู่ในตำหนักเย็น ไม่มีทางสั่งการรวดเร็วเช่นนี้ได้ หากไม่มีคนรับ่ต่อ”
เซวียนอี้เอ่ย
“นักฆ่าที่ศาลาร้างเคยพูดว่า คนสั่งอยู่สูงกว่าฮองเฮา”
แม่ทัพหลัวขมวดคิ้ว
“สูงกว่าฮองเฮา มีเพียงฝ่าา”
“หรือคนที่ทำให้ทุกคนคิดว่าตนอยู่สูงพอจะใช้พระนามฝ่าาได้”
หลี่เฉิงเยว่หันไปถามผู้คุม
“ผู้ใดควบคุมกรมอาญา”
“เสนาบดีเผยจงเหวินพ่ะย่ะค่ะ”
เผยจงเหวิน
บิดาของฮองเฮา
ตาขององค์ชายรอง
และผู้ครองอำนาจในกรมอาญามากว่ายี่สิบปี
ชื่อของเขาปรากฏอยู่ข้างเหตุการณ์ทั้งหมดเสมอ แต่ไม่เคยอยู่ใกล้พอให้ถูกกล่าวหา
เหมือนเงาที่อยู่หลังม่าน
หลี่เฉิงเยว่ถาม
“วันนี้เสนาบดีเผยอยู่ที่ใด”
ผู้คุมตอบ
“ลาป่วย ไม่ได้เข้าวังพ่ะย่ะค่ะ”
แม่ทัพหลัวสบถเบา ๆ
“ให้คนไปล้อมจวนเดี๋ยวนี้”
แต่สายเกินไป
เมื่อกองทหารไปถึง จวนตระกูลเผยว่างเปล่า
ทรัพย์สินสำคัญถูกขนออก
เอกสารถูกเผา
คนรับใช้บางส่วนถูกฆ่าปิดปาก
มีเพียงห้องหนังสือใต้ดินที่ถูกทิ้งไว้
หลี่เฉิงเยว่ เซวียนอี้ และแม่ทัพหลัวเดินลงไปด้วยตนเอง
ภายในเต็มไปด้วยแผนที่ เส้นทางลับ รายชื่อขุนนาง และตราปลอมของหลายหน่วยงาน
บนผนังด้านหนึ่งมีแผนที่ชายแดนเหนือขนาดใหญ่
จุดคลังเสบียงและป้อมทหารถูกทำเครื่องหมายด้วยหมึกแดง
เซวียนอี้เดินเข้าไปใกล้
ใบหน้าของเขาเปลี่ยนทันที
“นี่เป็เส้นทางส่งเสบียงของด่านหานโจว”
“สำคัญหรือ” หลี่เฉิงเยว่ถาม
“หากจุดสามแห่งนี้ถูกเผาพร้อมกัน กองทหารชายแดนจะขาดอาหารภายในสิบวัน และหมู่บ้านรอบด่านจะถูกตัดขาด”
แม่ทัพหลัวเปิดหีบใต้โต๊ะ
ภายในมีตราคำสั่งทหารปลอมหลายชิ้น
“เขาวางแผนย้ายกองทหารชายแดน”
หลี่เฉิงเยว่คิดถึงคำกล่าวหาที่เคยใช้ใส่ร้ายหลินฮองเฮา
ลอบปลอมราชโองการ
โยกย้ายทหารชายแดน
สร้างความวุ่นวายเพื่อยึดอำนาจ
แผนที่เริ่มเชื่อมเข้าหากัน
อดีตฮองเฮาหลินพบว่าเผยจงเหวินปลอมคำสั่งทหาร
จึงถูกกำจัด
ฮองเฮาคนปัจจุบันถูกผลักขึ้นมา
รัชทายาทถูกวางยา
องค์ชายรองถูกเลี้ยงให้เป็ผู้สืบทอดในมือของตระกูลเผย
ฮองเฮาไม่ใช่ผู้ควบคุมสูงสุด
นางเองก็เป็หมาก
เซวียนอี้พบกล่องไม้เล็กบนโต๊ะ
เมื่อเปิดออก ภายในมีตราดอกเหมยดำเต็มไปหมด
แม่ทัพหลัวกำหมัด
“เผยจงเหวินคือผู้ก่อตั้งดอกเหมยดำ”
