หลังจากนั้นไม่ถึงสองวัน ปอยก็ทำการเสนอให้ปรับปรุงบ้านหลังนั้นใหม่อีกครั้ง โดยอ้างเหตุผลว่ารสนิยมของกลุ่มลูกค้าที่จะซื้อบ้านที่ถือว่าราคาค่อนข้างสูงแบบนี้ ส่วนใหญ่แล้วจะเชื่อในเื่ฮวงจุ้ยอย่างมาก และหลังจากที่วิษณุได้นำเื่นี้เสนอต่อที่ประชุม ก็ปรากฏว่าได้รับการอนุมัติในทันที
พวกเขาจึงได้วางแผนปรับปรุงบ้านหลังนั้นใหม่ทั้งหมด โดยมีดาวเป็ทีมรื้อถอนและก่อสร้างตกแต่ง แน่นอนว่าคุนก็ต้องเป็ฝ่ายออกแบบและวางผังบ้าน ทั้งๆ ที่ตัวเขาเองก็ไม่เชื่อ และ ก็ไม่อยากจะทำมากนัก แต่เพราะว่านี้เป็งานของทีมตน เขาจึงไม่อาจจะเลี่ยงได้ แต่เหตุผลหลักจริงๆ เลยก็คือ เขาถูกปอยขู่ว่าถ้าหากว่าเขาไม่ทำ เธอจะฟ้องเื่ที่คุนแอบอ้างชื่อลูกค้าเพื่อจะมาแกล้งเธอ เขาจึงจำเป็ต้องรับหน้าที่นี้อย่างเสียไม่ได้ โดยเฉพาะจากคนที่ในวงการสถาปนิกต่างก็ถือว่าเป็ศัตรูคู่แค้นแสนรัก ของผู้ที่เรียกขานตนเองว่าเป็ผู้รอบรู้ในเื่เกี่ยวกับบ้านที่ถูกเรียกว่า ซินแส ที่ตอนนี้มาอยู่ในคราบของหญิงสาวซึ่งเป็ฝ่ายขายคนใหม่ในทีมของเขา
บ้านถูกปรับปรุงใหม่ทั้งหมดในอีกหนึ่งเดือนต่อมา โดยจากหน้าบ้านที่เดิมทีนั้นตั้งประจันกับตึกและทางสามแพร่งก็ถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็หลังบ้าน หน้าบ้านถูกย้ายมาเป็ทางฝั่งถนนและแม่น้ำแทน (เข้าออกสองทาง) ส่วนทางด้านตึกแถวนั้นกลายเป็พื้นที่สระน้ำ(ที่ถูกย้ายออกมาจากใจกลางบ้าน) พื้นที่ตรงกลางบ้านจากที่เคยเป็สระน้ำ ก็ถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็ห้องโล่ง และ แน่นอนว่าตัวเทาเที่ยทั้งหมดถูกเอาออกไปจากบ้าน ส่วนชั้นสองของบ้านยังคงไว้เหมือนเช่นเดิน เพราะไม่มีปัญหาอะไร
“กำลังหาฤกษ์งามยามดีในการลาออกอยู่เหรอจ๊ะน้องหมอดู เอ๊ะ...ไม่ซิ!” คุนส่งเสียงหัวเราะคิกคัก ขณะมองดูหญิงสาวที่กำลังสาละวนอยู่กับเอกสารกองโตบนโต๊ะ “ต้องเรียกว่าซินแสใช่หรือเปล่านะ”
“ถ้าว่างมาก....” ปอยพึมพำโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง เพราะเธอกำลังหน้านิ้วคิ้วขมวดอยู่กับแผ่นกระดาษตรงหน้าราวกับจะเข้าไปสิงสู่ “ก็เอาเวลาไปทำงานตัวเอง หรือไม่ก็ช่วยไปไกลๆ หน่อยได้ไหมคะ คนกำลังยุ่ง...”
“ว้าว...ปากแจ๋วจริงไรจริง” คุนเลิกคิ้วพลางพยักหน้าน้อยๆ “นี้ก็เกือบเดือนแล้วนะ ที่บ้านของท่านอาจารย์ซินแสผู้หยั่งรู้ฟ้าดินมหาสมุทรขายไม่ออกนะ” เขาหยุดเล็กน้อยขณะเปลี่ยนจากการพยายามกลั้นหัวเราะ มาวางท่าให้ดูเคร่งขรึมทรงภูมิ แต่ในสายตาของปอยแล้ว ดูยังไงๆ ก็เหมือนกับนักแสดงเกรดซีซะมากกว่า “เื่ลาออกนั้นไม่ต้องก็ได้นะ คิดซะว่าเราพูดหยอกเล่นกันเฉยๆ ก็ได้ ฉันไม่ถือหรอก”
“โอ๊ย.....” คราวนี้ปอยเงยหน้า จ้องมองคุนด้วยใบหน้าที่ไม่เป็มิตรอย่างเห็นได้ชัด “นี้ฟังภาษาคนไม่เข้าใจเหรอ? บอกว่าคนกำลังยุ่งอยู่!”
“คุยอะไรกันอยู่เหรอสองคนนี้” ทว่าทันใดนั้นเองวิษณุเดินยิ้มหราเข้ามา ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็ขมวดมุ่น “ไอ้คุน...อย่าบอกนะว่ามึงเอาเวลางานมาจีบน้องปอยนะ!”
“จะบ้าเหรอพี่!” คุนสวนกลับทันควัน “ก็แค่มาคุยเื่งาน”
บุรุษผู้เป็หัวหน้าและรุ่นพี่หรี่ตามองเขาอย่างจับผิด ก่อนจะเอ่ยขึ้น “ถ้างั้นก็พอดีเลย” วิษณุพลันกลับมายิ้มสดใสเช่นเดิม ขณะเปลี่ยนไปมองดูปอย “เื่บ้านน้องเหรอคะตกลงจะว่าเอายังไงครับ เพราะตอนนี้เบื้องบนสั่งให้ดำเนินการลงมาแล้ว”
“คือว่า....” หญิงสาวอ้ำอึ้ง “คือหนูก็กำลังคิดหนักอยู่เหมือนกันค่ะหัวหน้า”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น คุนก็อดไม่ได้ที่จะเสนอความเห็นของตนเสริมเข้าไปในทันที
“ผมก็บอกไปแล้วนิพี่นุ ฮวงจงฮวงจุ้ยอะไรบ้าบอเลอะเทอะ หมดงบไปเกือบล้านแล้วเป็ไงละคราบ...เจ๊ง นี้ก็เกือบเดือนแล้วนะที่ยังขายไม่ได้...เหมือนเดิม... ผมบอกแล้วไงพี่ ว่าให้ทำตามแบบผมอย่างเดิมก็ดีอยู่แล้ว จะได้ไม่ต้องมานั่งคิดหนักกันแบบนี้หรอก”
“มึงไปฟังมาจากไหนว่าขายไม่ได้” วิษณุขมวดคิ้วมุ่น “ที่น้องปอยคิดหนักนะ เพราะว่ายังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะขายให้ใครต่างหาก เพราะเื่นี้มันเกี่ยวกับหลายอย่างโว๊ย...”
“ฮะ....!” คุนอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกโพลงราวกับสิ่งที่ได้ยินเป็ดังหมัดที่ซัดตรงเข้าใส่ท้องอย่างแรง “อะไรนะ...พี่?”
“แต่ว่าตอนนี้หนูตัดสินใจได้แล้วค่ะ” ทันใดนั้นปอยก็เอ่ยแทรกขึ้น พร้อมกับยื่นเอกสารปึกหนึ่งให้วิษณุ “เอาลูกค้ารายนี้แหละค่ะ ถึงแม้ว่าราคาเสนอประมูลจะสู้ราคาอีกเ้าไม่ได้ แต่ว่าเขามีคอนเนคชั่นเื่อสังหาริมทรัพย์และที่ดินเยอะ น่าจะส่งผลดีกับบริษัทของเรามากกว่าค่ะ แม้จะได้กำไรแค่ห้าล้านเอง”
“น้องปอยคิดตรงกับทางผู้ใหญ่เลย เพราะว่าพี่ก็ว่าจะมาคุยเื่นี้นี่แหละ ว่าทางผู้ใหญ่เข้าได้ตัดสินใจเลือกลูกค้ารายนี้เหมือนกัน เขาแค่ให้พี่มาแจ้งกับพวกเรานะ และ อีกอย่าง.....”
“ไม่จริง....” คุนพึมพำ “ไม่จริงน่า...ขายได้ยังไม่พอ แถมยังได้กำไรตั้งห้าล้านเลยงั้นเหรอ....ไม่จริง....”
“ไม่จริง....ไม่จริง ใช่ไหม” ดาววิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาสมทบอีกคน “ไม่จริงใช่ไหมคะหัวหน้า หนูได้ยินมาว่าทีมเราได้โปรเจ๊กใหม่มาอีกงั้นเหรอคะ”
“จริงแท้แน่นอน” วิษณุดีดนิ้วเสียงดังเป๊าะ “ทีมพวกเราได้รับเลือกให้ทำโปรเจ๊คใหม่นี้ นั้นก็คือการรีโนเวทบ้านทั้งหมดภายในเครือ” วิษณุเว้น่เล็กน้อย พลางยิ้มกว้างอย่างภูมิใจ “พวกเราก็เห็นแล้วไม่ใช่เหรอ ว่ามันสร้างผลกำไรได้มากขนาดไหน แถมที่สำคัญ พวกเรายังจะได้ค่าคอมมิสชั้น 30 เปอร์เซ็นต์จากกำไรของบ้านทุกหลังด้วยนะนี่มันเหมือนการถูกหวยจากงานเลยนะ”
“30เปอร์เซ็นต์” ดาวตาโต “มันก็ดีแหละพี่...แต่เราไม่รู้ว่าบ้านพวกนี้จะมีอะไรแบบนั้นอีกรึเปล่า...”
“มีอะไร?” วิษณุถามกลับ
“ก็ ผะ..ผี ไง” ดาวตอบกลับเสียงต่ำ เหลือบมองรอบบริเวณ “พี่รู้ไหม ว่าบ้านที่พวกเราพึ่งจะขายไปได้นั้นนะ มันมีผี...แต่ว่าตอนนี้คงไม่น่าจะมีแล้ว...ละมั้ง” ว่าพลางดาวก็มองไปยังปอยเชิงขอความคิดเห็น
“ไม่มีแล้วค่ะ” ปอยตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “พวกเขาไม่อยู่ที่นั่นแล้ว”
“ไม่มีหรอกไอ้ดาว” วิษณุตอบกลับด้วยรอยยิ้มเช่นกัน “บริษัทเราไม่รับซื้อบ้านที่มีประวัติหรอกนะ เอ็งก็รู้ไม่ใช่เหรอ?”
“แต่ว่าบ้านที่พวกเราพึ่งจะไปมา” ดาวทำท่าจะค้าน แต่ทว่าก็พลันนึกขึ้นได้ “ใช่ซิ...พวกเขาไม่ได้ตายที่นั่นนี่นา”
ขณะที่พวกเขากำลังสนทนากันอยู่นั้นเอง คุนก็หมุนตัวกลับหลังอย่างเงียบเชียบ พร้อมกับก้าวขาเดินออกไปจากวงสนทนาให้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ทว่ามันก็ไม่อาจจะรอดพ้นจากสายตาของเซลล์คนใหม่ในทีมไปได้
“รุ่นพี่...จะไปไหนเหรอค่า....” ปอยยิ้มแฝงเลศนัย ขณะที่คนอื่นๆ ก็หันมองตามมา “อ่อ...คงจะไปหาพวกดอกไม้ธูปเทียนใช่ไหมคะ”
“ฉันไปหาดอกไม้ธูปเทียนมาทำไม?” คุนหันกลับมาประจันหน้ากับหญิงสาวที่อายุน้อยกว่าตน3-4ปี
“ก็ธรรมเนียมบ้านหนูนะ เวลาจะกราบไหว้ใครเขาจะใช้ดอกไม้ธูปเทียนนะ รุ่น...พี่....” ว่าพลางปอยก็หัวเราะคิกคัก “แต่ไม่ต้องถือสาหรอกค่ะ อยู่ที่ไหนก็ใช่ธรรมเนียมของที่นั่นนั่นแหละ เหมือนคำโบราณที่บอกไว้ ว่าเขาเมืองตาหลิ่ว ก็ต้องหลิ่วตาบอด”
“หลิ่วตาตาม...” วิษณุแก้ให้ ก่อนจะพูดขึ้นอย่างสงสัย “นี้อย่าบอกนะ ว่าที่บ้านหลังนี้ขายได้เพราะพวกเธอไปบนบานศาลเกล้ามานะ ไปบนที่ไหนมา บอกพี่ด้วยซิครับน้องปอย”
ฉับพลันนั้นเองคุนก็ใบหน้าแดงซ่าน หันหลังก้าวเดินฉับๆ ออกไปโดยที่มีวิษณุะโไล่หลังมา
“แล้วนั้นมึงจะไปไหนนะไอ้น้องคุน”
“ผมหิว” คุนตอบห้วนสั้นโดยไม่หันกลับมามอง
“ไปหาอะไรกินงั้นเหรอ” ปอยพูดเสริมไล่หลังมาขึ้นอีกคน “ถ้างั้นฝากหิ้วขนมปังกับกาแฟเย็นมาให้ด้วยนะ เพื่อบางทีพี่จะได้ถือว่าเื่นี้ไม่เคยเกิดขึ้นนะน้อง”
คุนหันมามองปอยแวบหนึ่ง ก่อนจะสะบัดศีรษะและก้าวเดินออกไปอย่างฉุนเฉียวโดยไม่ตอบกลับใดๆ
“มันเป็อะไรของมันนะ” วิษณุพึมพำ ขณะที่มองตามหลังคุนไป ก่อนจะหันกลับมายังสองสาวตรงหน้า “แล้วเมื่อกี่น้องปอยพูดว่าอะไรนะ เผื่อบางที...พี่จะถือว่าเื่นี้ไม่เคยเกิดขึ้นงั้นเหรอ...น้องงั้นเหรอ สรรพนามการเรียกก็แปลกๆ ไม่ใช่ว่าไอ้คุนมันแก่กว่าน้องปอยไม่ใช่เหรอครับ? หรือว่าไอ้คุนมันทำอะไรไม่ดีกับน้องปอย ถ้ามันทำอะไรน้องปอย น้องปอยบอกพี่ได้เลยนะ พี่จะเล่นมันเอง ไอ้นี่นะพี่รู้จักมันดี รู้จักยันบ้าน ยันพ่อยันแม่พี่น้องวงศาคณาญาติมันนั่นแหละ อย่าไปกลัว อย่าไปหย็อง มีอะไรมาบอกพี่ได้เลย”
“สองคนนี้แค่เล่นอะไรแบบเด็กๆ เท่านั้นเองพี่” ดาวถอนหายใจออกยาว “แต่ก็ดีเลย ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว พี่ก็ช่วยไกล่เกลี่ยสองคนนี้หน่อยละกัน หนูคงไม่ไหว”
“กรรมใดใครก่อ คนนั้นก็ต้องใช้ซิพี่ดาว เขาเป็คนพูดเอง พี่ดาวก็ได้ยินนี่นา” ปอยค้านพลางส่ายศีรษะเบาๆ “ก็แค่พูดหยอกๆ เท่านั้นเองพี่ หนูไม่คิดจะให้เขาทำจริงหรอกพี่ ขืนมาทำแบบนั้นหนูก็อายุสั้นกันพอดี ไม่คุ้มกันหรอกค่า...”
“สรุปนี้มันเื่อะไรกันแน่” วิษณุขมวดคิ้วแน่น ก่อนจะเอ่ยเสียงแข็ง “เล่ามาให้หมด...ทั้งสองคนเลย...”