ตอนที่ 8
นี่มันไม่ปกติแล้ว!
หลี่หรงอี้ยืนแปรงฟันอยู่หน้ากระจก แต่สายตากลับเหม่อลอย ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ จนกระทั่งมีเสียงดังขึ้นด้านข้างปลุกให้เขาได้สติ
“จะยืนเหม่ออีกนานไหม ถ้าเสร็จแล้วก็หลบไปให้ฉันแปรงบ้าง” จ้าวอู๋ซวนพูดจบก็มายืนเบียดตรงอ่างล้างหน้า แล้วแปรงฟันโดยไม่รอคำตอบ
เพราะเป็โรงแรมขนาดเล็ก ห้องพักจึงเล็กตามไปด้วย ในห้องน้ำยิ่งมีพื้นที่ไม่มาก พอผู้ชายสองคนมายืนเบียดกันหน้ากระจก ทำให้พื้นที่คับแคบไปถนัดตา ตัวของหลี่หรงอี้ครึ่งหนึ่งแทบจะซ้อนทับกับหัวหน้า จนรู้สึกได้ถึงอุณหภูมิร่างกายของอีกฝ่าย ทำให้อดนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ขึ้นมาไม่ได้
“ทำไมต้องเบียดด้วย” เขาบ่นงึมงำ รีบแปรงฟันและล้างหน้าบ้วนปากให้เสร็จ ก่อนจะรีบหลบให้ เขาลูบต้นแขนที่รู้สึกร้อนลวกของตัวเองแล้วออกจากห้องน้ำไปอย่างเร่งรีบ
พอเด็กหนุ่มออกไปจากห้องน้ำแล้ว ท่าทางเร่งรีบแปรงฟันของจ้าวอู๋ซวนก็ช้าลง เขายกมือขึ้นลูบหัวไหล่ที่ยังคงหลงเหลืออุณหภูมิของอีกฝ่ายเบา ๆ ในใจรู้สึกแปลกประหลาด แต่ก็ไม่รู้ว่าคืออะไรกันแน่
บอดี้การ์ดทุกคนมารวมตัวกับเหยียนคุนที่เป็เ้านาย และลงไปกินอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรม ระหว่างทางมีผู้ชายสามคนเดินสวนมา หลี่หรงอี้เดินอยู่ท้ายสุดจึงได้ยินสิ่งที่พวกเขาพูดกันชัดเจน
“เกลียดคนรวย ไปไหนก็มีอภิสิทธิ์เหนือคนอื่น”
“นั่นสิ ไปไหนก็มีคนล้อมหน้าล้อมหลัง กลัวคนไม่รู้เหรอว่าตัวเองรวย”
“อยากอวดสิไม่ว่า น่าหมั่นไส้ชะมัด”
“พูดเบา ๆ หน่อย เดี๋ยวเขาได้ยิน”
ถ้าเป็ที่เมืองเยี่ยนจิง คงไม่มีใครไม่รู้จักคนของตระกูลใหญ่ โดยเฉพาะท่านสี่ตระกูลเหยียน แต่ที่นี่เป็เมืองเล็ก ๆ ชาวบ้านหรือคนที่เข้าพักโรงแรมส่วนใหญ่ไม่รู้จักเหยียนคุน คิดว่าเขาเป็พวกอวดรวยอวดเบ่ง ไปไหนก็มีคนติดตามเป็พรวน เลยจงใจพูดประชดออกมา
หลี่หรงอี้ได้ยินคนนินทาเ้านายก็อารมณ์ขึ้น คิดจะหันหลังกลับไปหาสามคนนั้น แต่ศีรษะกลับถูกบางคนจับไว้
“จะไปไหน?” จ้าวอู๋ซวนที่จับตามองรอบตัวตลอด เห็นเด็กหนุ่มข้างกายคิดจะหันหลังกลับ จึงจับศีรษะอีกฝ่ายให้หันกลับมา
แน่นอนว่าสิ่งที่สามคนนั้นพูด เขาเองก็ได้ยินเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ เพราะเจอเื่แบบนี้มาไม่น้อย เหยียนคุนที่เป็เ้านายเองก็ไม่ได้ใส่ใจกับเสียงนกเสียงกาเช่นกัน