เสียงฝีเท้าดังมาจาก้า
ทหารคนหนึ่งวิ่งลงมา
“ทูลองค์ชาย พบศพม้าหลายตัวนอกประตูเมือง และมีสารฉบับหนึ่งเสียบไว้กับอานพ่ะย่ะค่ะ”
เขายื่นกระดาษมา
หลี่เฉิงเยว่คลี่ออก
ข้อความสั้นเพียงสองบรรทัด
หากไม่้าให้ชายแดนเหนือกลายเป็ทะเลเพลิง จงนำราชโองการลับและตราจันทร์มาแลก
สถานที่และเวลาจะส่งมาอีกครั้ง
เซวียนอี้อ่านจบ สีหน้าก็แข็งขึ้น
หลี่เฉิงเยว่มองเขา
“เ้ารู้ว่าเขาจะทำสิ่งใด”
“ด่านหานโจวมีคลังเสบียงใหญ่ สามารถเลี้ยงกองทัพทั้งแนวเหนือ หากถูกเผา ศัตรูนอกด่านอาจฉวยโอกาสบุก ชาวบ้านนับหมื่นจะเดือดร้อน”
แม่ทัพหลัวกล่าว
“เราต้องส่งข่าวให้ชายแดนทันที”
เซวียนอี้ส่ายหน้า
“เผยจงเหวินมีตราคำสั่งปลอม เขาอาจแทรกคนเข้าไปแล้ว หากส่งข่าวผ่านเส้นทางปกติจะถูกดัก”
หลี่เฉิงเยว่มองแผนที่
“มีเส้นทางลับหรือไม่”
เซวียนอี้ชี้ไปทางแนวูเา
“มีทางเก่าที่หน่วยลาดตระเวนใช้ แต่ฤดูนี้หิมะหนา เดินทางยาก”
“ใช้เวลากี่วัน”
“หากม้าดีและไม่หยุด เก้าวัน”
“เส้นทางหลัก?”
“เจ็ดวัน แต่เสี่ยงถูกซุ่มโจมตี”
หลี่เฉิงเยว่พับสารเก็บ
“เราจะใช้ทางลับ”
แม่ทัพหลัวหันมา
“องค์ชายจะเสด็จไปด้วยหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“เผยจงเหวิน้าราชโองการและตราจันทร์ เขาจะไม่เปิดเผยตัวหากข้าไม่ไป”
“อันตรายเกินไป”
“ข้าเป็เหยื่อล่อที่ดีที่สุด”
เซวียนอี้ขมวดคิ้ว
“กระหม่อมไม่เห็นด้วย”
หลี่เฉิงเยว่หันมองเขา
นี่เป็ครั้งแรกที่เซวียนอี้คัดค้านอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่ใช้ถ้อยคำอ้อมค้อม
“เหตุผล”
“เผยจงเหวินฆ่าคนมานับไม่ถ้วน เขารู้เส้นทางทหาร รู้จุดอ่อนของวัง และ้าพระองค์ เขาจะเตรียมกับดักทุกอย่างไว้”
“เพราะอย่างนั้นข้าจึงต้องไป”
“ส่งราชโองการปลอมไปก็ได้”
“เขาจะไม่เชื่อหากไม่เห็นข้า”
“กระหม่อมจะปลอมเป็ขบวนของพระองค์”
“ใบหน้าเ้าไม่เหมือนข้า”
“ตอนกลางคืน…”
“เซวียนอี้”
น้ำเสียงของหลี่เฉิงเยว่ทำให้อีกฝ่ายหยุด
องค์ชายเดินเข้ามาใกล้
“เ้ากำลังคิดจะรับทุกอย่างแทนข้าอีกแล้ว”
เซวียนอี้กำมือ
“กระหม่อมเพียงไม่้าให้พระองค์เข้าไปในกับดัก”
“แล้วเ้าสามารถเข้าไปได้?”
