“นี่แล้วก็อย่าแพร่งพรายกับใครเื่ที่หนูหายไปที่ไหนมานะคะรวมถึงเื่ความสามารถของหนูด้วย หนูไม่อยากให้มีปัญหาตามมาน่ะ” หลังจากได้ลิ้มรสเป็ดปักกิ่งและขนมที่แสนคิดถึงจนหนังท้องตึงแล้วหลินเยว่ซิงก็กล่าวขึ้นเพราะเพิ่งนึกได้
“ได้สิ พ่อรับปาก”หลินหนิงเฉิงกล่าวรับอย่างไม่มีเงื่อนไข
“แน่นอน แม่เข้าใจ” หลินลู่เสียนพยักหน้าเห็นด้วย
“ทำไมล่ะครับ พี่เยว่ซิง พี่เก่งขนาดนี้มันน่าเสียดายจะตายหากไม่ประกาศให้โลกรู้น่ะ”หลินเยี่ยนเจ๋อไม่เห็นด้วย เขารู้สึกว่าพี่สาวของเขาเท่และเก่งกว่าเมื่อก่อนมากโขน่าอวดจะตายไป
เปี๊ยะ!
“โอ๊ย!”
“นี่แน่ะ! งี่เง่า ไร้สาระดีนักหัวของนายมีไว้กั้นหูหรือไงถึงได้ไม่รู้จักคิด”หลินเยว่ซิงใช้นิ้วดีดเข้าที่ติ่งหูของน้องชายแล้วบ่นยืดยาว
“นายคิดว่าจะมีปัญหาตามมามากขนาดไหนหากมีคนรู้กันไปทั่วน่ะพี่ไม่อยากดูเหมือนเป็คนบ้าในสายตาของพวกเขานะ ยิ่งรู้เยอะก็ยิ่งวุ่นวายหากพวกเขาจะรู้เพราะเหตุบังเอิญพี่ก็ไม่ใส่ใจนักหรอกแต่จำเป็หรือที่เราต้องประกาศเรียกหาความวุ่นวายเ่าั้ให้ตัวเองน่ะ”หลินเยว่ซิงบ่นน้องชาย ส่งสายตาดุ
หลินเยี่ยนเจ๋อลูบหู สูดปากเพราะความเจ็บ“พี่เยว่ซิงมือหนักชะมัด ใบหูผมแทบจะกระเด็นแน่ะ”
“ฮึ สมน้ำหน้า” หลินเย่ซิงกล่าว
“แหม พี่เยว่ซิงนี่ละก็ จริงจังไปได้ ผมแค่พูดเล่นเอง”หลินเยี่ยนเจ๋อแก้ตัว
“แต่เอาจริงๆนะพี่หากพวกเขาไม่รู้เื่พลังที่เหนือธรรมชาติของพี่มันก็ไม่น่ามีปัญหาอะไรหรอกแต่ความสามารถของพี่เนี่ยถ้าปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ เพราะกลัววุ่นวายมันก็น่าเสียดายมากๆ เลยนะ เพราะความสามารถบางอย่างของพี่ จะช่วยหาเงินได้เยอะแน่ๆเลย พี่ว่างั้นไหมล่ะ ยิ่งตอนนี้...” หลินเยี่ยนเจ๋อกำลังจะพูดต่อแต่ถูกหลินลู่เสียนพูดขัดขึ้นเสียก่อน
“เสี่ยวเจ๋อ! พอแล้ว” หลินลู่เสียนพูดขัดเสียงดังทำให้หลินเยว่ซิงขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย
“มีอะไรกันหรือคะคุณแม่” หลินเยว่ซิงถาม
“ไม่มีอะไรหรอก แล้วเื่เรียนของลูกล่ะลูกจะกลับไปเรียนต่อไหม” หลินลู่เสียนปฏิเสธที่จะตอบและเปลี่ยนเื่พูดทันที
“หนูหายไปจากมหาวิทยาลัยกลางคันตั้งปีครึ่งแล้วตอนนี้หนูคิดว่าจะทิ้งไปก่อนก็แล้วกันค่ะ อย่างน้อยหนูก็จบปริญญาตรีแล้วส่วนปริญญาโทที่เรียนค้างไว้ หากอยากเรียนก็ไปเริ่มใหม่น่าจะดีกว่าค่ะ”หลินเยว่ซิงตอบ
“เอาแบบนั้นก็ได้” หลินลู่เสียนยอมรับความคิดเห็นของลูกสาว
