หลังจากเื่ราวอันยาวนานและแสนปวดร้าวของสามสหายได้จบลง ความเงียบก็เข้าปกคลุมถ้ำศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง
คำอินทร์มองใบหน้าที่ซีดเผือดราวกับกระดาษของหลวงปู่แก้วด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง บัดนี้เขามิได้มองราชครูมินจอส่วยในฐานะอสูรร้ายผู้ไร้หัวใจอีกต่อไป แต่เห็นเป็ภาพของบุรุษผู้ถูกมิตรภาพที่แตกสลายและคำสาบานที่ถูกทรยศหล่อหลอมจนกลายเป็ปิศาจ
มันคือโศกนาฏกรรมที่บัดนี้ได้ตกทอดมาถึงรุ่นของเขาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
หลวงปู่แก้วผู้อ่อนล้าทั้งกายและใจหลับตาเพื่อพักสักครู่และลืมพระเนตรขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แสงในดวงตาของท่านริบหรี่เต็มที แต่ในความอ่อนล้านั้นกลับมีความสงบและแน่วแน่ฉายชัดออกมา
"เื่ราวของข้า...มันมีเพียงเท่านี้" ท่านเอ่ยเสียงพร่า "แต่เื่ราวของเ้า...เพิ่งจะเริ่มต้นอย่างแท้จริง"
"หลวงปู่..." คำอินทร์คุกเข่าลงข้างๆ ท่าน "ท่านพักก่อนเถิด อย่าเพิ่งใช้พลังอีกเลย"
"ข้าไม่มีเวลาให้พักอีกแล้ว...คำอินทร์" หลวงปู่ยิ้มอย่างอ่อนโยน "ฟังข้าให้ดี...ถึงเวลาที่เ้าต้องรู้จักตัวเองเสียที...ไม่ใช่ในฐานะศิษย์ของข้า...แต่ในฐานะที่เ้าเป็"
ท่านรวบรวมลมหายใจเฮือกหนึ่งก่อนจะเอ่ยวาจาที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของคำอินทร์ไปตลอดกาล "ชื่อของเ้า...ไม่ใช่คำอินทร์ เด็กกำพร้าแห่งบ้านลับแล แต่แท้จริงแล้วคือ
'เ้าฟ้าคำอินทร์' "
ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงมากลางใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า คำอินทร์นิ่งงันไปยิ่งกว่าครั้งใดๆ เขาทำได้เพียงทวนคำนั้นออกมาอย่างแ่เบา "เ้าฟ้า...?"
"ใช่...เ้าคือโอรสของพระอนุชาของข้า...สมเด็จพระเ้าอยู่หัวบรมโกศ กษัตริย์องค์ปัจจุบันแห่งกรุงศรีอยุธยา เ้าคือทายาทโดยชอบธรรมแห่งราชบัลลังก์อยุธยา...สายเืของราชวงศ์อีกคนหนึ่งแต่ทว่าน้อยคนจะรู้ฐานะของเ้า"
หลวงปู่แก้วเริ่มเล่าขานเื่ราวความรักอันเป็ตำนาน แต่ไม่เคยถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ใดๆ เื่ราวที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้เถ้าถ่านของาและกาลเวลา
พุทธศักราช 2279 นครเวียงพิงแห่งอาณาจักรล้านนา
ภาพในห้วงคำนึงของหลวงปู่ ย้อนกลับไปยังนครที่งดงามและสงบสุขแห่งทิศเหนือ
