ขุนสามีให้อ้วนพี ท่านจะได้มีแรงตบตีกับญาติเหล่านั้น

    บทที่ 34 ทำไม่ได้

    บทที่ 34 ทำไม่ได้

             

            ฉีเมี่ยวประคองไป๋ซีอวิ๋นกลับถึงข้างเตียงป๋าปู้ เลี่ยงไม่ได้ที่จะถามอย่างสงสัย“เหตุใดท่านจึงส่งจดหมายให้องค์ชายรอง จริงสิ ได้ยินว่าท่านเป็นสหายร่วมเรียนขององค์ชายรองคงไม่ได้คิดจะให้เขาช่วยพวกเราออกหน้ากระมัง?”

            ไป๋ซีอวิ๋นจูงนางมานั่งลงด้วยกันบังคับโอบเอวนางให้พิงบนร่างของตนก่อนหยิบผ้าห่มมาคลุมทั้งสองคน ผ่อนลมหายใจครู่ใหญ่ถึงพูดว่า“ข้ากับองค์ชายรองมีวาสนา วันเกิดห่างกันเพียงวันเดียว แต่เขาร่างกายแข็งแรงส่วนข้าเกิดมาร่างกายอ่อนแอ ยามนั้นไม่รู้ด้วยเหตุใดใต้เท้าว่านกับบิดาและมารดาข้าถึงมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันสั่งให้ข้าไปเป็นสหายร่วมเรียนขององค์ชายรอง เข้าออกด้วยกันหลายปี อาจเพราะสงสารข้าว่านกุ้ยเฟยจึงรับข้าเป็นบุตรบุญธรรม”

            ใต้เท้าว่านที่เขาพูดถึงนั้นฉีเมี่ยวพอเดาได้ว่าเป็นผู้ใดน่าจะเป็นบิดาของว่านกุ้ยเฟย บัดนี้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกรมกลาโหมว่านฉงหยวน

            ไป๋ซีอวิ๋นก็ถอนใจพูดว่า“ว่านกุ้ยเฟยและองค์ชายรองดีกับข้ามาก แน่นอน ข้าจะให้พวกเขาช่วยข้าออกหน้าได้อย่างไรข้าเพียงขอให้องค์ชายรองมาที่จวนสักหน่อย เป็นการแสดงอำนาจเท่านั้น”

            เขาพูดเช่นนี้ฉีเมี่ยวพอจะเข้าใจแล้ว อานลู่โหวเป็นเช่นนั้น ไม่ใช่นางดูถูกเขา แต่เกรงว่าในงานราชการก็มีช่วงที่ล้มลุกคลุกคลานเห็นคนสกุลไป๋ลับหลังมีท่าทางคล้ายแทบอยากให้ไป๋ซีอวิ๋นตาย แต่ไป๋หย่งชุนเจอเขายังหวาดระแวงอยู่บ้างก็เข้าใจได้แล้วไป๋หย่งชุนและคนอื่นๆ น่าจะหวาดระแวงว่านกุ้ยเฟยกับองค์ชายรองเบื้องหลังไป๋ซีอวิ๋นยิ่งอาจเพราะยังมีสิ่งที่ต้องพึ่งพาพวกเขา

            เรื่องนี้พูดแล้วน่าขบขันยิ่งนักเรื่องระหว่างคนในครอบครัวของตน กลับต้องลากคนในตระกูลสวรรค์มาเป็นผู้สนับสนุนเบื้องหลังถึงจบเรื่องได้มิน่ารอยยิ้มของเขาจึงขมขื่นเช่นนี้

            “ท่านอย่าโกรธเลย โกรธจนเสียสุขภาพไม่คุ้มค่าเพียงใด เมื่อครู่ข้าก็ไม่ได้เสียเปรียบแต่ข่มขู่จนท่านโหวเป็นเช่นนั้น จนถึงยามนี้ยังนอนอยู่ในวัดร้าง ไม่รู้มีคนไปช่วยเขาหรือไม่”

            “ไม่ต้องสนใจเขา ถ้าเขาตายก็นับว่าสวรรค์รับเขาไป”

            ฉีเมี่ยวได้ยินคำพูดนี้ก็เงียบเสียงกะพริบตาอย่างแปลกใจ รู้สึกได้ว่าซื่อจื่อทั้งตัวเกร็งแน่น ราวกับแฝงไว้ด้วยความโหดร้ายรุนแรงทั่วร่างแม้แต่นางที่นอนข้างกายเขายังรู้สึกได้อย่างชัดเจน อดกังวลอยู่บ้างไม่ได้

            “อาจาว?”

