ลมกลางคืนพัดลอดรอยแยกของกระท่อมผุพังเข้ามา นำพาความชื้นแฉะหลังฝนตกมาด้วย ทว่ากลับไม่อาจกลบกลิ่นหอมของผลไม้ที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ภายในห้องได้
เฉินฝานนั่งอยู่หน้ากองไฟ ฝ่ามือประคองผลเพลิงชาดลูกนั้นไว้
ผลไม้เป็สีแดงเพลิงทั้งผล เปลือกนอกราวกับมีเปลวไฟบางๆ ไหลเวียนอยู่อย่างเชื่องช้า กระทั่งอากาศยังถูกย่างจนบิดเบี้ยวไปเล็กน้อย เพียงแค่กำไว้ในมือ เฉินฝานก็ััได้ถึงสรรพคุณยาอันดุดันและร้อนระอุที่ชอนไชเข้าสู่ผิวเนื้อตามรอยเส้นลายมือ ประดุจสัตว์ร้ายที่ถูกขังอยู่ในกรง พร้อมจะพุ่งชนออกมาได้ทุกเมื่อ
หลี่ซื่อยื่นเฝ้ายามอยู่หน้าประตู บนแผ่นหลังสวมเกราะเต่าทมิฬสีเหลืองดินตัวนั้น ในมือหิ้วขวาน หันกลับมามองผลไม้ในมือเฉินฝานเป็ระยะๆ แววตาแฝงความตื่นตะลึงไว้อย่างชัดเจน
“นี่คือพืชิญญาระดับสองหรือ” หลี่ซื่อถามเสียงต่ำ
“มากกว่านั้น”
เฉินฝานจ้องมองผลเพลิงชาด น้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังััได้ถึงความตื่นเต้นที่ยากจะระงับ
พืชิญญาระดับสองทั่วไป ไม่มีทางมีกลิ่นอายเช่นนี้ได้อย่างแน่นอน
ก่อนหน้านี้เขาอาศัยข้าวิญญาหยกขาวดันร่างกายเนื้อขึ้นมาตลอดทาง เดินในเส้นทางที่ป่าเถื่อนทว่ามั่นคงที่สุด แต่ข้าวิญญาก็ยังค่อนข้างอ่อนโยน ทว่าผลเพลิงชาดตรงหน้านี้กลับแตกต่างออกไป มันเปรียบเสมือนค้อนที่เกิดมาเพื่อทุบทำลายกำแพงกั้นระดับขั้นโดยเฉพาะ
ขอเพียงกินมันเข้าไป ขั้นหลอมกายาระดับสาม ก็คงมีความหวังจริงๆ แล้ว
“อาชิงล่ะ” เฉินฝานถาม
มุมปากของหลี่ซื่อกระตุก พยักพเยิดหน้าไปทางมุมห้อง
ข้างเตียงหญ้า อาชิงกำลังกอดชามสีดำบิ่นๆ ร่างทั้งร่างหดตัวเป็ก้อน ทว่าดวงตากลับจ้องมองผลเพลิงชาดตาไม่กะพริบ ราวกับสัตว์ตัวน้อยที่นั่งยองๆ รออาหารอยู่หน้าเตาไฟ นางเพิ่งจะกินข้าวิญญาหยกขาวไปไม่น้อย ทว่ายามนี้ปลายจมูกยังคงขยับยุบยิบ ริมฝีปากเม้มแน่น ราวกับว่าหากเผลอเพียงนิดเดียวน้ำลายจะไหลยืดออกมา
เฉินฝานปรายตามองนาง
“อยากกินหรือ”
อาชิงรีบพยักหน้าทันที พยักหน้ารัวราวกับไก่จิกข้าว
“หอมมาก”
“ห้ามกิน” เฉินฝานขัดจังหวะทันที
ไหล่ของอาชิงลู่ลงทันที กระทั่งชามสีดำในอ้อมกอดก็ยังกอดแน่นขึ้นอีกนิด ใบหน้าเต็มไปด้วยความน้อยใจ
เฉินฝานคร้านที่จะอธิบายให้มากความ
สรรพคุณยาของสิ่งนี้ดุร้ายเกินไป ขนาดตัวเขาเองยังต้องระมัดระวัง แล้วประสาอะไรกับอาชิง เด็กสาวที่มาที่ไปลึกลับ ปริมาณอาหารที่กินก็ผิดมนุษย์มนา ร่างกายประดุจหลุมลึกไร้ก้นบึ้งผู้นี้ ใครจะรู้ว่าหากนางกินเข้าไปจะเกิดอะไรขึ้น
“หลี่ซื่อ เฝ้าประตู”
“อืม”
เฉินฝานไม่ลังเลอีกต่อไป ยกมือขึ้นอ้าปากกัดผลเพลิงชาดลงไปคำโต
ในวินาทีที่กัดเปลือกขาด น้ำผลไม้ที่ร้อนจัดจนแทบจะะเิก็ทะลักออกมาเต็มปาก ไม่เหมือนกับการกินผลไม้ แต่เหมือนกับการกลืนน้ำเหล็กร้อนแดงเข้าไปมากกว่า สรรพคุณยาอันร้อนระอุกลิ้งผ่านลำคอลงสู่ช่องท้อง ทุกที่ที่ไหลผ่าน อวัยวะภายในล้วนราวกับถูกคนจุดไฟเผา
“ซี๊ด...”
