รุ่งสางของวันถัดมา
ยามที่แสงตะวันสายแรกสาดส่องทะลุชั้นเมฆ กระทบลงบนหินั์สีแดงเข้มของลานประลองารกร้าง เสียงแตรสังข์โบราณที่ดังกึกก้องก็ดังสะท้านไปทั่วชั้นฟ้า
การประลองใหญ่ของสำนักแห่งดินแดนรกร้างบูรพาที่สิบปีมีหน ได้เปิดฉากขึ้นอย่างเป็ทางการแล้ว!
ผู้ฝึกตนนับแสนคนมารวมตัวกันบนอัฒจันทร์รูปวงแหวน มืดฟ้ามัวดิน บรรยากาศเร่าร้อนจนถึงขีดสุด
ภายในหอคอยลอยฟ้าอันวิจิตรตระการตากลางอากาศ มีเสียงเครื่องดนตรีบรรเลงแว่วมาเลือนราง ราวกับมีเซียนผู้วิเศษนั่งตระหง่านอยู่เหนือหมู่เมฆ ทอดสายตามองลงมายังกลุ่มคนธรรมดาเบื้องล่างที่กำลังต่อสู้เอาเป็เอาตายเพื่อวาสนา
ณ ใจกลางลานประลอง ลานประลองหยกขาวนับร้อยแห่งได้ลอยตัวขึ้นมาแล้ว ค่ายกลป้องกันที่เปล่งประกายแสงวูบวาบครอบคลุมอยู่เบื้องบน
“การประลองใหญ่รอบคัดเลือก รอบที่หนึ่ง เริ่มได้!”
สิ้นเสียงอันชราทว่าน่าเกรงขามที่ดังก้องไปทั่วบริเวณ ผู้คุมกฎระดับสร้างรากฐานนับร้อยคนที่รับหน้าที่เป็ผู้ตัดสินก็พากันเหาะขึ้นไปยังลานประลองของตนเอง แล้วเริ่มประกาศหมายเลขเสียงดังลั่น
“ลานประลองหมายเลขเจ็ด หมายเลขเก้าร้อยสี่สิบเจ็ด ประลองกับ หมายเลขสามพันสองร้อยสิบ!”
เมื่อได้ยินหมายเลขของตนเอง ฉินเฉินที่ยืนอยู่ในเขตพักรอของผู้ฝึกตนอิสระก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น
เขากดหมวกฟางเก่าซอมซ่อบนหัวลงเล็กน้อย ขยับกายะโขึ้นไป ร่อนลงบนลานประลองหมายเลขเจ็ดอย่างแ่เบาราวกับพญาเผิงกางปีก
แทบจะในเวลาเดียวกันนั้น เงาร่างสีแดงเพลิงสายหนึ่งก็พกพาเสียงหัวเราะอันโอหัง ร่วงหล่นกระแทกลงบนลานประลองอีกฝั่งหนึ่งอย่างแรง จนพื้นหยกขาวะเืและส่งเสียงดังทึบๆ ออกมา
“ฮ่าๆๆ! ในที่สุดก็ถึงคิวพี่ใหญ่คนนี้ลงสนามเสียที!”
ผู้ที่มาคือชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่กำยำ ใบหน้าดุดัน สวมเครื่องแบบศิษย์สายในของสำนักอัคคี รอบกายของเขาถูกพันเกี่ยวไปด้วยพลังปราณธาตุไฟอันร้อนระอุ เห็นได้ชัดว่าเป็ผู้ฝึกตนระดับหลอมปราณขั้นสมบูรณ์!
“สำนักอัคคี จางเหยียน!”