            “ข้าไม่เป็นไร”

            ฉีเมี่ยวไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไรยิ่งไม่รู้ว่าควรปลอบโยนซื่อจื่อที่เย็นชาโกรธแค้นอย่างไร ได้แต่จับมือของเขาใต้ผ้าห่ม

            มือใหญ่ของเขาข้อต่อกระดูกชัดเจนใหญ่กว่านางมากนัก นางกุมนิ้วทั้งสี่ของเขา จากนั้นใช้มือกุมบนหลังมือของเขา

            ถูกดึงตัวกลับมาจากเหวลึกที่มีความแค้นเติมเต็มนั้นกะทันหันไป๋ซีอวิ๋นหันกลับมามองนาง มุมปากยิ้มขมขื่น “เมี่ยวเอ๋อร์ อย่างไรก็เป็นความผิดของข้าถึงได้พัวพันเจ้า”

            “จะเป็นความผิดของท่านได้อย่างไร ท่านมีครอบครัวเช่นไรก็ไม่ใช่สิ่งที่ท่านควบคุมได้อย่าได้เกิดความผิดพลาดอะไรก็โทษตนเอง”ซื่อจื่อเป็นคนดีมากจริงๆ แม้เขาป่วยอยู่จนหน้าตาบิดเบี้ยวเล็กน้อย แต่เมื่ออยู่ด้วยกันนางค่อยๆ ค้นพบข้อดีของเขา บางทีเรื่องที่เขาทำได้ บุรุษแข็งแรงมากมายในยุคนี้ยังทำไม่ได้

            ในใจรู้สึกสะเทือนใจอยู่บ้างฉีเมี่ยวโอบแขนเขาไว้อย่างอดไม่ได้ เป็นฝ่ายหนุนไหล่ผอมหนังหุ้มกระดูกของเขาก่อน เมื่อได้สติถึงพบว่าท่านี้คล้ายจะสนิทสนมเกินไปนางหน้าแดงเก้อเขินจะขยับไปฝั่งหนึ่ง

            เขายืดแขนอีกข้างหนึ่งออกมามือใหญ่ราวกับปลอบเด็ก ลูบหน้าผากของนาง เสียงทุ้มต่ำเอื้อนเอ่ยจากลำคอราวกับเครื่องดนตรีชั้นดี

            “เมี่ยวเอ๋อร์ ลำบากเจ้าแล้ว”

            ทุกความหวาดกลัวและตื่นตระหนกในวันนี้เดิมทีฉีเมี่ยวบังคับตนเองให้เข้มแข็งข่มกลั้นไว้ เพราะยามนี้นางเป็นเจ้าของร่างกายนี้ไม่อาจหลบหนีทุกชะตากรรมและความเชื่อมโยงทั้งปวง แต่บุรุษผู้นี้ ตั้งแต่นางกลับมาก็แสดงความสงสารและละอายใจบัดนี้พูดว่า ‘ลำบาก’ ด้วยเสียงไพเราะเช่นนี้ คล้ายว่าความลำบากทั้งหมดสูญสลายหายไปตามเสียงที่เอ่ยทะนุถนอมอย่างปลอบโยนและอ่อนโยนของเขา

            ฉีเมี่ยวอึกอักชั่วครู่กะพริบตาถี่ๆ ถึงกลั้นน้ำตาที่เอ่อออกมาอย่างไม่อาจอธิบายเอาไว้ได้ นางฝืนยิ้มพูดว่า“ไม่นับว่าลำบากอะไร เป็นเพราะสถานการณ์บีบบังคับ อนาคตทุกอย่างจะดีขึ้นบัดนี้ข้าหวังเพียงท่านสุขภาพดี เช่นนี้ข้าก็มีที่พึ่ง ชีวิตก็มีความหวัง”