“จะไปจัดการสามคนเมื่อกี้” หลี่หรงอี้ตอบด้วยน้ำเสียงขุ่นมัว ถ้าหัวหน้าไม่จับไว้ ป่านนี้เขาคงตามสามคนนั้นทันแล้ว
เห็นเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยอารมณ์โกรธ จ้าวอู๋ซวนก็ฉุดแขนให้อีกฝ่ายเดินต่อ พร้อมทั้งสอนไปด้วย “สงบสติอารมณ์ซะ คนที่ใจร้อนวู่วามเป็บอดี้การ์ดไม่ได้หรอกนะ”
“…”
“ฉันไม่ได้บอกว่าเธอเป็บอดี้การ์ดไม่ได้ แค่บอกว่าคนใจร้อนวู่วามเป็ไม่ได้เท่านั้น” มองดูเด็กหนุ่มที่ก้มหน้าคล้ายสำนึกผิด เขาจึงอดปลอบใจไม่ได้ แต่พอเห็นอีกฝ่ายยังคงก้มหน้าเดินเงียบ ๆ โดยไม่ปริปาก เขาก็อดยื่นมือไปลูบศีรษะไม่ได้
“ฉันไม่ได้ตบหัวแล้วลูบหลัง แค่อยากให้เธอใจเย็นลงหน่อย”
“คุณไม่ได้ลูบหลัง แต่คุณกำลังลูบหัวผมอยู่ แล้วอีกอย่าง ผมไม่ใช่เด็กแล้ว อย่ามาลูบหัว” หลี่หรงอี้ปัดมือที่ลูบศีรษะตัวเองอยู่ออก แล้วรีบเดินจ้ำอ้าวตามเ้านายไป ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าใบหูเขาเป็สีแดงเรื่อเล็กน้อย
ผู้ชายที่ไหนเขามาลูบหัวกันในที่สาธารณะแบบนี้บ้าง ไม่ใช่เด็กสักหน่อย!
“นิสัยยังเด็กอยู่ชัด ๆ “ จ้าวอู๋ซวนหัวเราะเบา ๆ แล้วรีบเดินตามไป
เสี่ยวซุนที่อยู่ไม่ไกลทั้งสองคน และบังเอิญเห็นตอนที่หัวหน้าลูบศีรษะหลี่หรงอี้พอดี จึงหันมากระซิบกับบอดี้การ์ดที่อยู่ด้านข้างด้วยความสงสัย
“นายว่าหัวหน้ากับเสี่ยวหรงดูแปลก ๆ ไหม?”
“แปลกตรงไหน? ปกติก็เป็แบบนี้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”
“ไม่รู้สิ ฉันว่ามันแปลก” เสี่ยวซุนพูดจบก็ยกมือขึ้นคิดจะลูบศีรษะเพื่อน แต่ก็ถูกปัดออก
“คิดจะทำบ้าอะไร รีบเดินได้แล้ว!”
เห็นไหม ผู้ชายปกติที่ไหนเขาจะลูบศีรษะกันบ้าง?
เสี่ยวซุนยังคิดจะพูดอะไรอีก แต่เสียงเ็าของจ้าวอู๋ซวนก็ดังขึ้นขัดจังหวะ
“อยากให้ฉันลองลูบหัวนายดูไหม?”
“ไม่ดีกว่าครับ!” แค่คิดว่าถูกหัวหน้าลูบศีรษะเหมือนที่ทำกับเสี่ยวหรง เสี่ยวซุนก็ตัวสั่นสะท้านขึ้นมาด้วยความหวาดกลัว รีบสลัดความคิดทิ้งแล้วเร่งฝีเท้าตามเ้านายให้ทัน
หลังกลับมาเยี่ยนจิงได้สองสามวัน จ้าวอู๋ซวนก็ยื่นกล่องสี่เหลี่ยมขนาดเล็กเท่าฝ่ามือให้หลี่หรงอี้
“นี่คืออะไรครับ?” เขามองกล่องสี่เหลี่ยมขนาดเล็กในมืออีกฝ่ายด้วยความงุนงง
“รับไปสิ เป็ของที่ฉันเคยใช้เมื่อก่อน” จ้าวอู๋ซวนยัดกล่องสีดำใส่มือเด็กหนุ่ม ส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายเปิดดู
“?”
