คำกล่าวของหลินจือโซ่วสร้างความตกตะลึงให้แก่โจวลั่วอย่างยิ่ง เขามีสีหน้าประหลาดใจขณะจ้องมองชายชราตรงหน้า ก่อนจะเปลี่ยนเป็ท่าทีตื่นเต้น
"มีขอรับ แน่นอนว่าต้องมี การได้เป็ผู้ฝึกหัดของท่านลุงโซ่วนับเป็วาสนาของข้าน้อยยิ่งนักขอรับ"
เดิมทีเขาคิดว่าหลังจากแสดงพร์ออกมาแล้ว ตระกูลจะเพียงแค่มอบทรัพยากรการบำเพ็ญเพียรบางส่วนเพื่อส่งเสริมเขาเท่านั้น แต่ไม่นึกเลยว่านักปรุงยาระดับหนึ่งอย่างหลินจือโซ่วจะรับเขาเป็ผู้ฝึกหัด
ถึงแม้ตัวเขาเองจะเป็นักปรุงยาระดับหนึ่งอยู่แล้วก็ตาม... แต่หากได้เป็ผู้ฝึกหัดของบุคคลสำคัญเช่นหลินจือโซ่วย่อมหมายความว่าฐานะของเขาจะสูงส่งขึ้นอีกขั้น และยังเป็การเตรียมความพร้อมที่ดีสำหรับการปรุงโอสถระดับหนึ่งของตนเองในภายหลังอีกด้วย
นี่ถือเป็โชคลาภที่เหนือความคาดหมายโดยแท้
"อืม พรุ่งนี้หลังจากกินมื้อค่ำเสร็จแล้ว เ้าจงไปพบข้าที่คฤหาสน์โซ่วชุน" หลินจือโซ่วกำชับก่อนจะเดินออกจากห้องไป
ทุกคนต่างรีบออกมาส่งท่านผู้เฒ่า เมื่ออีกฝ่ายจากไปแล้ว หลินชิงหานก็อดไม่ได้ที่จะหันมามองโจวลั่ว "ท่านปู่โซ่วมาหาเ้าด้วยเื่อันใดกัน?"
หลินอีอีเองก็รีบถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "จริงด้วยเ้าค่ะท่านพี่ ท่านปู่โซ่วที่เป็ถึงบุคคลสำคัญเพียงนั้นถึงกับมาหาถึงที่นี่ มีเื่ดีอันใดเกิดขึ้นหรือไม่เ้าคะ?"
หลินเฟยอิ่งและหลินจื่อเอ๋อร์ต่างก็มองเขาด้วยความสงสัยเช่นกัน โจวลั่วจึงเล่าเื่ที่ตนเองปรุงโอสถสำเร็จให้พวกนางฟัง
"เ้าปรุงสำเร็จจริง ๆ หรือ?" ใบหน้าของหลินชิงหานปรากฏร่องรอยแห่งความประหลาดใจและคาดไม่ถึงอย่างยิ่ง
"ท่านพี่ ท่านช่างเก่งกาจยิ่งนักเ้าค่ะ" หลินอีอีมองเขาด้วยสายตาเทิดทูน ส่วนหลินเฟยอิ่งและหลินจื่อเอ๋อร์ไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่มองโจวลั่วด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน
"โชคดีน่ะ ล้วนเป็เพราะโชคดีทั้งนั้น" โจวลั่วกล่าวอย่างถ่อมตัว
ทว่าสำหรับสตรีทั้งสี่คนแล้ว เื่นี้ไม่ใช่เพียงแค่โชคดีแน่นอน พวกนางต่างตกตะลึงในพร์ของโจวลั่ว ขณะเดียวกันก็รู้สึกยินดีเป็อย่างยิ่งที่เขาได้รับความชื่นชมจากตระกูล เพราะหากโจวลั่วได้รับการส่งเสริมและเลื่อนฐานะ ฐานะของพวกนางเองย่อมจะสูงขึ้นตามไปด้วย
คืนนั้น หลินชิงหานจึงจัดเตรียมอาหารเลิศรสมากมายเพื่อเป็รางวัลให้แก่โจวลั่ว ขณะเดียวกันสตรีอีกสามนางต่างก็ปรนนิบัติพัดวีมอบความสุขให้แก่เขาอย่างเต็มที่ตลอดทั้งคืน
ในเวลาเดียวกัน เหล่าเขยแต่งเข้าตระกูลคนอื่น ๆ ต่างก็ได้ยินข่าวเื่ที่บุคคลสำคัญอย่างหลินจือโซ่วมาเยี่ยมเยียนโจวลั่ว และตั้งใจจะรับเขาเป็ผู้ฝึกหัด เมื่อได้ทราบว่าโจวลั่วแอบเรียนรู้ด้วยตนเองจนกลายเป็นักปรุงยาอย่างเงียบ ๆ คนเ่าั้ต่างก็อิจฉาตาร้อนจนแทบคลั่ง
แม้ตระกูลจะยังไม่ได้มอบรางวัลที่เป็รูปธรรมให้แก่เขา แต่ลำพังการได้รับเลือกเป็ผู้ฝึกหัดของหลินจือโซ่วก็นับว่าเพียงพอที่จะทำให้เหล่าเขยแต่งเข้าตระกูลเ่าั้อิจฉาจนกัดฟันกรอด บางคนถึงกับยอมทุ่มเงินซื้อตำราปรุงยามามากมาย ตั้งใจจะเรียนรู้ด้วยตนเองเพื่อหวังจะพลิกชีวิตให้รุ่งโรจน์ดั่งปลาหลีฮื้อะโข้ามประตูั
เช้าวันรุ่งขึ้น สวี่ฉางเซิงได้เดินทางมาเยี่ยมเยียนอีกครั้ง ใบหน้าของเขายังคงประดับด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น ทันทีที่เข้าประตูมาเขาก็กล่าวแสดงความยินดี
"เป็เพียงโชคดีเท่านั้นขอรับ" โจวลั่วนั่งบนม้านั่งหินในสวนพลางตอบอย่างถ่อมตัว
"ข้ามองเห็นความไม่ธรรมดาในตัวพี่โจวตั้งนานแล้วขอรับ" สวี่ฉางเซิงกล่าวอย่างจริงจัง จากนั้นเขาก็พยายามถามหยั่งเชิงว่าโจวลั่วเรียนรู้การปรุงยาด้วยตนเองได้อย่างไร มีเคล็ดลับอันใดหรือไม่ ทว่าแผนการเล็ก ๆ นี้ย่อมถูกโจวลั่วมองออก เขาจึงตอบกลับไปอย่างแเีไร้รอยรั่ว จนสวี่ฉางเซิงต้องกลับไปอย่างมือเปล่า
...
ในคืนนั้น โจวลั่วเดินทางไปยังคฤหาสน์โซ่วชุน ที่พำนักของหลินจือโซ่วด้วยความคาดหวัง
ที่นั่นเขาได้พบกับหลินเหนียน ชายหนุ่มที่เคยเจอที่หอไป่เฉาถังอีกครั้ง เมื่อหลินเหนียนเห็นเขา สีหน้าก็บึ้งตึงขึ้นทันทีพลางกล่าวเสียงเย็น
"ท่านปู่โซ่วรอเ้าอยู่ข้างใน"
โจวลั่วพยักหน้าแล้วเดินเข้าไป แต่ในขณะที่เดินสวนกัน เขาพลันได้ยินอีกฝ่ายกระซิบเบา ๆ ว่า "จงจำฐานะของเ้าในตอนนี้ไว้ให้ดี คิดจะถีบตัวขึ้นเป็หงส์เป็ัอย่างนั้นหรือ? ฝันไปเถอะ"
โจวลั่วชะงักไปครู่หนึ่งแต่ไม่ได้ใส่ใจ และเดินหน้าต่อเข้าไป
ภายในห้องปรุงยา หลินจือโซ่วยืนอยู่หน้าเตาหลอมด้วยสีหน้าเคร่งเครียดและจริงจัง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังปรุงยาอยู่ โจวลั่วจึงยืนรออยู่ด้านข้างเงียบ ๆ เพื่อสังเกตการณ์ หลินจือโซ่วกำลังปรุงโอสถอายุวัฒนะซึ่งเป็โอสถระดับหนึ่ง โอสถชนิดนี้เมื่อทานเข้าไปแล้วจะช่วยให้อายุยืนยาวและชะลอความชรา จัดอยู่ในกลุ่มคุณภาพสูงของโอสถระดับหนึ่ง
นักปรุงยาระดับหนึ่งยังแบ่งย่อยออกเป็สี่ขั้นคือ ขั้นต่ำ ขั้นกลาง ขั้นสูง และขั้นสมบูรณ์ นักปรุงยาระดับหนึ่งขั้นต่ำหรือที่เรียกกันว่าระดับเริ่มต้นนั้น ผู้บำเพ็ญเพียรที่มีศักยภาพส่วนใหญ่มักจะก้าวเข้าสู่ขั้นนี้ได้ ขึ้นอยู่กับว่าจะช้าหรือเร็วเพียงใด นี่คือเหตุผลที่ก่อนหน้านี้หลินซินมองว่าโจวลั่วไม่คุ้มค่าแก่การส่งเสริม
ขั้นต่อมาคือระดับหนึ่งขั้นกลางซึ่งเป็ขั้นที่ยกระดับได้ยากที่สุด โดยทั่วไปนักปรุงยาในระดับนี้ถึงจะถูกเรียกว่าเป็นักปรุงยาระดับหนึ่งที่แท้จริง ส่วนหลินจือโซ่วนั้นเป็นักปรุงยาระดับหนึ่งขั้นสูงเพียงคนเดียวในตระกูลหลิน จึงมีฐานะที่สูงส่งยิ่งนัก