            ค้ำตัวกึ่งลุกขึ้นผมยาวครึ่งหนึ่งสยายอยู่หลังศีรษะ ครึ่งหนึ่งคดเคี้ยวอยู่ข้างหน้า ตัดกับเสื้อชั้นในสีขาวหิมะขับใบหน้างดงามเพริศแพร้วของนางให้เด่นกลิ่นหอมสดชื่นอ่อนๆ ที่ซึมซาบเข้าไปในหัวใจวนเวียนทั่วทั้งตัว ราวกับช่วยสงบความโกรธแค้นและขุ่นเคืองที่พลุ่งพล่านบนร่างคนได้

            “อาจาว หมู่นี้ร่างกายท่านรู้สึกดีขึ้นหรือไม่”

            ไป๋ซีอวิ๋นยังคงนอนอยู่ยิ้มพยักหน้า “โชคดีที่มีเจ้า ข้ารู้สึกดีขึ้นแล้ว อีกทั้งข้าคิดว่าวันหน้าจะดีขึ้นเรื่อยๆดังนั้นเจ้า...” ดังนั้นเจ้าไม่ต้องป้อนเลือดของตนเองให้ข้าอย่างโง่งมอีก

            คำพูดนี้เขาลังเลเล็กน้อยสุดท้ายไม่ได้เอ่ยออกมา

            แม้สงสารนางที่ต้องกรีดตนเองทุกวันแต่ยามที่คนสิ้นหวังไม่มีทางไปอุตส่าห์เจอวิธีช่วยที่นึกว่ามีประโยชน์ ยามนี้เขาบังคับหยุดยั้งข้อแรกจะทำลายความสุขของนาง ข้อสองก็ไม่อาจรับรองได้ว่านางจะไปปล่อยเลือดลับหลังหรือไม่ยิ่งยากที่จะรับรองได้ว่านางยังจะทำเรื่องโง่กว่าเดิมอีกหรือไม่

            “ดังนั้นข้าอะไร” ฉีเมี่ยวเอียงหัว รอยยิ้มดุจบุปผา

            “ดังนั้นเจ้าเพียงต้องอยู่ข้างกายข้าอย่างสงบสุข ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ข้าจะกวาดล้างทุกอุปสรรคให้เจ้าถ้าอนาคตข้าไปแล้ว ข้าก็จะทิ้งทรัพย์สินมากพอให้เจ้าใช้ไปชั่วชีวิต อีกทั้งข้าจะขุดรากถอนโคนคนที่มีโอกาสจะทำร้ายเจ้าก่อนให้หมด” แม้ไป๋ซีอวิ๋นยิ้มแย้ม สิ่งที่พูดกลับเป็นคำพูดน่าเศร้าเช่นจัดการเรื่องหลังความตายซ้ำเขายังพูดอย่างสงบนิ่งเช่นนี้

            นี่เห็นได้ชัดว่าเขารู้ดีว่าตนเองอายุไม่ยืนยาววางแผนเพื่อนางโดยเฉพาะ

            ฉีเมี่ยวหวั่นไหวราวกับหัวใจถูกลูบไล้อดพูดไม่ได้ “ที่จริงท่านไม่ต้องลำบากเช่นนี้ เพราะท่านจะไม่ตาย ข้าจะรักษาท่านให้หายดีตัวท่านเองต้องเชื่อมั่น อย่าคิดอยากตายจนบุ่มบ่ามเหน็ดเหนื่อย กลับจะเสียสุขภาพ”

            “เด็กโง่” โรคที่หมอชื่อดังกี่คนยังรักษาไม่ได้ เขาไม่เชื่อด้วยซ้ำว่าวิชาแพทย์ของนางได้ผลแต่ได้มองสบดวงตาเป็นประกายระยิบระยับของนาง สุดท้ายเขาก็ไม่อาจหักใจทำลายความฝันอันงดงามของนางยามนี้

            พูดตามตรงข้อเรียกร้องของนางไม่สูงด้วยซ้ำ เพียงหวังให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไป เป็นที่พึ่งให้นางเท่านั้นแต่สัญญาเช่นนี้ เขาทำไม่ได้