หลี่หรงอี้รับกล่องมาเปิด พอเห็นว่าข้างในคือแว่นตา ก็เงยหน้าขึ้นมองคนให้ด้วยความงุนงง “ผมไม่ได้สายตาสั้น”
ทำไมหัวหน้าถึงให้แว่นสายตา เขาไม่ได้สายตามีปัญหาเสียหน่อย แถมแว่นกับกล่องแว่นดูอย่างไรก็ของใหม่ ไม่เหมือนของที่เคยผ่านการใช้งานมาแล้วสักนิด
“ไม่ใช่แว่นสายตา เป็แว่นเลนส์เปล่า” จ้าวอู๋ซวนเห็นเด็กหนุ่มยังมีสีหน้าสงสัย จึงหยิบแว่นในกล่องออกมาสวมให้
พอเห็นคนตรงหน้าเปลี่ยนจากเด็กหนุ่มท่าทางเืร้อนเป็คนที่ดูสุภาพเรียบร้อย ก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
สายตาที่เสี่ยวหรงใช้มองคนอื่น ทำให้เข้าใจผิดคิดว่าเป็สายตาหาเื่ พอใส่แว่นปกปิดไว้แบบนี้ค่อยดีขึ้นหน่อย
“ใส่แว่นแบบนี้แล้วไม่ชินเลย” พอได้ลองสวมแว่น หลี่หรงอี้ถึงรู้ว่าไม่ใช่แว่นสายตา แต่การที่สวมแว่นก็ทำให้รู้สึกเกะกะอยู่บ้าง เลยคิดจะถอดออก แต่ก็ถูกหัวหน้าห้ามไว้
“อย่าถอด ใส่เอาไว้แบบนี้ดีแล้ว”
“?”
“เธอชอบหุนหันพลันแล่นและใจร้อน ใส่แว่นไว้แบบนี้จะได้เตือนสติตัวเองให้ใจเย็น อีกอย่างใส่แว่นแล้วก็ดูเป็เด็กเรียบร้อยว่านอนสอนง่ายดีไม่ใช่เหรอ” จ้าวอู๋ซวนพูดพลางดึงตัวเด็กหนุ่มไปส่องกระจกในห้องน้ำ
หลี่หรงอี้มองดูใบหน้าที่แปลกตาของตัวเองในกระจกแล้วพึมพำเสียงเบา “ใส่แว่นแล้วดูเป็เด็กดีจริงด้วย”
“ดูน่ารักใช่ไหมล่ะ”
พอได้ยินหัวหน้าบอกว่าตัวเองน่ารัก เขาก็หันมาถลึงตาใส่อีกฝ่าย “น่ารักบ้านคุณสิ!”
คำว่าน่ารักมันใช้ชมผู้ชายได้หรือไง…
“โอเค ๆ เสี่ยวหรงไม่ได้น่ารัก แต่ดูแข็งแกร่งน่าเกรงขามต่างหาก” จ้าวอู๋ซวนพูดกลั้วหัวเราะ ในใจรู้สึกเบิกบานบอกไม่ถูก
“ตาลุงนิสัยเสีย” หลี่หรงอี้รู้ว่าหัวหน้ากำลังล้อตัวเองเล่น จึงเดินหนีไม่สนใจ แต่ก็ไม่ได้ถอดแว่นออก
ั้แ่นั้นมา เวลาออกไปข้างนอกหรืออยู่ต่อหน้าคนอื่น หลี่หรงอี้จะใส่แว่นเอาไว้ตลอดเวลา ในสายตาคนภายนอกเขาดูเหมือนคนสุภาพเรียบร้อย มีแค่คนที่คุ้นเคยเท่านั้นที่รู้ว่าที่จริงแล้วเขาเป็คนที่ไม่ควรไปหาเื่
วันนี้เพื่อนร่วมชั้นที่มหาวิทยาลัยของหลี่หรงอี้มีนัดสังสรรค์ ตอนแรกเขาปฏิเสธไป แต่ก็ถูกเพื่อนในห้องรบเร้าไม่หยุด ในที่สุดก็ต้องพยักหน้าตกลง
เพราะทุกคนต่างบรรลุนิติภาวะกันหมดแล้ว นอกจากอาหารและของกินเล่น บนโต๊ะยังเต็มไปด้วยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลากหลายชนิด มีหลายคนคิดจะมอมเหล้าหลี่หรงอี้ แต่สุดท้ายกลับเป็ฝ่ายที่ถูกมอมจนเมาไม่สติเสียเอง
“ไม่คิดว่านายจะคอแข็งขนาดนี้” เพื่อนผู้ชายคนหนึ่งนั่งลงด้านข้างและเอ่ยปากชวนคุย
“สงสัยเหล้าไม่แรงมั้ง” หลี่หรงอี้ตอบเรื่อยเปื่อย ที่จริงแล้วเหล้าหลายแก้วที่เขาดื่มไปนั้นแรงพอสมควร ถ้าเป็คนทั่วไปคงเมาไปแล้ว
ั้แ่เขาอายุครบสิบแปด บรรดาบอดี้การ์ดตระกูลเหยียนที่ถือว่าตัวเองเป็พี่ใหญ่ ล้วนชวนดื่มเหล้าและมอมเหล้าเขาทุกเย็น บอกว่าเป็การฝึกอย่างหนึ่ง จากตอนแรกที่ดื่มแค่แก้วเดียวก็เมาจนไม่ได้สติ พอเวลาผ่านไปนานวันเข้า ต่อให้ดื่มหมดไปหลายขวดเขาก็ไม่มีทางเมา
“คงอย่างนั้น” เพื่อนร่วมชั้นหัวเราะผสมโรง ก่อนจะเอ่ยปากเสียงเบา “นายมีแฟนหรือยัง?”
“?”
“อย่ามองฉันแบบนั้น แค่มีคนฝากมาถาม...” พูดจบเขาก็มองไปที่หญิงสาวคนหนึ่งตรงมุมห้อง
ผู้หญิงคนนั้นเป็เพื่อนร่วมชั้น และแอบชอบหลี่หรงอี้ แต่เพราะเขาค่อนข้างเก็บตัวและเข้าถึงยาก เธอจึงไม่กล้าสารภาพ ได้แต่ไหว้วานเพื่อนที่สนิทกันให้มาสอบถาม
“ไม่มี” หลี่หรงอี้ตอบออกมาโดยไม่ต้องคิด นอกจากเรียนแล้ว เขายังต้องฝึกฝนและทำหน้าที่บอดี้การ์ด จะเอาเวลาที่ไหนไปมีแฟน
“แล้วคนที่ชอบล่ะ?”
พอถูกถามถึงคนที่ชอบ ไม่รู้ทำไมแผ่นหลังของหัวหน้าถึงแวบเข้ามาในความคิด มันเป็แผ่นหลังและไหล่กว้างที่กันเขาจากอันธพาลเมื่อหลายปีก่อน
ไม่ใช่แค่แผ่นหลัง ตอนนี้ในหัวของหลี่หรงอี้เต็มไปด้วยใบหน้าและคำพูดมากมายของจ้าวอู๋ซวน รวมไปถึงเหตุการณ์แปลก ๆ ที่เกิดขึ้นใน่นี้ด้วย
พอคิดถึงตอนที่ถูกอีกฝ่ายลูบศีรษะ และหัวใจเริ่มเต้นผิดจังหวะ เขาก็รีบสลัดความคิดทั้งหมดทิ้ง ก่อนจะปฏิเสธ
“คนที่ชอบก็…ไม่มี”
“แบบนั้นก็ดี” เพื่อนร่วมชั้นถอนหายใจคล้ายโล่งอก ใบหน้าแฝงแววยินดี
“ถ้านายชอบผู้หญิงคนนั้นก็จีบได้เลย ไม่ต้องกังวล” หลี่หรงอี้เห็นสีหน้าและน้ำเสียงของเพื่อนร่วมชั้นดูแปลกไป คิดว่าอีกฝ่ายอาจจะชอบเพื่อนร่วมชั้นหญิงคนนั้น จึงพูดยืนยันให้ชัดเจน
“ไม่ใช่…อันที่จริงฉันชอบผู้ชาย” ตอนแรกเขารู้สึกกังวลมาก แต่พอได้พูดแล้วก็รู้สึกโล่งใจ
“...”
หลี่หรงอี้ได้ยินเพื่อนสารภาพว่าชอบผู้ชาย ก็หันไปมองอีกฝ่ายด้วยความใ
สมัยนี้การชอบเพศเดียวกันเป็เื่ธรรมดามาก มีผู้ชายหลายคนแต่งงานและอยู่กินกันอย่างเปิดเผย เขาเองก็ไม่ได้รังเกียจหรือต่อต้าน เพียงแต่นี่เป็ครั้งแรกที่ได้ััและรู้สึกว่าเป็เื่ใกล้ตัว
“นายรังเกียจเหรอ?” เพื่อนร่วมชั้นเห็นเขามองด้วยสายตาแปลก ๆ ก็ใจฝ่อ
“เปล่า ไม่ได้รังเกียจ เพียงแค่ใเท่านั้น”
“ที่จริงในสาขาเราก็มีผู้ชายหลายคนที่คบกัน”
หลี่หรงอี้ได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกสนใจ สอบถามเื่ระหว่างคู่รักชายชายด้วยความอยากรู้อยากเห็น เพื่อนร่วมชั้นก็เล่าให้ฟังด้วยความยินดี…
เพราะเมื่อคืนดื่มมากไปหน่อย ทำให้หลี่หรงอี้ตื่นสาย โชคดีที่วันนี้ไม่มีเรียน และเป็วันหยุดของเ้านาย เขาจึงนอนได้อย่างเต็มที่
พอเดินออกมาจากห้องนอนก็เห็นจ้าวอู๋ซวนที่เพิ่งเปิดประตูเข้ามา ทั้งตัวสวมเพียงกางเกงลำลองตัวเดียว ส่วนท่อนบนเปลือยเปล่า เผยให้เห็นแผงอกและหน้าท้องที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม ชวนให้คนรู้สึกอิจฉา
ไม่รู้ทำไมพอเห็นภาพตรงหน้า หลี่หรงอี้ถึงรู้สึกใบหน้าเห่อร้อนขึ้นมา รีบเบนสายตาหลบ
“ทำไมคุณไม่ใส่เสื้อ!”
ต้องเป็เพราะคำพูดของเพื่อนร่วมชั้นเมื่อคืนแน่ ๆ ทำให้เขาคิดอะไรแปลก ๆ
“ฉันเพิ่งออกกำลังกายมา เสื้อเปียกเลยถอดออก” จ้าวอู๋ซวนพูดพลางเดินไปโยนเสื้อในมือใส่ในตะกร้าผ้าด้วยท่าทางไม่แยแส
หลี่หรงอี้คิดจะบอกให้อีกฝ่ายไปใส่เสื้อผ้า แต่ก็พูดไม่ออก ได้แต่เดินหลบเข้าไปในครัวเพื่อชงกาแฟดื่ม
ผู้ชายเหมือนกันมีอะไรต้องอาย ใช่ว่าไม่เคยเห็นคนอื่นถอดเสื้อเสียหน่อย เวลาฝึกกับบอดี้การ์ดคนอื่นก็มีคนถอดเสื้อออกบ่อย
แล้วทำไมต้องมาใจเต้นกับแค่เห็นตาลุงคนหนึ่งถอดเสื้อด้วย!
ขณะที่หลี่หรงอี้กำลังยืนเถียงกับตัวเองในใจอยู่หน้าเคาน์เตอร์ครัวเพื่อชงกาแฟ ก็ััได้ถึงอุณหภูมิร่างกายของคนที่เดินมาหยุดอยู่ที่ด้านหลัง
“ขยับไปหน่อยลุง ที่มีตั้งเยอะมาเบียดทำ...” เขายังไม่พูดไม่จบเสียงก็หยุดชะงัก
มือข้างหนึ่งของผู้ชายด้านหลังยกขึ้นเปิดประตูตู้้าเพื่อหาของบางอย่าง ทำให้ท่อนแขนของอีกฝ่ายเฉียดใบหูเขาไปนิดเดียว ส่วนมืออีกข้างก็ค้ำกับเคาน์เตอร์ครัวอีกฝั่ง กลายเป็ว่าตอนนี้เขาถูกกักอยู่ในอ้อมแขนของผู้ชายด้านหลัง!
“...”
“แค่หยิบของแป๊บเดียว” จ้าวอู๋ซวนพูดพลางหาของบนตู้ต่อ โดยทำเป็ไม่เห็นใบหน้าและใบหูที่แดงก่ำของคนด้านหน้า
“หะ…หาอะไร เดี๋ยวผมหยิบให้” หลี่หรงอี้ที่ถูกกักอยู่ตรงกลางระหว่างเคาน์เตอร์กับชายหนุ่มด้านหลัง พูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเล็กน้อย
“ไม่เป็ไร เจอแล้ว” พูดจบก็ถอยห่างออกไป เพราะกลัวว่าเด็กหนุ่มจะหมดความอดทน ไม่ก็ทนไม่ไหวจนหันมาเตะผ่าหมากตัวเองเข้าให้
“...”
พอเห็นหัวหน้าออกจากห้องครัวไปแล้ว หลี่หรงอี้ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก หัวใจที่เต้นแรงค่อย ๆ สงบลง แต่ในใจยังคงว้าวุ่นไม่หาย
นี่มันไม่ปกติแล้ว!
โปรดติดตามตอนต่อไป
แค่ลูบหัวด้วยความเอ็นดูเท่านั้นแหละเนอะ 55555
อะไรยังไงคะคุณหัวหน้า ทั้งถอดเสื้อโชว์ ทั้งจงใจยืนเบียด นี่คงไม่ได้ตั้งใจจะอ่อยน้องหลี่ของเราใช่ไหมคะ แหมมมมม