หางตาของเฉินฝานกระตุกอย่างแรง เส้นเืบนหน้าผากปูดโปนขึ้นมาทันที
เขารีบนั่งขัดสมาธิ หลับตารวบรวมสมาธิ ชักนำปราณและสายเือันหนาแน่นในร่างกายไปห่อหุ้มสรรพคุณยาอันดุเดือดนี้ไว้
วินาทีต่อมา
ตูม
พลังความร้อนนั้นะเิออกอย่างสมบูรณ์
เฉินฝานรู้สึกเพียงว่าเืเนื้อทั่วร่างราวกับถูกโยนลงไปในเตาหลอม เส้นเอ็นและกระดูกทุกสัดส่วนล้วนถูกทุบตี แผดเผา และบีบคั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า รากฐานร่างกายเนื้อที่ค่อยๆ ถูกสร้างขึ้นมาทีละน้อยจากข้าวิญญาหยกขาวก่อนหน้านี้ ในยามนี้กำลังถูกผลักดันให้ลอกคราบไปสู่ระดับที่สูงขึ้นอย่างแข็งกร้าว
อากาศรอบกองไฟบิดเบี้ยวอย่างรวดเร็ว
สีหน้าของหลี่ซื่อแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย ถอยหลังไปครึ่งก้าวตามสัญชาตญาณ เขาสามารถััได้อย่างชัดเจนว่า กลิ่นอายบนร่างของเฉินฝานกำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างบ้าคลั่ง นั่นไม่ใช่ความผันผวนของพลังิญญาของผู้บำเพ็ญเพียรขั้นหลอมปราณ แต่เป็แรงกดดันจากเืเนื้อที่บริสุทธิ์จนถึงขั้นดุร้าย ราวกับมีสัตว์อสูรที่ซุ่มซ่อนมาเนิ่นนานกำลังจะฟักตัวออกจากเปลือก
ิัของเฉินฝานแปรเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำอย่างรวดเร็ว กระทั่งหยาดเหงื่อที่ซึมออกมาจากรูขุมขนก็ยังแฝงไอความร้อนระอุ
เขาขบกรามแน่น ไม่ส่งเสียงใดๆ
หากเป็เพียงความเ็ป เขาพอทนได้
ทว่าสรรพคุณยานี้ไม่เพียงแต่เ็ป แต่ยังดุดันจนเข้าขั้นป่าเถื่อน ราวกับ้าจะฉีกเส้นเอ็นและกระดูกเดิมของเขาให้ขาดสะบั้น แล้วนำมาประกอบขึ้นใหม่ตามมาตรฐานที่แข็งแกร่งกว่าเดิม
กระดูกกำลังลั่น
เืเนื้อกำลังสั่นสะท้าน
เส้นเอ็นตึงเปรี๊ยะอย่างต่อเนื่อง และถูกพลังที่แข็งแกร่งกว่าดึงให้ขยายออกอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
“ก๊อบ...ก๊อบ...”