“ข้าเป็ทหาร”
“ข้าเป็คนที่ถูกตามฆ่ามาสิบห้าปี”
ทั้งสองสบตากัน
แม่ทัพหลัวกับทหารที่อยู่ใกล้ต่างเงียบ ไม่กล้าแทรก
หลี่เฉิงเยว่กล่าวต่อ
“ชายแดนเหนือเป็บ้านของเ้า”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“ดังนั้นข้าจะไป”
เซวียนอี้ชะงัก
“เหตุใด…”
“เพราะสิ่งที่สำคัญต่อเ้า ย่อมสำคัญต่อข้า”
ประโยคนั้นทำให้ความดื้อรั้นในแววตาเซวียนอี้สั่นไหว
หลี่เฉิงเยว่ลดเสียงลง
“แต่ข้าจะไม่ไปโดยไม่วางแผน และจะไม่แยกจากเ้า”
“องค์ชาย…”
“เ้ามีสิทธิ์กลัว แต่ไม่มีสิทธิ์เลือกตายแทนข้า”
เซวียนอี้หลุบตา
“กระหม่อมทราบ”
“ไม่ เ้าทราบแต่ยังทำ”
เซวียนอี้เงียบ
หลี่เฉิงเยว่ถอนใจ
ก่อนยื่นมือไปแตะาแที่แขนของเขาเบา ๆ
“ข้า้าคนที่รู้จักชายแดนมากที่สุด และคนนั้นคือเ้า”
เซวียนอี้เงยหน้า
“กระหม่อมจะพาพระองค์ไป และพากลับมา”
“ไม่”
องค์ชายแก้คำ
“เราจะกลับมาด้วยกัน”
เช้าวันถัดมา ข่าวถูกส่งถึงฮ่องเต้
พระองค์คัดค้านการเดินทางอย่างรุนแรง
แต่เมื่อเห็นแผนที่และตราคำสั่งปลอมจำนวนมาก ก็ไม่อาจปฏิเสธว่า หากปล่อยเผยจงเหวินไป ชายแดนเหนืออาจลุกเป็ไฟจริง
รัชทายาทซึ่งยังพักฟื้นส่งยาถอนพิษและจดหมายมาหนึ่งฉบับ
ข้อความมีเพียงประโยคเดียว
กลับมาให้ทันวันที่ข้าจะยื่นหนังสือสละตำแหน่ง เพราะข้าไม่อยากเผชิญหน้าขุนนางพวกนั้นคนเดียว
หลี่เฉิงเยว่ายิ้มบางเมื่ออ่าน
เซวียนอี้ถาม
“รัชทายาทเขียนสิ่งใดหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“เขาสั่งให้เรากลับมา”
“เช่นนั้นเราต้องกลับ”
“เพราะเป็คำสั่งรัชทายาท?”
เซวียนอี้มองเขา
“เพราะพระองค์เองก็อยากกลับมา”
หลี่เฉิงเยว่พับจดหมายเก็บในอกเสื้อ
ก่อนออกเดินทาง เขาไปยังตำหนักเย็นเป็ครั้งสุดท้าย
ฮองเฮานั่งอยู่หน้าโต๊ะเก่า อาภรณ์หงส์ถูกเปลี่ยนเป็ชุดสีเทาธรรมดา แต่ท่าทางยังสง่า
เมื่อเห็นเขา นางไม่แปลกใจ
“เ้ามาหาคำตอบ?”