ชายหนุ่มร่างกำยำบิดคอไปมาอย่างโอหัง กระดูกส่งเสียงลั่นกรอบแกรบ เขาปรายตามองฉินเฉินอย่างดูแคลน เมื่อเห็นชุดผ้าป่านสีเทาอันซอมซ่อและหมวกฟางที่ปิดบังใบหน้าของฉินเฉิน ก็อดไม่ได้ที่จะแค่นเสียงหัวเราะเยาะออกมา
“ผู้ฝึกตนอิสระบ้านนอกมาจากที่ใดกัน กระทั่งเสื้อผ้าเวทดีๆ สักชุดก็ยังไม่มี ยังจะกล้ามาเข้าร่วมการประลองใหญ่ของสำนักอีกหรือ”
ฉินเฉินยืนนิ่งอยู่กับที่ ไม่เอ่ยสิ่งใด กระทั่งกลิ่นอายก็ถูกเก็บซ่อนเอาไว้จนมิดชิด ดูราวกับคนธรรมดาที่ไร้ซึ่งพลังบำเพ็ญโดยสิ้นเชิง
“แสร้งทำเป็หูหนวกเป็ใบ้หรือ หึ มาเจอข้าจางเหยียน ถือว่าเ้าโชคร้ายก็แล้วกัน!”
จางเหยียนเห็นฉินเฉินไม่สนใจตน ในดวงตาก็ฉายแววแห่งโทสะวาบขึ้น เขาชักดาบฟันม้าสีแดงฉานเล่มกว้างที่สะพายอยู่ด้านหลังออกมาอย่างแรง บนคมดาบลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงอันร้อนแรงในชั่วพริบตา
“เ้าหนุ่ม ฟังให้ดี! วันนี้พี่ใหญ่คนนี้อารมณ์ดี ไม่อยากฆ่าคน ข้าจะออกกระบวนท่าเพียงสามครั้ง หากเ้าสามารถรับกระบวนท่าทั้งสามของข้าได้โดยไม่ตาย ข้าจะเป็ฝ่ายยอมแพ้เอง!”
คำพูดของจางเหยียนนั้นโอหังอย่างยิ่งยวด เรียกเสียงโห่ร้องยินดีจากศิษย์สำนักอัคคีที่อยู่รอบลานประลองได้ในทันที
“ศิษย์พี่จางเก่งกาจ! สามกระบวนท่าจัดการผู้ฝึกตนอิสระนั่นเลย!”
“สามกระบวนท่าหรือ ข้าว่าศิษย์พี่จางฟันลงไปแค่ดาบเดียว เ้าหนุ่มนั่นก็กลายเป็หมูหันแล้วกระมัง!”
ผู้คุมกฎที่เป็ผู้ตัดสินปรายตามองทั้งสองคน ตวัดแขนลงด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ “การประลองเริ่มได้ เป็ตายอยู่ที่ลิขิต์!”
“รับความตายไปซะ! เคล็ดดาบอัคคีผลาญ!”
สิ้นเสียงผู้ตัดสิน จางเหยียนก็แผดเสียงคำรามลั่น ะโลอยตัวขึ้นสูง สองมือกำดาบแน่น ถ่ายเทพลังปราณระดับหลอมปราณขั้นสมบูรณ์ลงสู่ตัวดาบอย่างไม่ปิดบัง กลายเป็ปราณดาบเปลวเพลิงขนาดั์ยาวหลายจั้ง พกพาความร้อนระอุ ฟาดฟันลงกลางกระหม่อมของฉินเฉินอย่างดุดัน!
อานุภาพของดาบนี้รุนแรงอย่างยิ่งยวด ต่อให้เป็ผู้ฝึกตนระดับหลอมปราณขั้นสมบูรณ์ด้วยกัน ก็ยังไม่กล้ารับเอาไว้ตรงๆ
ทว่า เมื่อเผชิญกับดาบที่ฟาดฟันลงมาอย่างดุดันนี้ ฉินเฉินกลับยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ ไม่ขยับเขยื้อน กระทั่งปลายนิ้วก็ยังไม่ยกขึ้นมา
“เ้าหนุ่มนี่ใจนเสียสติไปแล้วหรือ”
“จบเห่แล้ว โดนผ่าครึ่งร่างแน่ๆ!” เหล่าผู้ฝึกตนอิสระบนอัฒจันทร์พากันส่ายหน้าถอนหายใจ
ในเสี้ยววินาทีที่ปราณดาบเปลวเพลิงกำลังจะัักับหมวกฟางบนหัวของฉินเฉินนั้นเอง!