"ในปีนั้น...พระอนุชาของข้า หรือพระเ้าอยู่หัวบรมโกศในปัจจุบัน ได้ตัดสินพระทัยเสด็จประพาสหัวเมืองฝ่ายเหนือเป็การส่วนพระองค์ พระองค์้าหลีกหนีความวุ่นวายในราชสำนัก และ้าเห็นชีวิตความเป็อยู่ของราษฎรด้วยสายพระเนตรของพระองค์เอง จึงได้ปลอมพระองค์เป็เพียง 'พ่อค้าหนุ่ม' จากกรุงเก่า เดินทางมาถึงเมืองเชียงใหม่ "
"และ ณ ที่นั่นเอง...ริมฝั่งแม่น้ำปิงในยามเย็น...โชคชะตาก็นำพาให้พระองค์ได้พบกับหญิงสาวผู้เลอโฉมนางหนึ่ง...นางคือ 'เ้าคำ'...ธิดาเพียงคนเดียวของเ้าพระยาอินทร์ ผู้เป็เหมือนพี่น้อง”
“ใช่แล้ว อินทร์ที่ข้าเล่าให้เ้าฟัง ...และเ้าคำเป็พระมารดาของเ้า "หลวงปู่เล่าถึงภาพของเ้าคำ หญิงสาวชาวเหนือผู้งดงามราวกับนางในวรรณคดี ผิวพรรณผุดผ่องดุจงาช้าง ดวงตากลมโตเป็ประกายสดใส และรอยยิ้มของนางสามารถทำให้โลกทั้งใบสว่างไสวได้ แต่นางไม่ใช่หญิงสาวที่อ่อนหวานเรียบร้อยอยู่ในกรอบเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีความเฉลียวฉลาด เด็ดเดี่ยว และรักในอิสระสมกับเป็ลูกสาวของเ้าเมืองผู้เก่งกาจ
ความรักระหว่างพ่อค้าหนุ่มจากกรุงเก่าผู้มีวาทศิลป์คมคาย กับเ้าหญิงแห่งนครเชียงใหม่ผู้มีรูปโฉมงดงาม ได้ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและลึกซึ้ง
ตลอดสองเดือนที่พระเ้าอยู่หัวบรมโกศประทับอยู่ที่เชียงใหม่ พระองค์และเ้าคำได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันแทบทุกวัน ทั้งสองล่องเรือในแม่น้ำปิง เที่ยวชมตลาด และพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างถูกคอ โดยที่เ้าคำไม่เคยระแคะระคายเลยว่าชายหนุ่มที่นางมอบหัวใจให้ แท้จริงแล้วคือกษัตริย์แห่งสยาม
"ความรักของทั้งสอง...มันคือความรักที่บริสุทธิ์และแท้จริง" หลวงปู่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน "หลังจากที่ข้าบวชและหายป่วยจากอาการในช่องปาก ข้าซึ่งแวะเวียนไปหาอินทร์ที่เวียงพิงบ่อยครั้ง ได้เห็นความรักของทั้งสองกับตาตัวเอง และรู้ดีว่ามันไม่ใช่เื่เล่นๆ"
"จนกระทั่งวันที่พระอนุชาของข้าต้องเสด็จกลับอยุธยา...ในคืนสุดท้ายนั้นเอง พระองค์จึงได้เปิดเผยความจริงทั้งหมดแก่แม่ของเ้า...พร้อมกับมอบสิ่งหนึ่งไว้แทนใจ...เพื่อเป็คำมั่นสัญญาว่าจะกลับมารับนางเข้าวังในฐานะพระมเหสีให้สมพระเกียรติ "
หลวงปู่ล้วงเข้าไปในย่ามเก่าคร่ำคร่าของท่านอีกครั้งอย่างยากลำบาก...ครั้งนี้ไม่ใช่คัมภีร์ แต่เป็วัตถุเล็กๆ ที่ห่อด้วยผ้าไหมสีเหลืองทองอย่างดี ท่านคลี่ผ้าไหมออกแล้ววางวัตถุนั้นลงบนฝ่ามือของคำอินทร์