เสียงะเิทึบต่ำแต่ถี่ยิบ ดังออกมาจากภายในร่างกายของเฉินฝาน
อาชิงเบิกตากว้างมอง กอดชามหดตัวอยู่ตรงมุมกำแพง กระทั่งลมหายใจก็ยังแ่เบาลง
“เขาตัวลุกเป็ไฟแล้ว” นางเอ่ยเสียงเบา
หลี่ซื่อไม่สนใจนาง เพียงจ้องมองเฉินฝานตาไม่กะพริบ
เขาคลุกคลีอยู่เบื้องล่างของสำนักสายนอกมานานปี เคยเห็นคนไม่น้อยอาศัยโอสถทะลวงด่านอย่างแข็งกร้าว ผลลัพธ์หากไม่ใช่เส้นลมปราณขาดสะบั้น ก็คือร่างกายะเิตาย ทว่าเส้นทางที่เฉินฝานเดินนั้นป่าเถื่อนเกินไป ไม่มีแม้แต่การโคจรเส้นลมปราณหรือวิชาอาคมคอยปรับสมดุล พึ่งพาร่างกายเนื้อต้านทานล้วนๆ
วิธีบำเพ็ญเพียรเช่นนี้ ช่างไม่เหมือนมนุษย์มนาเอาเสียเลย
เวลาผ่านไปทีละน้อย
ฟืนในกองไฟไหม้ทรุดลงไปครึ่งหนึ่ง
ทว่าความร้อนบนร่างของเฉินฝานกลับทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งแผ่นหินที่รองรับก้นอยู่ก็ยังเริ่มร้อนลวก ในขณะที่หลี่ซื่อกำลังขมวดคิ้ว ครุ่นคิดว่าจะลากเขาออกไปข้างนอกดีหรือไม่ พลังความร้อนที่พุ่งชนสะเปะสะปะอยู่ในร่างกายของเฉินฝานก็หยุดชะงักลงกะทันหัน
ตามมาติดๆ ด้วยเสียงราวกับพุ่งชนกำแพงที่มองไม่เห็นจนแตกละเอียด
ทะลวงผ่านอย่างสมบูรณ์
เฉินฝานเบิกตากว้างขึ้นทันที
ในดวงตาคู่นั้นราวกับมีประกายแสงสีแดงชาดวาบผ่าน แสงจากกองไฟเมื่อกระทบกับดวงตาของเขา กลับถูกข่มจนหมองลงไปหลายส่วนดื้อๆ
เขาค่อยๆ พ่นลมหายใจยาวออกมา
ลมหายใจนั้นแฝงไปด้วยหมอกขาวอันร้อนระอุ พุ่งเป็เส้นตรงออกไปไกลกว่าหนึ่งจั้ง เมื่อตกลงบนพื้น ถึงกับลวกหญ้าแห้งชื้นๆ สองสามเส้นจนม้วนงอ
ขั้นหลอมกายาระดับสาม
สำเร็จแล้ว
เฉินฝานก้มมองสองมือของตน
มัดกล้ามเนื้อที่เดิมทีก็กระชับแน่นอยู่แล้ว แปรเปลี่ยนเป็อัดแน่นยิ่งขึ้น พื้นผิวเปล่งประกายความเหนียวแน่นออกมาลางๆ เขากำนิ้วทั้งห้าเข้าหากันเบาๆ ระหว่างกระดูกฝ่ามือส่งเสียงะเิทึบต่ำ ราวกับก้อนเหล็กกำลังบดขยี้กัน
สิ่งที่สำคัญกว่าคือพละกำลัง
พละกำลังนั้นไม่ได้แค่เพิ่มขึ้นเป็เท่าตัวง่ายๆ แต่ร่างกายทั้งร่างได้ก้าวเข้าสู่อีกระดับที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง หากบอกว่าก่อนหน้านี้เขาเปรียบเสมือนวัวป่าที่ดุร้าย ตอนนี้เขาก็เปรียบเสมือนพยัคฆ์ร้ายที่งอกเขี้ยวเล็บออกมาแล้วในที่สุด
“เป็อย่างไรบ้าง” หลี่ซื่ออดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
เฉินฝานลุกขึ้นยืน ยืดเส้นยืดสาย่ไหล่และลำคอ
“ดีมาก”
