บทที่ 32 ผู้ชายคนนี้เป็อะไรกับหลีเกอ?
ถึงแม้ว่าชายคนนี้จะมีรูปลักษณ์ที่ดูสุภาพและน้ำเสียงที่อ่อนโยนราวกับสายลม แต่ฟู่อวิ๋นจือกลับรู้สึกหายใจไม่ออกราวกับถูกเขาบีบคอ
และสายตาของชายคนนั้นทำให้เขาใกลัวจนถึงขั้นฉี่ราดเลยทีเดียว
ที่แท้อุบัติเหตุรถชนครั้งนั้นไม่ใช่เื่บังเอิญ แต่เป็ฝีมือของผู้ชายคนนี้!
ฟู่อวิ๋นจือรู้จักเพื่อนทุกคนของหลีเกอ แต่ผู้ชายคนนี้เขาไม่เคยเห็นมาก่อน!
ผู้ชายคนนี้เป็อะไรกับหลีเกอกันแน่ ?
“คุณ…คุณเป็อะไรกับหลีเกอ?” เพราะความกลัวเสียงของฟู่อวิ๋นจือ จึงสั่นเทา เขาเพียงอยากถามถึงเื่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายคนนี้กับหลีเกอ แต่ก็พูดไม่จบประโยคสักที
ชายหนุ่มเพียงแค่ยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือบนตู้ยื่นให้เขา “โทรหาเธอตอนนี้ซะ แล้วบอกว่าคุณจะยอมหย่ากับเธอ บอกให้เธอเอาใบหย่ามาให้คุณเซ็นที่นี่”
ภายใต้แรงกดดันของชายหนุ่ม ฟู่อวิ๋นจือไม่มีแม้แต่แรงจะขัดขืนเลยสักนิด เขารับโทรศัพท์มาด้วยมือที่สั่นเทา แล้วจึงกดโทรหาหลีเกอบอกให้เธอมาที่นี่ตามที่ชายหนุ่มคนนั้นบอก
“ทำได้ดีมาก ขอบคุณ” ชายคนนั้นดูเหมือนจะพอใจมาก เขาจึงลุกขึ้นยืน มือของเขาตบไหล่ของฟู่อวิ๋นจือเบา ๆ นิ้วเรียวยาวทั้งห้าและแข็งแรง ทำให้เขากลัวจนตัวสั่น
“คุณ...คุณมีอะไรก็พูดมาตรง ๆ เถอะ”
“นายเคยแตะต้องเธอไหม?”
“เคย” ฟู่อวิ๋นจือตอบเสียงสั่น ชายคนนั้นกดไหล่เขาอีกครั้ง “แต่ก็แค่คืนแต่งงานคืนนั้น แถมยังไม่สำเร็จด้วย ผมสาบานได้!”
“ผมไม่คิดเลยว่าอาการกลัวการมีเพศสัมพันธ์ที่เธอพูดถึงจะรุนแรงขนาดนั้น แค่แตะต้องก็ไม่ได้แถมยังข่วนผมอีก หลังจากคืนนั้นพวกเราก็แยกห้องกันนอน แล้วผมก็ไม่เคยแตะต้องเธออีกเลย”
ฟู่อวิ๋นจือพูดถึงเื่นี้ก็รู้สึกโกรธมาก
ตอนนั้นเขาตามจีบหลีเกอมานาน เมื่อได้ยินหลีเกอตอบตกลงแต่งงานกับเขา เขายังคิดว่าตัวเองโชคดี แต่ไม่นึกเลยว่าหลีเกอจะให้มองได้แต่ห้ามแตะต้อง ทำให้เขาอัดอั้นตันใจมาก
ถ้าหลีเกอไม่เป็โรคแบบนั้นเขาก็คงไม่ไปมีชู้หรอก!
“ขอบคุณมากที่คุณไม่ได้แตะต้องเธอ” ชายหนุ่มยิ้ม ความโกรธของเขาจางหายไปเกือบหมด “ถ้าคุณแตะต้องเธอ ผมก็คงไม่ปล่อยให้คุณอยู่ในโรงพยาบาลต่อไป คุณฟู่อวิ๋นจือ คุณว่าผมพูดถูกไหม?”
ฟู่อวิ๋นจือใจนไม่กล้าขยับ
ก่อนจะจากไป ชายหนุ่มยังกำชับอีกว่า “คุณฟู่อวิ๋นจือ นี่เป็แค่การพูดคุยระหว่างผมกับคุณเท่านั้น ผมหวังว่าเธอจะไม่รู้และไม่ได้ยินเื่นี้อีก คุณรับปากได้ไหม?”
“ได้ ผมรับปากได้แน่นอน” ฟู่อวิ๋นจือรีบพยักหน้า
ไม่รู้ว่าทำไมเขารู้สึกเหมือนว่าถ้าเขาโกหก เขาจะถูกชายคนนั้นฝังทั้งเป็แน่ ๆ
หลีเกอจ้องมองฟู่อวิ๋นจืออยู่นานจนเขารู้สึกอึดอัด และเร่งเร้าให้เธอรีบไป เธอจึงไม่ได้ถามอะไรอีก เมื่อหันไปหยิบใบหย่าแล้วก็จากไป
ฟู่อวิ๋นจืออาจจะถูกรถชนจนสมองกระทบกระเทือนหรือเปล่านะ
ไม่อย่างนั้นทำไมถึงเปลี่ยนท่าทีไปได้ขนาดนั้นล่ะ
ระหว่างทางหลีเกอยังคงสงสัยกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของฟู่อวิ๋นจืออยู่
ในขณะนั้นกวนรั่วหลิงก็ส่งข้อความมาบอกว่าเธอว่างพอดีและจะมาที่โรงพยาบาล เธอถึงนึกขึ้นได้ว่าวันนี้แม่หลีต้องออกจากโรงพยาบาลแล้ว
หลีเกอเปลี่ยนเส้นทางไปที่ตึกผู้ป่วยในทันที พอเจอห้องพักแล้วก็เห็นคนคนหนึ่งกำลังเก็บของอยู่ คุณแม่ของเธออยู่ข้าง ๆ อยากจะช่วย แต่ก็ถูกห้ามตลอด
“นี่ ห้ามขยับนะ เดี๋ยวหนูทำเอง พอพี่มาก็จะหาว่าหนูไม่ช่วยแม่อีก”
หลีเกอเคาะประตูทำให้สองคนในห้องพักสังเกตเห็นว่าเธอมาแล้ว
“พี่มาแล้วเหรอ?” กวนรั่วหลิงรีบยัดของที่เหลือใส่กระเป๋าเดินทาง “นี่ฉันช่วยแม่เก็บของทั้งหมดเลยนะ ฉันเก่งใช่ไหมล่ะ?”
คุณแม่หลีก็พูดกับหลีเกอด้วยความภูมิใจว่า “น้องสาวเธอมาั้แ่แปดโมงเช้าแล้ว บอกว่ามารับแม่ออกจากโรงพยาบาล ยังเอาอาหารเช้ามาให้ด้วย น่ารักมาก ๆ เลย”
กวนรั่วหลิงทำท่าทางเหมือนอยากให้เธอชม
หลีเกอหัวเราะเยาะสองครั้ง “เธอว่างั้นเหรอ? หึหึ แม่คะ แม่ไม่รู้จริง ๆ เหรอว่าเธอเป็คนยังไง?ท่าทางแบบนี้คงมีเื่ให้ฉันช่วยแน่ ๆ เธอแค่แกล้งทำเป็ดีกับฉันไปงั้นแหละ!”
เธอกับกวนรั่วหลิงเป็พี่น้องท้องเดียวกัน กวนรั่วหลิงคิดจะทำอะไรเธอก็รู้หมด!
“โธ่พี่…ฉันรักแม่จริง ๆ นะ” กวนรั่วหลิงจับมือหลีเกอแกว่งไปมา “ฉันรู้ว่าก่อนหน้านี้ฉันไม่ค่อยรู้เื่รู้ราว แต่ตอนนี้ฉันกำลังค่อย ๆ โตขึ้นแล้วไง!”
“แถมฉันก็เชื่อฟังกว่าชิงเฟิงเยอะเลย บางครั้งยังมาเยี่ยมแม่ที่โรงพยาบาลด้วย พี่ลองดูเขาสิ อยู่แต่ในโรงเรียนตลอด ป่านนี้คงลืมพวกเราแล้วล่ะมั้ง”
“เขาเรียนโรงเรียนประจำ คิดว่าอยากออกมาก็ออกมาได้เหรอ?” หลีเกอ ฟาดเธอเข้าให้ทีหนึ่ง “อย่างน้อยเขาก็ไม่ค่อยใช้เงินฉัน แล้วเธอล่ะ? ให้เท่าไหร่ก็ไม่พอ!”
“โธ่พี่น่ะ!” กวนรั่วหลิงกุมหัวทำหน้าเศร้าสร้อยพลางคิดในใจว่าที่เธอเรียนไม่เก่งและไม่ฉลาดคงเพราะโดนหลีเกอตีหัวนี่แหละ ต่อให้เป็อัจฉริยะก็ต้องมีความจำเสื่อมบ้างแหละ!
“เอาล่ะ พวกเธอเป็พี่น้องกันเลิกทะเลาะกันได้แล้ว เรากลับบ้านกันเถอะ"
หลีเกออยากพาแม่ไปทานข้าวที่ร้านอาหารเพื่อจะได้ไม่ต้องยุ่งยาก แต่แม่บอกว่านาน ๆ ที เธอกับกวนรั่วหลิงจะกลับบ้านจึงยืนกรานจะซื้อของกลับไปทำอาหารที่บ้าน ทั้งสามจึงไปที่ห้างสรรพสินค้า
กวนรั่วหลิงสวมหน้ากากและแว่นตาดำป้องกันตัวอย่างจริงจัง ราวกับกลัวถูกคนเห็นเข้า
“นี่เธอดังเร็วขนาดนี้เลยเหรอ?”
“ก็ประมาณนั้นแหละ! ฉันเพิ่งจะเซ็นสัญญาหนังและละครไปหลายเื่ ได้เป็พรีเซนเตอร์หลายอย่างด้วย” กวนรั่วหลิงภูมิใจยิ่งนัก “น้องสาวพี่เก่งมากเลยนะ ปีนี้ต้องดังแน่ ๆ!”
หลีเกอยิ้มมุมปากเล็กน้อย
แต่เธอก็ยังไม่ลืมเื่ที่กวนรั่วหลิงไปหาฟู่ซือเหยียนด้วยท่าทางโง่ ๆ นั่น
“พี่ดูนั่นสิ นั่นหนูเอง!” กวนรั่วหลิงชี้ไปที่ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ที่ห้อยอยู่ไกล ๆ อย่างตื่นเต้น หลีเกอมองตามสายตาของเธอไปก็ต้องใอย่างมาก
นี่น้องสาวของเธอกลายเป็พรีเซนเตอร์ระดับโลกของแบรนด์เอ็นเคาน์เตอร์ได้ยังไงกันเนี่ย!
“บริษัทใหม่ให้งบกับเธอเยอะขนาดนี้เลยเหรอ?” หลีเกอถามอย่างประหลาดใจ เธอจำได้ว่ากวนรั่วหลิงบอกว่าย้ายบริษัท แล้วยังเปลี่ยนผู้จัดการส่วนตัวด้วย “ผู้จัดการส่วนตัวของเธอเก่งมากเลยใช่ไหม?”
“แน่นอนอยู่แล้ว! เธอเคยปั้นนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมมาแล้วสามคน และกำลังจะเกษียณแล้วด้วยซ้ำ” กวนรั่วหลิงหัวเราะคิกคัก
ผู้จัดการส่วนตัวที่เก่งขนาดนี้ยังเป็พี่เขยของเธอหานจินหยาง ที่จัดการให้เธอโดยตรงอีกด้วย
หนึ่งอาทิตย์ก่อน มีผู้ชายที่ดูท่าทางเหมือนผู้ช่วยคนหนึ่งมาที่กองถ่าย บอกว่าคุณหานนัดเธอไปทานข้าวด้วย เธอยังงงอยู่เลยว่าไปรู้จักคุณหานตอนไหน พอไปถึงร้านอาหารถึงได้รู้ว่าเป็หานจินหยาง
ตอนที่หลีเกอยังคบหากับหานจินหยางอยู่ กวนรั่วหลิงเคยคุยวิดีโอคอลกับเธอ และเห็นหานจินหยางโผล่เข้ามาในกล้องโดยบังเอิญ
แต่หลังจากที่พวกเขาเลิกกันไปหลายปีแล้ว เธอก็ได้เจอหานจินหยางที่ประเทศ H อีกครั้ง ทำให้เธอแปลกใจไม่น้อย
หานจินหยางบอกว่ามาที่นี่เพื่อทำธุระ เื่ที่สามีในนามของหลีเกอ
อย่างฟู่อวิ๋นจือนอกใจ ก็เป็เขาคนนี้แหละที่บอกเธอ หานจินหยางยังหาที่พักให้ด้วย ให้เธอไปชักชวนหลีเกอให้ย้ายไปอยู่ที่นั่น
แต่กวนรั่วหลิงไม่เข้าใจว่าทำไมตอนนั้นพวกเขาถึงเลิกกัน
หานจินหยางมาที่นี่ แล้วทำไมถึงไม่บอกหลีเกอ
“เพราะพี่สาวของเธอยังโกรธฉันอยู่น่ะสิ” หานจินหยางหัวเราะ เขาดูเป็ผู้ชายที่ดูสุภาพมาก “ดังนั้นฉันเลยต้องให้เธอช่วยเป็คนกลางให้”
“อ๋อ งั้นฉันเข้าใจแล้วค่ะ” กวนรั่วหลิงพยักหน้าอย่างเข้าใจ อันที่จริงจากบรรดาแฟนทั้งสองคนของหลีเกอ เธอชอบหานจินหยางที่สุด ทั้งหน้าตาดี แถมยังรวยอีกต่างหาก!
แล้วหานจินหยางก็ใจดีมาก รู้ว่าเธอไม่มีใครหนุนหลังในวงการบันเทิง ก็หาคนให้เธอเซ็นสัญญากับบริษัทภาพยนตร์และโทรทัศน์ใหม่ จัดการหาผู้จัดการส่วนตัวฝีมือดีให้และสามารถเจรจาเื่ทรัพยากรให้เธอ ทุ่มทุนให้ถึงห้าล้าน
ตอนนั้นเธอได้ยินมาว่าฉู่ซือเจียวจะได้ตำแหน่งพรีเซนเตอร์ของแบรนด์นี้ไป เธอรู้สึกไม่สบายใจเลยไปพูดกับหานจินหยางนิดหน่อย ไม่คิดเลยว่าพริบตาเดียวตำแหน่งพรีเซนเตอร์ก็ตกเป็ของเธอแล้ว
มีพี่เขยที่รักน้องสาวขนาดนี้ กวนรั่วหลิงรู้สึกพอใจมาก
ไม่ต้องพูดถึงว่าหากในอนาคตหานจินหยางให้เธอทำอะไรสักอย่าง หรือถ้าวันไหนเขาขอให้เธอมัดหลีเกอไปโบสถ์ เธอว่าเธอคงจะยอมทำเลยล่ะ!