“ว่าแต่ เื่ที่เสี่ยวเจ๋อพูดค้างไว้ล่ะคะมีเื่อะไรหรือคะ” หลินเยว่ซิงไม่ยอมปล่อยผ่าน
“ไม่มีอะไรหรอกลูก ลูกเพิ่งกลับมาเหนื่อยๆน่าจะพักผ่อนให้สบายใจก่อน” หลินลู่เสียนบ่ายเบี่ยง
“คุณพ่อ มีเื่อะไรกันหรือคะ บอกหนูมาเถอะค่ะมีอะไรเราจะได้ช่วยกันคิด ยิ่งมาบอกให้หนูพักทั้งที่หนูไม่รู้เื่อะไรเลยแบบนี้หนูจะพักแบบสบายใจได้หรือคะ” หลินเยว่ซิงเปลี่ยนเป้าสายตาไปที่บิดาแทน
“เอ่อ..” หลินหนิงเฉิงเหลือบมองภรรยาอย่างเกรงใจคิดว่าจะบอกดีหรือไม่
“คุณแม่คะ” หลินเยว่ซิงเห็นสายตาของบิดาเธอจึงหันไปเรียกมารดาส่งสายตาขอร้องผสมกับคาดคั้น
“ก็ได้ๆ เข้าใจแล้ว” หลินลู่เสียนกล่าวอย่างยอมแพ้
“ก็ไม่มีอะไรมากหรอกแค่ร้านอาหารของแม่ถูกเ้าของตึกที่แม่เช่า ขายตึกไปเมื่อประมาณสี่เดือนที่แล้วน่ะตอนนี้ร้านอาหารของแม่ก็เลยปิดกิจการ” หลินลู่เสียนกล่าว
“อ้าวแล้วคุณแม่ได้ไปคุยกับเ้าของคนใหม่เพื่อขอเช่าต่อหรือยังคะ” หลินเยว่ซิงถาม
“ไปแล้วแต่เขาบอกว่าจะทุบตึกทิ้งเพื่อสร้างศูนย์การค้าน่ะ” หลินลู่เสียนพยักหน้าแล้วตอบ
“แม่ลองไปเช่าที่อื่นแล้วเปิดขาย แต่ผลตอบรับไม่ค่อยดีเพราะมีร้านคู่แข่งหลายรายทั้งรายเก่าและรายใหม่น่ะ ขาดทุนไปเยอะพอสมควรเงินเก็บก็ร่อยหรอ แม่จึงหยุดกิจการเพื่อตั้งหลักก่อน หยุดมาได้เกือบเดือนแล้วละตอนนี้รายได้หลักก็มาจากเงินเดือนของพ่อน่ะ ลูกไม่สังเกตหรือว่าพอลูกกลับมาบ้านปุ๊บลูกก็ได้เจอแม่ปั๊บเลย นั่นก็เพราะแม่ไม่ได้ออกไปทำงานนอกบ้านแล้วไงเล่า”หลินลู่เสียนตอบด้วยสีหน้ากลุ้มใจ
แม้จะยังพอมีเงินเก็บบ้างถ้าใช้อย่างประหยัดก็ยังพออยู่ได้เงินเดือนในตำแหน่งหัวหน้าของหลินหนิงเฉิงในบริษัทขนาดกลางก็ไม่ได้แย่ แต่หากรายได้มีทางเดียวร่วมกับกิจการร้านอาหารของหลินลู่เสียนขาดทุนอย่างต่อเนื่องหากยังเป็เช่นนี้ต่อไปครอบครัวหลินคงจะลำบากหลินลู่เสียนจึงตัดสินใจหยุดกิจการก่อน อย่างน้อยก็ไม่ต้องชักทุน
หลินเยว่ซิงนิ่งไป เมื่อได้ทราบถึงปัญหาของครอบครัวเธอแม้จะไม่ถึงกับเป็ปัญหาเร่งด่วน เพราะยังพอมีเงินเก็บอยู่ แต่ถ้าไม่หาทางแก้ไขต่อไปต้องลำบากแน่ ถึงแม้ครอบครัวเธอจะไม่ได้ร่ำรวยแต่เธอก็ไม่เคยอยู่แบบลำบากแล้วเธอก็ไม่อยากได้รับประสบการณ์แบบนั้นด้วย
‘ก็อย่างที่เสี่ยวเจ๋อบอกนั่นแหละนะฉันมีความรู้และทักษะขนาดนี้ หากไม่ใช้ก็คงน่าเสียดาย’ หลินเยว่ซิงคิด
“คุณแม่ คุณพ่อไม่ต้องกังวลเื่รายได้นะคะเดี๋ยวหนูคิดหาวิธีก่อน ปล่อยให้เป็หน้าที่ของหนูเอง ไว้ใจได้เลยค่ะ”หญิงสาวยิ้มอ่อนขณะกล่าว เพื่อเรียกความมั่นใจของพ่อแม่ของเธอ