“เผยจงเหวินไปชายแดนเหนือ”
มือของนางหยุด
เพียงเสี้ยวเดียว แต่หลี่เฉิงเยว่เห็น
“พระองค์รู้แผนของเขาหรือไม่”
ฮองเฮาหัวเราะเบา ๆ
“บิดาข้าไม่เคยบอกแผนทั้งหมด”
“เพราะไม่ไว้ใจพระองค์”
“เขาไม่ไว้ใจผู้ใด”
“แม้แต่บุตรสาว?”
ฮองเฮามองออกไปนอกหน้าต่าง
“สำหรับเขา ข้าเป็เพียงสะพานเข้าสู่วัง”
คำตอบนั้นไม่มีความเศร้า
หรืออาจเศร้าจนไม่เหลือสิ่งใดให้แสดงออก
หลี่เฉิงเยว่ถาม
“องค์ชายรองรู้หรือไม่”
“เฉิงอันรู้เพียงว่าต้องขึ้นบัลลังก์”
“เขาไม่เคยมีสิทธิ์เลือก”
ฮองเฮาหันมองเขา
“ไม่มีผู้ใดในวังมีสิทธิ์เลือก”
“ข้าจะมี”
“เ้าคิดเช่นนั้นเพราะยังไม่ได้นั่งบนบัลลังก์”
หลี่เฉิงเยว่ไม่โต้เถียง
เขาเพียงถามครั้งสุดท้าย
“เผยจงเหวินมีจุดอ่อนใด”
ฮองเฮายิ้มเย็น
“เขาเชื่อว่าตนฉลาดกว่าทุกคน”
“นั่นไม่ใช่จุดอ่อน”
“เป็สิ่งเดียวกัน”
นางหลับตาลง
“เขาจะไม่ฆ่าเ้าทันที เพราะ้าให้เ้าคุกเข่าและยอมรับว่า เขาคือผู้ชนะตัวจริง”
หลี่เฉิงเยว่พยักหน้า
ก่อนหันหลัง
ฮองเฮาเรียกไว้
“เฉิงเยว่”
เขาหยุด
“หากพบเขา…”
นางเงียบไปนาน
“อย่าปล่อยให้เขานำเฉิงอันไปใช้เป็หมากอีก”
หลี่เฉิงเยว่ไม่รับปาก
แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ
เมื่อออกจากตำหนักเย็น เซวียนอี้ยืนรออยู่ใต้ต้นสน
ม้าถูกเตรียมแล้ว
กองคุ้มกันพร้อม
เส้นทางเหนือรออยู่
หลี่เฉิงเยว่เดินเข้าไปหา
“พร้อมหรือไม่”
เซวียนอี้ตอบ
“พร้อมพ่ะย่ะค่ะ”
“ครั้งนี้อาจไม่เหมือนในวัง”
“กระหม่อมรู้จักชายแดน”
“แต่เ้าไม่รู้จักเผยจงเหวิน”
เซวียนอี้มองเขา
“พระองค์รู้จักเขา กระหม่อมรู้จักทาง เราจึงต้องไปด้วยกัน”
หลี่เฉิงเยว่ยิ้มบาง
“ดี”
เขาขึ้นม้า
เซวียนอี้ขึ้นอีกตัวและเคลื่อนมาอยู่ข้างกัน
ประตูเมืองหลวงเปิดออกช้า ๆ
ลมหนาวจากทางเหนือพัดเข้ามา
เื้ัคือบัลลังก์ที่กำลังรอคำตอบ
เบื้องหน้าคือชายแดนที่อาจลุกเป็ไฟ
และระหว่างทางนั้น
มีคนสองคนกำลังเรียนรู้ว่า การปกป้องกันไม่ใช่การยืนอยู่ข้างหน้าเสมอไป
บางครั้ง
มันคือการขี่ม้าเคียงกัน
มองไปในทิศเดียวกัน
และสัญญาว่าจะกลับมาโดยไม่มีผู้ใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง