แอบแซ่บ ผัวเพื่อน

    ตอนที่ 16: เหยื่อรายใหม่


    กลิ่นอายของเครื่องจักร หยาดเหงื่อแรงงาน และไอร้อนที่แผ่ซ่านมาจากกระบวนการผลิต ผสมผสานกับความเย็นเฉียบของเครื่องปรับอากาศในโซนผู้บริหาร เป็นความแตกต่างที่ฉันมักจะใช้เวลาขบคิดวิเคราะห์อยู่เสมอ ในฐานะนักจิตวิทยาประจำโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่แห่งนี้ หน้าที่หลักของฉันคือการประเมินสภาพจิตใจของพนักงาน รับฟังปัญหา และทำให้แน่ใจว่าฟันเฟืองทุกตัวขององค์กรจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทว่า... นั่นเป็นเพียง 'หน้ากาก' แสนสวยงามที่ฉันสวมใส่เพื่อใช้ชีวิตในสังคมที่เต็มไปด้วยความจอมปลอมและหน้าซื่อใจคดแห่งนี้เท่านั้น

    ความจริงแล้ว ที่นี่คือสนามเด็กเล่นแห่งใหม่ของฉัน ห้องทดลองขนาดมหึมาที่เต็มไปด้วยหนูตะเภาหลากหลายรูปแบบให้ฉันได้ศึกษาพฤติกรรม สันดานดิบ และตัณหาที่ถูกซุกซ่อนไว้ภายใต้เสื้อช็อปเปื้อนคราบน้ำมัน หรือแม้กระทั่งสูทราคาแพงของผู้บริหารระดับสูง

    วันนี้ฉันเลือกสวมชุดทำงานที่ดูเรียบร้อย มิดชิด แต่กลับแฝงไว้ด้วยความอันตรายในทุกอณู เสื้อเชิ้ตผ้าไหมสีครีมเนื้อนุ่มแนบไปกับสรีระ เผยให้เห็นร่องรอยความอวบอิ่มที่ซ่อนอยู่ภายในอย่างมีจินตนาการ สวมทับด้วยเบลเซอร์สูทเข้ารูปสีดำสนิทที่เน้นทรวดทรงองค์เอวให้ดูคอดกิ่ว กระโปรงทรงสอบยาวคลุมเข่าแต่ผ่าหลังลึกพอให้เห็นความขาวเนียนของเรียวขาในทุกจังหวะการก้าวเดิน รองเท้าส้นสูงสามนิ้วสีดำช่วยเพิ่มความสง่างามและส่งเสียงสะท้อนเป็นจังหวะหนักแน่นยามก้าวเดินไปตามโถงทางเดิน ทุกอย่างถูกคำนวณมาอย่างดี แม้กระทั่งกลิ่นน้ำหอมดอกไม้ราตรีที่ฉันแต้มบางๆ ที่ซอกคอและข้อมือ มันเป็นกลิ่นที่เย้ายวน ลึกลับ และกระตุ้นสัญชาตญาณดิบของผู้ชายได้อย่างแยบยล

    ฉันเดินตรวจตราผ่านไลน์ผลิต เสียงเครื่องจักรดังกึกก้อง สายตาหลายคู่ของพนักงานชายจับจ้องมาที่ฉัน ทั้งชื่นชม หลงใหล และหิวกระหาย แต่ฉันทำเพียงแค่ส่งยิ้มบางๆ อย่างเป็นมิตร ยิ้มแบบนักจิตวิทยาแสนดีที่พร้อมจะรับฟังทุกคน ทว่าเป้าหมายที่แท้จริงของฉันในวันนี้ไม่ใช่พนักงานระดับปฏิบัติการพวกนี้หรอก... แต่เป็น 'คุณพงษ์' ผู้จัดการฝ่ายผลิตชายวัยสี่สิบต้นๆ ที่กำลังยืนคุมงานอยู่อีกฟากหนึ่งต่างหาก

    คุณพงษ์เป็นผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ ไหล่กว้าง หน้าตาคมเข้มแบบชายไทยแท้ แม้จะมีร่องรอยของวัยและริ้วรอยแห่งความเครียดจากการทำงาน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขามีแรงดึงดูดทางเพศแบบดิบเถื่อนที่ซ่อนอยู่ใต้มาดผู้จัดการจอมเฮี้ยบ ฉันรู้มาว่าเขามีครอบครัวแล้ว ภรรยาเป็นแม่บ้านที่ดูแลลูกสองคนอยู่ที่บ้าน... ช่างเป็นโปรไฟล์ที่สมบูรณ์แบบสำหรับการเป็น 'เหยื่อ' ของฉันจริงๆ ผู้ชายที่เพียบพร้อม มีครอบครัวแสนอบอุ่น แต่ลึกๆ แล้วโหยหาความตื่นเต้นเร้าใจเพื่อเติมเต็มอีโก้และความเป็นชายของตัวเอง

    ขณะที่ฉันเดินผ่านโซนที่เขายืนอยู่ ฉันจงใจทอดน่องให้ช้าลงเล็กน้อย ปรับองศาการเดินให้สะโพกพลิ้วไหวอย่างเป็นธรรมชาติแต่ดึงดูดสายตา ฉันรับรู้ได้ถึงสายตาคมกริบของคุณพงษ์ที่ตวัดมองมา เขาแสร้งทำเป็นตรวจเช็กเอกสารในมือ แต่สายตาของเขากลับเหลือบมองรอยผ่าของกระโปรงและทรวดทรงที่เด่นชัดภายใต้ชุดสูทของฉันอย่างไม่วางตา

    ฉันแกล้งทำเป็นไม่เห็นการลอบมองนั้น ปล่อยให้ความปรารถนาในใจของเขาค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน การจะจับเหยื่อตัวโต ไม่จำเป็นต้องวิ่งไล่ตามให้เหนื่อย เพียงแค่วางเหยื่อล่อให้ถูกจุด แล้วรอให้เขาเดินเข้ามาติดกับดักเอง... นั่นแหละคือศิลปะแห่งการยั่วยวนที่แท้จริงที่ฉันเชี่ยวชาญ

    เมื่อเดินพ้นไลน์ผลิตออกมาสู่โถงทางเข้าชั้นออฟฟิศ บรรยากาศก็เปลี่ยนเป็นความเงียบสงบ แสงไฟนีออนสว่างจ้าสะท้อนพื้นกระเบื้องยางขัดมัน ฉันหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กขึ้นมาจดรายละเอียดบางอย่างเกี่ยวกับการประเมินพนักงานเพื่อบังหน้า

    "สวัสดีครับคุณหมอพราว วันนี้มาตรวจไลน์ผลิตแต่เช้าเลยนะครับ"

    เสียงทุ้มที่แฝงไปด้วยความประหม่าดังขึ้น ทำให้ฉันเงยหน้าขึ้นจากสมุดบันทึก เดช รปภ. หนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ ที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่นานยืนทำความเคารพฉันด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ ใบหน้าอ่อนเยาว์ของเขามีสีระเรื่อขึ้นเล็กน้อยเมื่อสบตาฉัน

    "สวัสดีจ้ะเดช วันนี้อากาศข้างในค่อนข้างอ้าวนะ ทำงานเหนื่อยไหม" ฉันตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและรอยยิ้มหวานหยดย้อย ปรับโทนเสียงให้ดูอบอุ่นและเป็นกันเองที่สุดเท่าที่จะทำได้

    "มะ... ไม่เหนื่อยครับคุณหมอ" เดชตอบตะกุกตะกัก สายตาของเขาล่อกแล่ก ไม่กล้ามองต่ำลงมาจากใบหน้าของฉัน แต่ฉันรู้ดีว่าจินตนาการของเด็กหนุ่มคนนี้กำลังเตลิดเปิดเปิงไปถึงไหนต่อไหน

    "เห็นคุณหมอเดินตรวจงานเหนื่อยๆ รับน้ำเย็นสักขวดไหมครับ เดี๋ยวผมไปกดให้" เดชอาสาด้วยความกระตือรือร้น

    "ไม่เป็นไรจ้ะ ขอบใจมากนะเดช... ว่าแต่ ช่วงนี้เหตุการณ์ในโรงงานปกติเรียบร้อยดีไหม มีเรื่องอะไรให้พี่ต้องกังวลหรือเปล่า" ฉันถามหยั่งเชิงพร้อมกับขยับตัวเข้าไปใกล้เขาอีกนิด กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ของฉันลอยไปแตะจมูกเขาจนเดชเผลอสูดลมหายใจเข้าลึก

    เดชลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะมองซ้ายมองขวาแล้วลดเสียงลงกระซิบ "ก็ไม่มีอะไรผิดปกติหรอกครับคุณหมอ... เอ้อ แต่ว่า... ช่วงนี้ผู้จัดการพงษ์แกแปลกๆ ไปนะครับ"

    "แปลกยังไงหรือจ๊ะ?" ฉันแสร้งทำตาโตด้วยความประหลาดใจ ทั้งที่ในใจกำลังลอบยิ้มอย่างพึงพอใจ

    "ก็... แกชอบมาถามผมบ่อยๆ น่ะครับ ว่าคุณหมอพราวจะลงมาตรวจไลน์ผลิตวันไหนบ้าง เข้างานกี่โมง เลิกงานกี่โมง... บางทีแกก็มายืนด้อมๆ มองๆ แถวนี้ตอนที่คุณหมอเดินผ่านด้วยนะครับ ผมว่าแกน่าจะ... เอ้อ... ชื่นชมการทำงานของคุณหมอน่ะครับ" เดชรีบแก้ตัวให้ผู้จัดการของเขาในตอนท้าย แต่ใบหน้าที่แดงซ่านก็บ่งบอกได้ดีว่าเขารู้ว่าเจตนาที่แท้จริงของพงษ์คืออะไร

    "ตายจริง... คุณพงษ์เขาคงเป็นห่วงเรื่องการประเมินสุขภาพจิตของลูกน้องน่ะจ้ะ ไม่มีอะไรหรอก" ฉันตอบกลั้วหัวเราะเบาๆ ยกมือขึ้นทัดปอยผมที่หลุดลุ่ยอย่างมีจริต "ยังไงก็ขอบใจเดชมากนะที่บอก พี่จะได้เตรียมข้อมูลไว้คุยกับผู้จัดการให้ละเอียดขึ้น... ตั้งใจทำงานนะจ๊ะ หนุ่มน้อย"

    ฉันส่งสายตาหวานเชื่อมทิ้งท้ายให้เดชก่อนจะเดินจากมา ทิ้งให้รปภ. หนุ่มยืนหน้าแดงก่ำ มองตามแผ่นหลังของฉันไปจนลับตา ข้อมูลที่ได้จากเดชทำให้ฉันมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า เมล็ดพันธุ์แห่งความใคร่ที่ฉันหว่านไว้ในใจของคุณพงษ์กำลังเติบโตและหยั่งรากลึกลงไปทุกที เขาเริ่มทนไม่ไหว เริ่มกระวนกระวาย และพยายามหาทางเข้าใกล้ฉัน

    ช่างเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นเสียจริง... การได้เห็นผู้ชายที่มีครอบครัวสมบูรณ์แบบกำลังจะตบะแตกเพราะความหลงใหลในตัวฉัน มันเป็นความรู้สึกที่มีอำนาจเหนือสิ่งอื่นใด อำนาจที่ฉันสามารถควบคุมความรู้สึกนึกคิดและตัณหาของพวกเขาได้ดั่งใจนึก

    ฉันเดินย้อนกลับไปทางมุมพักผ่อนข้างไลน์ผลิต เพื่อจะไปกดน้ำดื่มจากตู้กดน้ำอัตโนมัติ แต่ก่อนที่จะก้าวพ้นมุมกำแพง หูของฉันก็แว่วได้ยินเสียงคนคุยกัน เสียงนั้นเบาและดูระแวดระวัง แต่ก็ดังพอที่จะให้คนที่ตั้งใจฟังอย่างฉันจับใจความได้

    "พี่พงษ์คะ... คืนนี้พี่ว่างไหม อ้อยอยากเจอพี่จังเลย" เสียงหวานแหลมที่พยายามดัดให้ดูออดอ้อนดังขึ้น ฉันจำได้ทันทีว่าเป็นเสียงของ 'อ้อย' พนักงานสาวในไลน์ผลิตที่ขึ้นชื่อเรื่องความใจกล้าและชอบโปรยเสน่ห์ให้หัวหน้างาน

    "คืนนี้พี่ไม่ว่าง ต้องรีบกลับบ้านไปดูลูก เมียพี่บ่นแล้วว่าช่วงนี้กลับดึก" เสียงของคุณพงษ์ตอบกลับมาด้วยความหงุดหงิดและรำคาญใจอย่างเห็นได้ชัด

    "โธ่ พี่พงษ์... แวะมาหาอ้อยแป๊บเดียวเองนะคะ อ้อยอุตส่าห์ซื้อชุดนอนตัวใหม่มา... ซีทรูสีแดงที่พี่ชอบไงคะ" อ้อยยังคงตื๊อไม่เลิก เสียงของเธอฟังดูไร้ราคาและเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง

    ฉันขยับตัวไปชิดกำแพง แอบชะโงกหน้ามองดูสถานการณ์ อ้อยกำลังจับแขนคุณพงษ์แน่น พยายามเบียดหน้าอกหน้าใจที่ล้นทะลักเสื้อฟอร์มเข้าหาเขา แต่พงษ์กลับเบี่ยงตัวหลบและพยายามแกะมือเธอออก หน้าตาของเขาแสดงความเบื่อหน่ายอย่างปิดไม่มิด

    "พอเถอะอ้อย พี่บอกว่าไม่ว่างก็คือไม่ว่าง ช่วงนี้งานยุ่งมาก เธอเองก็กลับไปทำงานได้แล้ว เดี๋ยวคนอื่นมาเห็นจะดูไม่ดี" พงษ์ตัดบทเสียงแข็ง ก่อนจะสะบัดมืออ้อยออกแล้วเดินหนีไปทางออฟฟิศอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้อ้อยยืนกระทืบเท้าด้วยความขัดใจอยู่ตรงนั้น

    ฉันลอบยิ้มมุมปากกับภาพละครฉากเล็กๆ ที่เพิ่งได้ชม มันเป็นข้อมูลชิ้นสำคัญที่ช่วยเติมเต็มจิ๊กซอว์ในหัวของฉันได้อย่างสมบูรณ์แบบ คุณพงษ์กำลังเบื่อ... เบื่อความสัมพันธ์ฉาบฉวยที่ไร้รสนิยม เบื่อการถูกเรียกร้องและออดอ้อนด้วยวิธีราคาถูกของอ้อย เขาเคยกินอาหารจานด่วนรสจัดจ้านจนเลี่ยน และตอนนี้เขากำลังโหยหารสชาติที่แตกต่าง รสชาติที่หรูหรา ลึกลับ ท้าทาย และคู่ควรกับตำแหน่งผู้จัดการของเขา

    และฉัน... พราวรินทร์คนนี้... ก็คืออาหารมื้อหรูระดับห้าดาวที่เขากำลังปรารถนาอยู่ลึกๆ อาหารมื้อที่เขาไม่กล้าแม้แต่จะเอื้อมมือมาแตะต้อง แต่กลับส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายอยู่ตรงหน้าเขาทุกวัน

    ฉันรอจนอ้อยเดินกระฟัดกระเฟียดกลับไปที่ไลน์ผลิต แล้วจึงก้าวออกมาจากที่ซ่อน ปรับเสื้อผ้าให้เข้าที่ เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยด้วยความมั่นใจ ถึงเวลาที่ฉันจะต้องเปิดเกมอย่างเป็นทางการแล้วสินะ

    เป้าหมายต่อไปคือออฟฟิศของผู้จัดการฝ่ายผลิต ฉันเดินกลับไปที่ห้องทำงานของตัวเองเพื่อหยิบแฟ้มแบบประเมินสุขภาพจิตพนักงาน ซึ่งเป็นข้ออ้างชั้นดีในการเข้าพบเขาแบบส่วนตัว ฉันเลือกช่วงเวลาบ่ายแก่ๆ เกือบเลิกงาน ช่วงที่พนักงานส่วนใหญ่เริ่มเก็บของและบรรยากาศในออฟฟิศค่อนข้างเงียบเหงา

    หน้าห้องทำงานของคุณพงษ์เป็นกระจกฝ้า มีเพียงช่องกระจกใสเล็กๆ ให้มองเห็นด้านใน ฉันเคาะประตูเบาๆ สามครั้ง ก่อนจะได้ยินเสียงทุ้มอนุญาตให้เข้าไป

    "ขออนุญาตค่ะคุณพงษ์" ฉันเปิดประตูเข้าไปพร้อมกับรอยยิ้มการค้าที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แบบ

    พงษ์เงยหน้าขึ้นจากกองเอกสาร เมื่อเห็นว่าเป็นฉัน แววตาของเขาก็เป็นประกายขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะรีบซ่อนมันไว้ภายใต้มาดขรึม "อ้าว คุณหมอพราว มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ เชิญนั่งก่อนสิครับ"

    เขาผายมือไปที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามโต๊ะทำงาน ฉันเดินเข้าไปอย่างเชื่องช้า จงใจทิ้งน้ำหนักลงบนส้นเท้าให้เกิดเสียงก้องในห้องที่เงียบสงัด จังหวะที่ทรุดตัวลงนั่ง ฉันจงใจขยับชายกระโปรงให้ร่นขึ้นมาเหนือเข่าอีกนิด เผยให้เห็นต้นขาขาวเนียนที่ตัดกับสีดำของกระโปรงอย่างชัดเจน ฉันเห็นลูกกระเดือกของคุณพงษ์ขยับขึ้นลงขณะที่เขากลืนน้ำลายลงคอ

    "พราวเอาแฟ้มสรุปผลการประเมินสุขภาพจิตของพนักงานในแผนกผลิตมาส่งค่ะคุณพงษ์" ฉันวางแฟ้มลงบนโต๊ะ เลื่อนมันไปตรงหน้าเขา ช้าๆ... นิ้วเรียวของฉันแตะโดนหลังมือของเขาอย่างแผ่วเบาโดยตั้งใจ สัมผัสเพียงเสี้ยววินาทีแต่มันกลับทำให้เขาสะดุ้งเล็กน้อยราวกับถูกไฟช็อต

    "อ่อ... ครับ ขอบคุณมากครับคุณหมอ" เขาพึมพำเสียงพร่า พยายามดึงสติกลับมาจดจ่อที่แฟ้มเอกสาร

    "ภาพรวมพนักงานส่วนใหญ่มีสภาวะความเครียดอยู่ในเกณฑ์ปกติค่ะ แต่มีบางส่วนที่อาจจะต้องการการดูแลเป็นพิเศษ..." ฉันเริ่มอธิบายงานด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เป็นมืออาชีพ แต่แฝงความนัยด้วยจังหวะการเว้นวรรคและการสบตา "พราวสังเกตว่า ช่วงนี้ความกดดันในไลน์ผลิตค่อนข้างสูง พนักงานบางคนอาจจะมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือปัญหาครอบครัวที่ส่งผลกระทบต่องาน... คุณพงษ์ในฐานะผู้จัดการ คงต้องรับศึกหนักเลยใช่ไหมคะ"

    ฉันช้อนตามองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจและชื่นชม สายตาที่บอกให้เขารู้ว่าฉันเข้าใจและมองเห็นความเหนื่อยล้าที่เขาซ่อนไว้

    พงษ์ถอนหายใจเบาๆ เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ท่าทางของเขาผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อรู้สึกว่ามีคนเข้าใจ "ก็หนักเอาการครับคุณหมอ พนักงานเยอะ ปัญหาก็เยอะตามไปด้วย บางทีผมก็ปวดหัวเหมือนกัน... ทั้งเรื่องงาน เรื่องส่วนตัวของลูกน้อง บางคนก็ทำตัวมีปัญหา ไม่รู้จักแยกแยะ..."

    คำพูดประโยคหลังของเขาทำให้ฉันนึกถึงเหตุการณ์หน้าตู้กดน้ำเมื่อครู่นี้ เขาคงกำลังหมายถึงอ้อยสินะ... ช่างเข้าทางฉันเสียจริง

    "พราวเข้าใจค่ะ การเป็นผู้นำต้องแบกรับอะไรมากมาย บางครั้งเราก็ต้องเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อส่วนรวม... แต่คุณพงษ์เก่งมากเลยนะคะ ที่สามารถบริหารจัดการทุกอย่างให้ออกมาดีเยี่ยมได้ขนาดนี้ พราวชื่นชมจริงๆ ค่ะ" ฉันเอ่ยชมด้วยน้ำเสียงจริงใจ พร้อมกับส่งยิ้มหวานที่ละลายกำแพงในใจของเขาจนหมดสิ้น

    พงษ์มองหน้าฉันนิ่ง แววตาของเขาเปลี่ยนไป มันไม่ใช่ความประหม่าหรือความเกรงใจอีกต่อไป แต่มันคือความหลงใหลและความปรารถนาที่ถูกเปิดเผยออกมาอย่างชัดเจน "ขอบคุณครับคุณหมอ... นานแล้วที่ไม่มีใครพูดแบบนี้กับผม ส่วนใหญ่ก็มีแต่คนเรียกร้อง อยากได้นู่นอยากได้นี่... ไม่ค่อยมีใครมาสนใจหรอกครับว่าผมจะเหนื่อยหรือเครียดแค่ไหน"

    น้ำเสียงของเขาเจือความตัดพ้อ คล้ายกับคนเหงาที่ต้องการที่พึ่งพิงทางใจ ฉันรู้ดีว่าความรู้สึกนี้แหละคือจุดอ่อนที่ร้ายกาจที่สุดของผู้ชาย ผู้ชายที่เก่งกาจและเข้มแข็งมักจะพ่ายแพ้ให้กับผู้หญิงที่ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าและได้รับการยอมรับอย่างแท้จริง

    "ถ้าคุณพงษ์รู้สึกเครียด หรืออยากหาคนรับฟัง... ห้องให้คำปรึกษาของพราวเปิดต้อนรับเสมอเลยนะคะ" ฉันพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ แหบพร่าเล็กน้อย จงใจเน้นคำว่า 'ห้องให้คำปรึกษา' และส่งสายตาที่มีความหมายลึกซึ้งไปให้เขา "พราวยินดีรับฟัง... ทุกปัญหาของคุณพงษ์เลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน หรือเรื่อง... 'ส่วนตัว'"

    ฉันลุกขึ้นยืนช้าๆ รวบกระเป๋าใบเล็กมาถือไว้ ขยับเสื้อสูทให้เข้าที่ เป็นการจบการสนทนาอย่างมีชั้นเชิง ทิ้งความนัยอันตรายไว้ให้เขาขบคิด

    "พราวขอตัวก่อนนะคะคุณพงษ์ หวังว่าเราคงจะได้คุยกันอีก... เร็วๆ นี้"

    ฉันหันหลังเดินออกจากห้องไปอย่างสง่างาม ไม่หันกลับไปมอง แต่ฉันสัมผัสได้ถึงสายตาร้อนแรงของคุณพงษ์ที่แผดเผาอยู่บนแผ่นหลังของฉัน ทะลุผ่านเนื้อผ้าเข้ามาถึงผิวหนัง เขาคงกำลังจินตนาการถึงบทสนทนาที่ลึกซึ้งกว่านี้ในห้องให้คำปรึกษาของฉันแน่ๆ

    ประตูห้องทำงานปิดลง ฉันเดินไปตามทางเดินด้วยรอยยิ้มพึงพอใจประดับบนริมฝีปาก เกมเริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างสมบูรณ์แบบ เหยื่อฮุบเหยื่อล่อคำโตเข้าไปเต็มคำ และตอนนี้ก็เหลือแค่รอเวลาให้เขาดิ้นรนและกระเสือกกระสนมาหาฉันเองด้วยความหิวกระหาย

    ความตึงเครียดของความสัมพันธ์ระหว่างพงษ์กับอ้อย จะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดีที่ทำให้เขาอยากหลีกหนีจากความน่าเบื่อหน่ายนั้นมาหาความท้าทายที่น่าตื่นเต้นกว่า เขาคิดว่าเขากำลังจะได้เป็นผู้ล่าที่พิชิตนักจิตวิทยาสาวแสนสวยและเย่อหยิ่ง แต่เขาไม่มีทางรู้เลยว่า แท้จริงแล้ว... เขาต่างหากที่เป็นเพียงหนูทดลองในกรงทอง ที่ฉันสร้างขึ้นมาเพื่อความบันเทิงและความสะใจส่วนตัวเท่านั้น

    นี่แหละคือจุดเริ่มต้นของบทเรียนจิตวิทยาบทใหม่ ที่ฉันจะเป็นคนสอนให้เขาได้รู้ซึ้งถึงคำว่า 'ความปรารถนาที่แท้จริง'