            ไป๋ซีอวิ๋นดึงนางเข้าสู่อ้อมแขนถอนหายใจยาว

            ฉีเมี่ยวฟังออกว่าเสียงถอนหายใจนั้นแฝงด้วยความอาลัยอาวรณ์มากเท่าใดแขนโอบกอดเอวผอมบางของเขาอย่างลังเล รู้สึกขึ้นมาทันทีว่าบุรุษผู้นี้ช่างถนอมรักตนเองเสียจริง

            นางก็ไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำแม้เขาแลดูใกล้ชิดได้ยากเพราะหน้าดุหน่อย แต่เขายิ้มแย้มแจ่มใสกับนางเสมอ สิ่งที่ทำสิ่งที่พูด ทุกเรื่องล้วนใคร่ครวญรอบคอบเพื่อนาง

            “อาจาว”

            “อืม?” มือใหญ่ตบหัวไหล่ของนาง คล้ายกล่อมเด็กน้อยเข้านอน

            “ท่าน...” นางอยากถามเหลือเกินว่าท่านชอบข้าใช่หรือไม่แต่คำพูดหลงตัวเองเช่นนี้จะถามออกมาได้อย่างไร

            “อะไร”

            ฉีเมี่ยวเงยหน้ามองใบหน้าด้านข้างซูบผอมของเขาจากนั้นพูดตรงๆ “ข้าเหมือนจะเริ่มชอบท่านแล้วล่ะ”

            ไป๋ซีอวิ๋นหวั่นไหวทันทีก้มหน้าไปมองนางที่หนุนไหล่ของเขาอยู่ สบกับดวงตาสดใสคู่นั้นที่เงยหน้ามองเขาพอดี

            ฉีเมี่ยวไม่นึกว่าเขาจะก้มหน้ามองมาใบหน้าร้อนผ่าวต้องเบนสายตาออกโดยไม่รู้ตัว จากนั้นนางจึงซบหน้ากับหัวไหล่ของเขาเสียเลยนี่เป็นการสารภาพรักครั้งแรกในสองชาติรวมกันของนาง ยังไม่รู้เขาจะคิดกับนางอย่างไร

            ในใจไป๋ซีอวิ๋นกลับถูกความดีใจและความเสียใจสองอารมณ์พัวพันยุ่งเหยิง

            ดีใจเพราะสตรีที่เขารักลึกซึ้งเริ่มชอบเขาแล้วเริ่มเดินสู่เส้นทางนั้นเมื่อชาติก่อนแล้ว

            เสียใจเพราะสุดท้ายเขาก็จะจากนางไป

            บางทีการรับผิดชอบที่ดีที่สุดต่ออนาคตของนางก็คือทำให้นางเกลียดเขาจากนั้นค่อยหาคู่ครองใหม่ให้นางกระมัง?หาคนที่ร่างกายแข็งแรงดูแลนางได้ชั่วชีวิตอยู่เคียงข้างนาง ย่อมดีกว่ารั้งนางไว้ข้างกายตน

            ไป๋ซีอวิ๋นมีสีหน้าแปรปรวนสุดท้ายกลับค่อยๆ ดึงแขนที่ถูกนางกอดไว้ออก

            ฉีเมี่ยวมองคนที่หันหลังให้ตนเองความร้อนผ่าวเขินอายบนใบหน้าหายไป อับอายจนแทบอยากแทรกแผ่นดินหนีทันที นางสารภาพรักครั้งแรกก็ถูกรังเกียจ!

            เมื่อครู่ยังพูดจาอ่อนโยนถึงเพียงนั้นให้นางฟังยามนี้กลับหันหลังให้นางดู!