ในที่สุดฉินเฉินก็ขยับตัว
เขาไม่ได้ดึงธงวายุทมิฬที่เอวออกมา และไม่ได้ใช้วิชายุทธ์ที่วิจิตรพิสดารอันใด
เขาทำเพียงแค่ยกหมัดขวาขึ้นมาอย่างง่ายดาย ปล่อยหมัดสวนขึ้นไปรับปราณดาบเปลวเพลิงที่พุ่งทะยานลงมาอย่างไม่ยี่หระ
ไร้ซึ่งการปลดปล่อยพลังปราณ มีเพียงพลังกายอันบริสุทธิ์ถึงขีดสุดเท่านั้น!
ตูม——!!!
กำปั้นและปราณดาบเปลวเพลิงเข้าปะทะกัน ก่อให้เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
ท่ามกลางสายตาอันตื่นตระหนกสุดขีดของจางเหยียน ปราณดาบอัคคีที่เขาภาคภูมิใจและมากพอจะตัดเหล็กกล้าให้ขาดสะบั้นได้ กลับแตกร้าวเป็ชิ้นๆ ราวกับกระจกที่เปราะบางในวินาทีที่ปะทะกับกำปั้นนั้น กลายเป็ประกายไฟปลิวว่อนกระจายไปทั่วสารทิศ!
“อันใดกัน?!”
จางเหยียนลูกตาแทบจะถลนออกมานอกเบ้า ภายในหัวขาวโพลนไปหมด
ทว่าพลังหมัดของฉินเฉินกลับไม่ได้หยุดลงแค่นั้น
หลังจากทำลายปราณดาบจนแหลกสลาย หมัดที่ดูแสนจะธรรมดานั้น ก็พกพาพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่พร้อมจะทำลายล้างทุกสิ่ง กระแทกเข้ากับดาบฟันม้าเล่มกว้างของจางเหยียนอย่างจัง
กร๊อบ!
พร้อมกับเสียงโลหะหักสะบั้นอันแสนบาดหู ดาบฟันม้าที่เป็ถึงอาวุธเวทระดับกลางอันมีมูลค่าไม่น้อย กลับถูกทุบจนหักออกเป็สองท่อนอย่างง่ายดาย!
อานุภาพที่หลงเหลืออยู่ของพายุหมัดไม่ได้ลดน้อยลงเลย มันพุ่งเข้ากระแทกหน้าอกของจางเหยียนอย่างถนัดถนี่
“พรวด——”
จางเหยียนกระทั่งเสียงร้องโหยหวนยังไม่ทันได้เปล่งออกมา กระดูกหน้าอกก็ยุบตัวลงในพริบตา ร่างทั้งร่างของเขาราวกับลูกปืนใหญ่ที่ถูกยิงออกไป กลายเป็เงาสีแดงเพลิงสายหนึ่งลอยละลิ่วถอยหลังไป กระแทกเข้ากับค่ายกลป้องกันบริเวณขอบลานประลองอย่างรุนแรง
“ปัง!”
ค่ายกลป้องกันสั่นะเือย่างหนัก ก่อให้เกิดระลอกคลื่นกระเพื่อมเป็วงๆ ที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
จางเหยียนไถลร่วงลงมาจากม่านแสงค่ายกลราวกับโคลนเหลวๆ กระอักเืออกมาหลายคำ ก่อนจะสลบเหมือดไปในทันที
สังหารในพริบตา!
เพียงหมัดเดียวเท่านั้น!
หมัดเดียวทำลายปราณดาบ หักอาวุธเวท และทำลายศิษย์สายในของสำนักระดับหลอมปราณขั้นสมบูรณ์ผู้หนึ่งจนพ่ายแพ้ยับเยิน!
บริเวณรอบลานประลองหมายเลขเจ็ดที่เมื่อครู่นี้ยังอึกทึกครึกโครม บัดนี้กลับตกอยู่ในความเงียบสงัดราวกับป่าช้าในพริบตา
ทุกคนต่างมีสภาพราวกับเป็ดที่ถูกบีบคอ อ้าปากค้าง ทว่ากลับไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะเหล่าศิษย์สำนักอัคคีที่เมื่อครู่นี้ยังส่งเสียงเชียร์จางเหยียน บัดนี้แต่ละคนล้วนหน้าซีดเผือดราวกับสูญเสียญาติผู้ใหญ่
นี่มันพลังกายของตัวประหลาดอันใดกัน!