เขาเอ่ยจบ ก็เบนสายตาไปตกอยู่ที่ก้อนหินหนาที่มักใช้ทับประตูตรงมุมห้อง
หินก้อนนั้นขนาดใหญ่เท่าโม่หิน อย่างน้อยก็ต้องหนักพันจินขึ้นไป
เฉินฝานเดินเข้าไป ใช้มือข้างเดียวเกี่ยวขอบก้อนหิน ท่อนแขนออกแรงเพียงเล็กน้อย
“ขึ้น”
วินาทีต่อมา ก้อนหินหนาเตอะก้อนนั้นก็ถูกเขาหิ้วขึ้นมาด้วยมือเดียวอย่างง่ายดาย
หางตาของหลี่ซื่อกระตุกอย่างแรง
เฉินฝานในก่อนหน้านี้ แม้จะแข็งแกร่งจนเกินจริง ทว่าอย่างน้อยก็ยังพอมองออกว่าอาศัยพละกำลังอันป่าเถื่อน ทว่าการหิ้วขึ้นมาในครั้งนี้ กลับแฝงไปด้วยความรู้สึกสบายๆ ราวกับหิ้วถังไม้ขึ้นมาอย่างส่งเดช
เฉินฝานเดาะก้อนหินเล่น ก่อนจะโยนออกไปนอกลานบ้านอย่างไม่ใส่ใจ
ตูม
หินั์กระแทกลงบนดินรกร้างที่อยู่ห่างออกไปสิบกว่าก้าว กระแทกจนเกิดเป็หลุมลึก ดินและเศษหินสาดกระเซ็นไปทั่วทิศทาง
อาชิงร้อง “อุ๊ย” ออกมา ดวงตาสว่างวาบ
“เ้าเก่งขึ้นแล้ว”
“ไร้สาระน่า” เฉินฝานสะบัดข้อมือ
หลี่ซื่อเงียบไปสองอึดใจ ก่อนจะโพล่งถามขึ้นมา “ตอนนี้หากผู้ดูแลจ้าวมาด้วยตัวเอง เ้าสู้ไหวไหม”
เฉินฝานไม่ได้ตอบกลับในทันที
ผู้ดูแลจ้าวย่อมไม่ใช่ขยะอย่างจางหู่ การที่สามารถไต่เต้ามาจนถึงตำแหน่งผู้ดูแลในระบบหอธุรการของสำนักสายนอกได้ ไม่ว่าจะเป็ความแข็งแกร่ง วิธีการ หรือสภาวะจิตใจ ล้วนไม่ธรรมดาทั้งสิ้น
ทว่าหากพูดถึงแค่สถานการณ์ตรงหน้านี้...
“จะตีให้ตายได้หรือไม่ ไม่แน่ใจ”
“แต่หากเขากล้ามาคนเดียว ข้าน่าจะสามารถทุบกระดูกเขาให้หักได้”
คำพูดนี้เอ่ยออกมาอย่างราบเรียบยิ่งนัก
หลี่ซื่อฟังจบ ในใจกลับสั่นสะท้านอย่างแรง
คำวิจารณ์ระดับนี้ ก็เพียงพอจะทำให้ผู้คนหวาดกลัวได้แล้ว
เมื่อหนึ่งเดือนกว่าก่อน เฉินฝานยังเป็แค่ทาสรับใช้สวะที่แม้แต่การชักนำปราณเข้าสู่ร่างกายยังทำไม่ได้ ตอนนี้กลับเริ่มใช้คำพูดที่ว่าจะตีผู้ดูแลจ้าวให้ตายได้หรือไม่เสียแล้ว
หากให้เวลาเขาอีกไม่กี่เดือน หรือกระทั่งไม่ถึงเดือนด้วยซ้ำ เขาจะกลายเป็ตัวตนแบบใดกัน
หลี่ซื่อไม่กล้าคิดต่อแล้ว
ทว่าเฉินฝานกลับหันสายตากลับไปยังห่อกระดาษทาน้ำมันที่เหลืออยู่บนโต๊ะ
ยังเหลือเมล็ดพันธุ์ระดับสองอีกสิบเอ็ดชนิด
ผลเพลิงชาดได้พิสูจน์ให้เห็นข้อเท็จจริงประการหนึ่งแล้ว
หากพึ่งพาเพียงโลหิตเนรมิต พืชิญญาระดับสูงหลายชนิดอาจจะไม่สามารถเติบโตเต็มที่ได้อย่างราบรื่น ทว่าขอเพียงแค่ได้อาชิงเข้ามาเสริม พืชิญญาหลายชนิดที่ไม่มีทางรอดชีวิตในดินแดนแห่งความตายนี้ได้เลย ก็มีโอกาสที่จะปลูกขึ้นมาได้