“แน่นอน ลูกสาวพ่อเก่งมาแต่ไหนแต่ไรพ่อไว้ใจลูกอยู่แล้ว” หลินหนิงเฉิงยิ้มกล่าวให้กำลังใจลูกสาว
“ต่อไปคงต้องฝากให้เสี่ยวซิงของเราดูแลเสียแล้วสิ”หลินลู่เสียนกล่าวและยิ้มด้วยสีหน้าหยอกล้อเหมือนตอนที่หลินเยว่ซิงยังเป็เด็กเพื่อให้ลูกสาวของเธอสบายใจ แม้ว่าั์ตาจะยังมีร่องรอยของความกังวล
หลินเยว่ซิงนึกถึงอัญมณีที่มีค่าในกำไลมิติแล้วรู้สึกเสียดาย ไม่ใช่เสียดายหากต้องขาย แต่เสียดายที่ ในแดนบำเพ็ญเพียรอัญมณีจะมีสองแบบคือแบบสำหรับใช้ประดับสวยๆ เหมือนที่มีอยู่ในโลกปัจจุบันนี้กับแบบที่มีพลังิญญา มันสามารถช่วยเพิ่มพลังการบ่มเพาะได้ซึ่งพลังิญญาจะมีมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับสีของอัญมณีด้วยและหลังจากที่ดูดซับพลังแล้ว อัญมณีเ่าั้ก็จะแตกสลายกลายเป็ผงไปและเพราะไม่คิดว่าเธอจะมีโอกาสได้กลับมายังโลกยุคปัจจุบันเธอจึงแทบจะไม่เก็บอัญมณีธรรมดาเ่าั้มาให้รกพื้นที่มิติของเธอเลย
“เป็อะไรหรือลูก ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ” หลินลู่เสียนถามเมื่อเห็นสีหน้าเสียดายสุดพลังของลูกสาว
“เฮ้อ~” หลินเยว่ซิงถอนหายใจลากยาวก่อนที่จะหยิบอะไรบางอย่างจากกำไลมิติของเธอมาวางบนโต๊ะ
กึก กึก
เสียงเหมือนก้อนหินถูกวางเบาๆ ลงบนโต๊ะทุกคนมองไปที่มัน จากนั้นทุกคนก็ตาโตอ้าปากค้าง หลินลู่เสียนยกมือทั้งสองข้างขึ้นปิดปาก
หินสองก้อนตรงหน้าแท้จริงแล้วมันคือมรกตสีเขียวเข้มแต่เนื้อใสก้อนใหญ่ มีน้ำหนักประมาณครึ่งกิโลกรัมและอีกก้อนคือทับทิมสีแดงเข้มราวกับเืนกพิราบแต่เนื้อผิวใสสะอาดมีขนาดใหญ่กว่ามรกตเกือบสองเท่า หากน้ำหนักไม่ถึงหนึ่งกิโลกรัมก็คงเกือบจะถึงแล้วอัญมณีทั้งสองชนิดนี้ยังไม่ผ่านการเจียระไน แต่ก็ไม่มีเศษหินติดอยู่เลย
“นะ นะ นี่มัน...”ในที่สุดหลินหนิงเฉิงก็เปล่งเสียงออกมา
“มันคือมรกตกับทับทิมดิบค่ะหนูสกัดเอาพวกหินที่ห่อหุ้มพวกมันไว้ออกหมดแล้ว” หลินเยว่ซิงตอบเสียงเรียบทั้งที่ใบหน้ายังเศร้าเพราะความเสียดาย
“แล้วทำไมพี่เยว่ซิงถึงทำหน้าแบบนั้นล่ะครับแม้ว่าผมไม่รู้ว่าถ้าเราเอาไปขายจะได้ราคาเท่าไรแต่ผมคิดว่ามันต้องขายได้ราคาแพงมากแน่ๆ” หลินเยี่ยนเจ๋อถามด้วยความสงสัยตอนนี้เขารู้สึกถึงความกระเป๋าตุงแล้ว