มันคือ แหวนทองคำขาว คำอินทร์มองแหวน…..เขาเห็นแหวนยังคงส่องประกายงดงามแม้จะผ่านกาลเวลามานานหลายสิบปี บนหัวแหวนสลักเป็ลายกนกที่อ่อนช้อยและวิจิตรบรรจงอย่างหาที่เปรียบมิได้ คำอินทร์ััได้ถึงไออุ่นจางๆ ที่แผ่ออกมาจากตัวแหวน ราวกับความรักของพระบิดาและพระมารดายังคงสถิตอยู่ ณ ที่แห่งนี้
"แม่ของเ้าเชื่อในคำสัญญานั้น...นางรอคอยการกลับมาของพระองค์ด้วยใจที่จดจ่อ" หลวงปู่เล่าต่อ "หนึ่งปีต่อมา...เ้าก็ได้ถือกำเนิดขึ้น เป็ดั่งโซ่ทองคล้องใจและเป็หลักฐานแห่งความรักของคนทั้งสอง...แต่วันเวลาผ่าน..ก็ยังไม่มีวี่แววว่าพระเ้าอยู่หัวบรมโกศจะเสด็จกลับมารับแม่ลูกทั้งสองเข้าวังเลยแม้แต่น้อย "
"ทำไม...ทำไมล่ะขอรับหลวงปู่!" คำอินทร์ถามขึ้นด้วยความสับสนและเ็ป "เหตุใดพระบิดาจึงทอดทิ้งพวกเรา! พระองค์ผิดคำสัญญาอย่างนั้นรึ!"
หลวงปู่ส่ายหน้าช้าๆ "ข้าเองก็ไม่รู้ความจริงทั้งหมดหรอก...คำอินทร์" ท่านตอบ "แต่ข้ารู้ดีว่าราชสำนักอยุธยานั้นเต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดีและอันตรายรอบด้าน การที่กษัตริย์จะรับหญิงสาวจากหัวเมืองฝ่ายเหนือมาเป็พระมเหสี ย่อมต้องมีขุนนางผู้เสียผลประโยชน์คัดค้านอย่างรุนแรง บางที...สาส์นที่ส่งถึงกันอาจถูกดักทำลาย...หรือบางที...พระอนุชาของข้าอาจกำลังรอเวลาที่เหมาะสมเพื่อจัดการปัญหาภายในให้เรียบร้อยก่อน...แต่โชคชะตาก็ไม่เคยรอใคร"
"แม่ของเ้าเลี้ยงดูเ้าที่เชียงใหม่ด้วยความรักและความหวังเสมอมา...นางตั้งชื่อเ้าว่า 'คำอินทร์' โดยนำชื่อของนาง 'คำ' มารวมกับชื่อของตาเ้า 'อินทร์' นางหวังว่าสักวันหนึ่งเ้าจะได้พบกับพ่อ และได้กลับไปอยู่ในที่ที่เ้าควรอยู่"
คำอินทร์กำแหวนในมือแน่น...น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงมาอาบแก้มโดยไม่รู้ตัว นี่คือเื่ราวทั้งหมดของเขา...เด็กหนุ่มที่เขาเคยคิดว่าเป็เพียงเด็กกำพร้า แท้จริงแล้วคือเ้าชาย...เ้าชายผู้ถูกลืม
"และนี่...คือหลักฐานชิ้นเดียวที่แม่ของเ้าเหลือไว้ให้...เป็เครื่องยืนยันในสายเืของเ้า" หลวงปู่กล่าวเสียงแ่เบา "จงสวมมันไว้...คำอินทร์...และจงอย่าลืมว่าเ้าคือใคร"
คำอินทร์ค่อยๆ สวมแหวนทองคำขาววงนั้นลงบนนิ้วนางข้างซ้ายของเขาอย่างช้าๆ ในวินาทีที่แหวนัักับผิวของเขา...มันกลับพอดีราวกับถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ และพลันเกิดความรู้สึกอบอุ่นวาบขึ้นในหัวใจ...เป็ความรู้สึกของ "การได้กลับบ้าน" ที่เขาไม่เคยรู้สึกมาก่อนในชีวิต...
แต่เื่ราว...มันยังไม่จบเพียงเท่านั้น