นี่หมายความว่าอย่างไร
หมายความว่าในมือของเขาไม่ได้มีแค่ถังข้าวสุกเพิ่มมาอีกใบ
แต่กลับมีสวนสมุนไพรเดินได้เพิ่มขึ้นมาต่างหาก
เฉินฝานค่อยๆ หรี่ตาลง
ก่อนหน้านี้เขาเพียงคิดจะรักษาชีวิตให้รอดก่อน แล้วค่อยสะสมพลัง ทว่าตอนนี้ดูเหมือนว่า สถานการณ์จะไม่ใช่แค่ “เอาตัวรอด” ง่ายๆ อีกต่อไปแล้ว
เขามีเื
อาชิงมีสภาพแวดล้อมเสริม
หลี่ซื่อสามารถวิ่งเต้น เฝ้ายาม ฆ่าคน และคอยเช็ดล้างร่องรอยให้ได้
หากองค์ประกอบเหล่านี้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ อย่าว่าแต่การมีชีวิตรอดในเมืองชิงหนิวเลย ต่อให้เป็การสร้างพายุใหญ่ในเบื้องล่างของสำนักสายนอก ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้
อาชิงถูกเขาจ้องจนขนลุกซู่ กอดชามหดตัวถอยหลังไปเล็กน้อย
“เ้าอยากจะปลูกของกินอะไรอีกหรือ”
เฉินฝานได้สติกลับมา กระตุกมุมปาก
“อยากให้เ้าทำงาน”
“ทำงานแล้วมีข้าวให้กินไหม” อาชิงรีบถามทันที
“มี”
“งั้นข้าทำ”
ตอบตกลงโดยไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
หลี่ซื่อยื่นอยู่ด้านข้าง สีหน้าซับซ้อน
แม่หนูนี่สมองเหมือนจะขาดๆ เกินๆ ทว่าความสามารถในการพลิกฟ้าคว่ำดินเพียงแค่ััพืชิญญาของนาง ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี
เฉินฝานเดินไปที่โต๊ะ แกะห่อกระดาษทาน้ำมันห่อที่สองออก
ภายในนั้นมีเมล็ดพันธุ์สีขาวนวล ยาวเรียวดุจเข็มอยู่สองสามเมล็ด พื้นผิวแผ่ไอเย็นบางๆ ออกมารำไร
“เถาหยกเหมันต์” หลี่ซื่อจำได้ “ระดับสองขั้นต่ำ มักจะปลูกไว้ใกล้กับเส้นชีพจรวารีที่หนาวเย็น ใช้สำหรับหลอมโอสถประเภทสงบจิตใจและชำระล้างจิติญญา”
เฉินฝานพยักหน้า
“พอดีเลย มาทดสอบดูสิว่าความสามารถของเ้าจะได้ผลกับพืชิญญาทุกชนิดหรือไม่”
อาชิงชะโงกหน้าเข้ามา มองดูเมล็ดพันธุ์ที่เหมือนเศษน้ำแข็งเ่าั้ ขมวดจมูก
“สิ่งนี้ดมดูแล้วไม่เห็นหวานเลย”
“ไม่ได้ให้เ้ากินเสียหน่อย”
“อ้อ”
เฉินฝานหยิบเศษหินด้านข้างขึ้นมา กรีดข้อมือให้เป็แผลอีกรอยอย่างชำนาญ
เืสดหยดแหมะ
ดินที่ตายแล้วพลิกตลบ ดินร่วนซุยสีน้ำตาลเข้มปรากฏขึ้นอีกครั้ง
เทียบกับความปีติยินดีอย่างบ้าคลั่งตอนที่เห็นภาพนี้ครั้งแรก เฉินฝานในยามนี้ใจเย็นลงมาก สิ่งที่เขาใส่ใจมากกว่าคือการควบคุม ประสิทธิภาพ และวิธีการรีดเค้นคุณค่าของเืทุกหยดให้ถึงขีดสุด
หลังจากเมล็ดพันธุ์ลงดิน ยอดอ่อนเล็กๆ ก็งอกออกมาอย่างรวดเร็ว