“ก็เพราะว่าที่นั่นมีอัญมณีพวกนี้เยอะมากแต่สำหรับผู้ฝึกตนแล้วมันไม่ได้มีค่าอะไรมากไปกว่าหินสวยๆ เท่านั้นน่ะสิส่วนมากเราจะเลือกเก็บอัญมณีที่มีพลังิญญากันน่ะ เพราะเอาไปใช้เพิ่มระดับพลังได้บางครั้งเวลา้าแลกของดีๆหายากก็อาจจะใช้อัญมณีพลังิญญาเ่าั้ไปแลกได้ด้วยเ้าหินสองก้อนนี่พี่ก็แค่ตั้งใจว่าจะเอามาทำอะไรเล่นสวยๆ เท่านั้นเองเพราะเห็นว่ามันเป็สีเขียวและสีแดง ซึ่งสีมันดูดีเข้ากับพลังธาตุของพี่เท่านั้นไม่งั้นก็คงไม่เก็บมาให้รกหรอก” หลินเยว่ซิงกล่าว
“นี่พี่ใช้คำว่าเก็บมาให้รกเหรอ”หลินเยี่ยนเจ๋อรู้สึกเหมือนถูกตีหัว
“อือ ก็มันไม่มีประโยชน์อะไรนี่นานอกจากสวยไปวันๆถ้าจะเก็บของพวกนี้สู้ไปเก็บพวกสมุนไพริญญายังจะดีเสียกว่าก็ไม่รู้นี่นะว่าพี่จะได้กลับมาที่นี่ไม่อย่างนั้นก็คงจะเก็บพวกมันมาอย่างน้อยสักครึ่งพื้นที่ของทั้งหมด”หลินเยว่ซิงกล่าวตาละห้อยอย่างรู้สึกเสียดาย
ทุกคนเข้าใจความรู้สึกของหลินเยว่ซิงแล้วไม่แปลกเลยที่เธอจะทำหน้าละห้อยแบบนั้น
“ถ้างั้นแสดงว่าพี่มีก้อนหิน ‘ไร้ค่า’ เพียงแค่นี้สินะ”หลินเยี่ยนเจ๋อเน้นคำให้คนฟังรู้สึกเจ็บใจยิ่งขึ้นไปอีก
“อือ” หลินเยว่ซิงพยักหน้ารับ
หลินเยว่ซิงนึกถึงอัญมณีอีกจำนวนหนึ่งที่วางอยู่ในกำไลมิติมันมีขนาดเล็กกว่า เพียงกำปั้นเด็กเท่านั้น แต่ก็สวยกว่ามากมันคืออัญมณีพลังิญญา ตอนนี้มันเหลือไม่ถึงสิบก้อนแล้ว หากไม่จำเป็จริงๆเธอก็ไม่คิดที่จะนำพวกมันออกมาขายเลย
“เอาเถอะ เอาเถอะเพียงแค่นี้พวกเราก็ขายได้เงินมากแล้ว” หลินลู่เสียนกล่าว
“หากเอาไปเจียระไนน่าจะขายได้ราคาดีกว่านะ”หลินหนิงเฉิงกล่าวกับภรรยา
“แต่มันก็ต้องหาคนเจียระไนที่ไว้ใจได้ด้วย”หลินลู่เสียนออกความเห็น
จากนั้นหลินหนิงเฉิงและหลินลู่เสียนก็ปรึกษากันว่าจะจัดการกับมรกตและทับทิมดิบสองก้อนนี้อย่างไรดีเมื่อเห็นสามีภรรยาปรึกษากัน พี่สาวและน้องชายจึงขอตัวไปพักผ่อน
“โอ้โห ห้องของฉันสะอาดมากทุกอย่างเก็บไว้อย่างเป็ระเบียบอยู่ที่เดิมของมันหมดเลย”หญิงสาวมองห้องนอนของตนเองแล้วรู้สึกพอใจและตื้นตันนี่แสดงว่าทุกคนรักและเอาใจใส่เธอมาก แม้เธอจะไม่อยู่ที่บ้านมานานถึงหนึ่งปีครึ่งพวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอจะกลับมาเมื่อไร และจะกลับมาหรือไม่แต่ห้องของเธอก็เตรียมพร้อมให้เธอกลับมาพักได้ตลอดเวลา
หลินเยว่ซิงยิ้มบางๆล้มตัวลงนอนบนเตียงกอดตุ๊กตาตัวโปรดด้วยความคิดถึงนึกถึงภาพเหตุการณ์ในอดีตตอนที่เธอเคยใช้ห้องนี้ในการพักผ่อน ทำการบ้านคุยโทรศัพท์เล่นกับเพื่อน และทำกิจกรรมอื่นๆ
หลังจากนอนเล่นอยู่พักใหญ่หญิงสาวก็ลุกขึ้นมาเปิดตู้เสื้อผ้าสำรวจ แล้วคว้าผ้าขนหนูเดินเข้าห้องน้ำ ฮัมเพลง