            น่าอายก็น่าอายแต่ฉีเมี่ยวในยามนี้ไม่ใช่ฉีเมี่ยวในยามก่อน

            ไป๋ซีอวิ๋นใคร่ครวญหลายตลบไม่อาจใคร่ครวญได้ว่าฉีเมี่ยวในยามนี้ไม่มีนิสัยอ่อนโยนนุ่มนวลถึงขนาดเรียกได้ว่าอ่อนแอเหมือนชาติก่อนแล้ว

            ฉีเมี่ยวนอนอยู่ข้างหลังเขาอย่างเอาแต่ใจทันทีมือข้างหนึ่งกอดเอวของเขา ขาข้างหนึ่งเกี่ยวขาของเขา ราวกับหมีโคอาลาเกาะต้นไม้ใหญ่“บัดนี้ท่านไม่รู้สึกชอบข้าก็ไม่เป็นไร อย่างไรเสียอนาคตยังอีกยาวไกลสักวันหนึ่งท่านก็จะชอบข้าเช่นกัน”

            ไป๋ซีอวิ๋นหลับตาอดกลั้นแล้วอดกลั้นเล่า สุดท้ายก็กลั้นไม่ไหว จับมือของนางไว้

            นางอยู่ตรงหน้าเขาทำได้ถึงขั้นอดกลั้นตนเองไม่เข้าใกล้ ยากกว่าเอาชีวิตของเขาเสียอีก!

            “ไม่ได้ไม่ชอบ”

            “อา?”

            “ที่จริงข้าก็...” ไป๋ซีอวิ๋นหลับตาลง อยากตบตนเองหลายครั้งเหลือเกินเหตุใดควบคุมตนเองไม่ได้เช่นนี้ เขาทำเรื่องอะไรก็ได้เพื่อนาง เหตุใดไม่อาจผลักนางออกเพื่ออนาคตของนางเอง

            ฉีเมี่ยวหัวเราะพรืด“ซื่อจื่อ ข้ารู้ท่านชอบข้า ท่านเพียงแค่เขินอาย”

            เขินอาย...

            ไป๋ซีอวิ๋นแปลกใจกับนิสัยของฉีเมี่ยวอยู่บ้างจากนั้นยิ้มแย้ม

            ยามนี้นิสัยของนางเหมือนจะยิ่งน่าเอ็นดูถ้านางไม่ใช่นิสัยเช่นนี้ วันนี้เกรงว่ายากจะรอดพ้นแผนชั่วร้ายของไป๋หย่งชุน

            เมื่อนึกถึงความสกปรกของเจ้าเฒ่าผู้นั้นไป๋ซีอวิ๋นก็โกรธจนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน

            เดิมทีเขายังคิดจะพูดถึงสถานการณ์ในยามนั้นกับฉีเมี่ยวผู้ใดจะคิดว่าข้างหลังกลับแว่วเสียงลมหายใจมั่นคง สาวน้อยผู้นั้นนอนก่ายเขาหลับไปแล้ว!

            เชื่อใจเขาถึงเพียงนี้เชียวหรือ

            ไป๋ซีอวิ๋นจับแขนของนางที่ก่ายเอวเขาลูบไล้จนเจอมือน้อยนุ่มนิ่มราวกับไร้กระดูกของนางแล้วกุมทั้งสิบนิ้วไว้ด้วยกัน

            ถ้าผลักนางไม่ได้งั้นก็โปรดปรานนางจนกว่าจะถึงวันนั้นที่เขาทำไม่ได้อีกต่อไป

            ในห้องนอนเงียบสงบอวี้เหลียนกับอ้ายเหลียนที่ยืนอยู่ตรงทางเดินสบตากันแวบหนึ่ง จากนั้นจับมือกันเดินไปไกลหน่อย

            “จะรายงานข่าวข้างนอกให้ซื่อจื่อกับฮูหยินทราบสักหน่อยหรือไม่”

            “ยังไม่ต้อง ฮูหยินได้รับความตกใจ พักผ่อนก่อนชั่วครู่จะดีที่สุด” อ้ายเหลียนถ่มน้ำลายให้ทางเรือนจินเซียง “เจ้าเฒ่าผู้นั้นเจ้าไม่เห็นว่าเขาสกปรกเพียงใด โชคดีที่ฮูหยินมีไหวพริบถึงพ้นเคราะห์มาได้ มิฉะนั้นยามนี้...เขายังรอดกลับมาได้ นับว่าสวรรค์มีน้ำใจเกินไปแล้ว!”

    นิยายแนะนำ