เพียงแต่เช่นเดียวกับผลเพลิงชาด ทันทีที่ยอดอ่อนโผล่พ้นดิน สภาพแวดล้อมรอบด้านก็เริ่มปะทะกับคุณสมบัติของมัน กลิ่นอายหลังฝนตกที่ค่อนข้างชื้นแฉะและอ่อนโยน ไม่เหมาะกับพืชิญญาธาตุหยินและเย็นจัดชนิดนี้เลย หมอกเย็นที่ควบแน่นอยู่รอบยอดอ่อนรวมตัวและแตกซ่านสลับกันไปมา สภาพไม่คงที่อย่างยิ่ง
เฉินฝานหันไปมองอาชิง
“แตะมันสิ”
อาชิงยื่นนิ้วมือออกไป จิ้มลงบนใบของยอดอ่อนอย่างระมัดระวัง
วินาทีถัดมา
อากาศรอบด้านก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง
ครั้งนี้ ไม่ใช่อบอุ่นร้อนระอุ แต่กลับกลายเป็เย็นสบาย เงียบสงบ และอ่อนโยน ราวกับพื้นที่ทั้งหมดถูกดึงเข้าไปอยู่ริมสระน้ำเย็นจัดในูเาลึก ความชื้นในลมกลางคืนถูกจัดระเบียบอย่างรวดเร็ว กลายเป็หมอกขาวละเอียด ลอยวนอยู่รอบเถาหยกเหมันต์ไม่จางหาย
ยอดอ่อนที่เดิมทีโงนเงนกลับทรงตัวได้อย่างมั่นคงในพริบตา
จากนั้นก็เติบโตอย่างบ้าคลั่ง
หนึ่งฉื่อ สามฉื่อ ครึ่งจั้ง
เพียงไม่กี่สิบลมหายใจ เถาวัลย์ที่ขาวกระจ่างดุจสลักจากหยกขาวก็เลื้อยไปตามพื้นและตอไม้ผุพัง กิ่งก้านใบใสกระจ่าง หมอกเย็นลอยฟุ้ง บนยอดถึงกับมีดอกไม้กึ่งโปร่งใสเล็กๆ บานออกมาสองสามดอก
หลี่ซื่อชาไปทั้งตัวแล้ว
ครั้งแรกคือความบังเอิญ
แต่ครั้งที่สอง ไม่ใช่ความบังเอิญแล้ว
อาชิงชักมือกลับ เอียงคอมองดูเถาหยกเหมันต์ที่งดงามจนไม่เหมือนของบนโลกมนุษย์ต้นนั้น เอ่ยถามอย่างจริงจัง “สิ่งนี้กินได้ไหม”
เฉินฝานจ้องมองนาง ครู่ใหญ่จึงค่อยๆ ยิ้มออกมา
ในรอยยิ้มนั้น เริ่มมีความทะเยอทะยานที่แท้จริงแฝงอยู่เป็ครั้งแรก
“กินได้หรือไม่ ไม่สำคัญหรอก”
“สิ่งที่สำคัญคือ ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป ที่ดินผุพังผืนนี้ จะกลายเป็สวนสมุนไพรอย่างแท้จริงแล้ว”
ดึกดื่นค่อนคืน
ในแปลงทดลองเล็กๆ หลังกระท่อมผุพัง ด้านหนึ่งคือซากผลเพลิงชาดที่ไอร้อนยังไม่จางหาย อีกด้านหนึ่งคือเถาหยกเหมันต์ที่เพิ่งจะก่อตัวเป็รูปร่าง ร้อนเย็นประจันหน้ากันท่ามกลางความมืดมิด
เฉินฝานยืนอยู่ตรงกลาง ข้อมือยังคงมีเืซึมออกมาอย่างเชื่องช้า ทว่าดวงตากลับเป็ประกายเจิดจ้า
ผู้ดูแลจ้าว จางหู่ สายตาในตลาดมืด และความวุ่นวายที่ยังไม่เผยตัวตนซึ่งอยู่ไกลออกไป
พวกเขาต่างคิดว่าเมืองชิงหนิวคือดินแดนแห่งความตายที่รอวันดับสูญ
ทว่ามีเพียงเฉินฝานเองที่รู้ดีว่า ที่นี่กำลังให้กำเนิดสัตว์ประหลาดที่แท้จริงอยู่
และสัตว์ประหลาดตนนั้น ก็คือตัวเขาที่เขาปลูกขึ้นมากับมือนี่เอง