เวลาผ่านไปเต็มๆ กว่าสิบพรูลมหายใจ ผู้คุมกฎที่เป็ผู้ตัดสินซึ่งยืนอยู่ริมลานประลองจึงได้สติกลับมา เขาปรายตามองจางเหยียนที่ไร้การตอบสนอง ก่อนจะหันไปมองฉินเฉินที่ยืนนิ่งอยู่กับที่โดยที่ชายเสื้อไม่แม้แต่จะยับย่น แล้วลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
“ละ... ลานประลองหมายเลขเจ็ด หมายเลขเก้าร้อยสี่สิบเจ็ด ชนะ!”
เมื่อการประกาศของผู้ตัดสินสิ้นสุดลง ในที่สุดบนอัฒจันทร์ก็ปะทุเสียงฮือฮาดังกึกก้องราวกับูเาถล่มคลื่นั์ซัดสาด
“์! หมัดเดียว! หมัดเดียวจริงๆ ด้วย!”
“นั่นมันศิษย์สายในของสำนักอัคคีเลยนะ! ระดับหลอมปราณขั้นสมบูรณ์เชียวนะ! ถูกซัดปลิวอย่างง่ายดายปานนี้เลยหรือ”
“ผู้ฝึกตนอิสระผู้นี้เป็ผู้ใดกันแน่ พลังกายระดับนี้ ต่อให้เป็ผู้ฝึกกายาระดับสร้างรากฐานก็ทำได้เพียงเท่านี้กระมัง!”
ฉินเฉินไม่สนใจเสียงร้องอุทานรอบกาย เขาชักกำหมัดกลับมาอย่างราบเรียบ หันหลังเดินลงจากลานประลอง สำหรับพลังบำเพ็ญระดับสร้างรากฐานขั้นปลายของเขาในตอนนี้ และร่างกายที่ได้รับการปรับเปลี่ยนจากกายากลืน์ การสู้กับระดับหลอมปราณ ก็ไม่ต่างอันใดกับการตบยุงให้ตายเลยจริงๆ
ทว่าในเวลานี้ ณ พื้นที่บนอัฒจันทร์ที่สำนักชิงอวิ๋นนั่งอยู่
ผู้าุโหลี่กำที่วางแขนของเก้าอี้แน่น เล็บจิกลึกลงไปในเนื้อไม้ สีหน้ามืดครึ้มจนแทบจะบีบน้ำออกมาได้
“พลังกายของเ้าหนุ่มนี่... เหตุใดถึงได้แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ หรือว่าสุดยอดของวิเศษแห่งแดนมารที่อยู่บนร่างมัน จะเอาไว้ใช้ขัดเกลาร่างกาย”
ฉู่เสวียนที่นั่งอยู่ข้างกายเขา พัดพับจีบที่โบกสะบัดอยู่ในมือก็หยุดชะงักลงเช่นกัน
เขาหรี่ดวงตาเรียวยาวลงเล็กน้อย จับจ้องไปยังแผ่นหลังของฉินเฉินที่เดินจากไป มุมปากยกขึ้นเป็รอยยิ้มเ็าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสนใจ
“พลังกายล้วนๆ งั้นหรือ น่าสนใจดีนี่”
“ทว่า หากนี่คือไพ่ตายของเ้าละก็ เมื่ออยู่ต่อหน้าเคล็ดกระบี่ชิงอวิ๋นของข้า ก็เป็ได้เพียงกองเนื้อเน่าเปื่อยที่ทนทานต่อการฟันสักหน่อยเท่านั้น”
ฉู่เสวียนแค่นเสียงเ็า กางพัดพับจีบออกอีกครั้ง “หวังว่าเ้าจะรอดชีวิตไปจนถึงรอบที่ได้พบกับข้าได้นะ อย่าทำให้ข้าต้องผิดหวังเสียล่ะ”