ดังนั้นการได้เป็ผู้ฝึกหัดของเขาจึงเป็เื่ที่โชคดีอย่างยิ่ง อย่าว่าแต่เหล่าเขยแต่งเข้าตระกูลเลย แม้แต่คนในสายย่อยของตระกูลหลินทั้งหมด ก็มีเพียงหลินเหนียนเท่านั้นที่มีสิทธิ์นี้
เนื่องจากเป็โอสถระดับหนึ่งขั้นสูง แม้แต่หลินจือโซ่วเองก็ยังต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง ทว่าโจวลั่วที่ยืนดูอยู่ด้านข้างกลับรู้ดีว่าการปรุงยาครั้งนี้คงจะล้มเหลวแน่ และก็เป็จริงตามนั้น ไม่นานนักก็มีเสียงทึบดังขึ้นจากเตาหลอม ตามด้วยสมุนไพรที่เคยมีอยู่กลับกลายเป็สีดำสนิท พร้อมกับกลิ่นไหม้ฉุนที่ตลบอบอวลไปทั่ว
การหลอมโอสถล้มเหลวเสียแล้ว หลินจือโซ่วมีสีหน้าเสียดายแต่ไม่ได้ท้อแท้มากนัก เพราะโอสถระดับหนึ่งขั้นสูงเช่นนี้ ความล้มเหลวย่อมเป็เื่ปกติที่พบเจอได้เสมอ
"เ้ามาแล้วหรือ?"
หลินจือโซ่วเห็นโจวลั่วจึงเอ่ยทักทายพลางเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ โจวลั่วผู้รู้ความรีบเข้าไปรินน้ำชาร้อนให้โดยทันที หลินจือโซ่วฉายแววตาชื่นชมก่อนจะกล่าวอย่างเนิบนาบว่า "ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป เ้าจงมาช่วยงานที่นี่ทุกคืน"
"ขอรับ" โจวลั่วตอบรับด้วยท่าทางนอบน้อม
"เ้ามีปัญหาอันใด ตอนนี้สามารถถามได้แล้ว" หลินจือโซ่วกล่าวพลางจิบน้ำชา จากนั้นโจวลั่วจึงเริ่มซักถามข้อสงสัยที่เตรียมมา ซึ่งปัญหาเหล่านี้เขาคัดสรรมาอย่างดี ครอบคลุมถึงความยากลำบากที่มือใหม่มักจะพบเจอ หลินจือโซ่วเองก็อธิบายให้เขาฟังด้วยความอดทน
เมื่อสนทนากันจนพอสมควรแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการลงมือปฏิบัติ ในตอนนั้นหลินเหนียนได้เดินตามเข้ามาด้วย หลินจือโซ่วจึงให้ทั้งสองลองปรุงโอสถอดอาหารดู หลินเหนียนทำด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม เพียงครู่เดียวก็ปรุงออกมาได้ถึงสี่เม็ด
ในขณะที่โจวลั่วแม้จะทำสำเร็จ แต่กลับปรุงออกมาได้เพียงเม็ดเดียวเท่านั้น เมื่อเห็นดังนั้นหลินเหนียนจึงแสดงท่าทีดูแคลน ทว่าเขาไม่ทันได้ฉุกคิดเลยว่า นี่คือผลลัพธ์จากการฝึกฝนอย่างหนักมาเกือบสิบปีของตนเอง แต่โจวลั่วนั้นใช้เวลาไม่ถึงปีเสียด้วยซ้ำ
ต่อมา หลินจือโซ่วจึงใช้โอกาสนี้อธิบายความรู้ด้านการปรุงยาให้แก่ทั้งสองคน แม้เื่เหล่านี้จะไม่มีความหมายอันใดสำหรับโจวลั่วเลยก็ตาม แต่เขาก็ยังคงแสดงท่าทีตั้งอกตั้งใจและจดบันทึกอย่างละเอียด การสอนในครั้งนี้ดำเนินต่อเนื่องไปหลายชั่วโมง ในระหว่างนั้นหลินจือโซ่วได้สาธิตกระบวนการปรุงโอสถระดับหนึ่งขั้นกลางให้ดูอีกด้วย
ยามดึก โจวลั่วลากร่างกายที่เหนื่อยล้ากลับถึงบ้าน การรับฟังคำสอนของหลินจือโซ่วสำหรับเขาที่เป็ถึงนักปรุงยาระดับหนึ่งขั้นสมบูรณ์แล้ว นับเป็การทรมานอย่างหนึ่งทีเดียว ทว่าเพื่อรักษาฐานะผู้ฝึกหัดนี้ไว้ เขาจึงต้องอดทนต่อไป ทันทีที่เขาล้มตัวลงนอน หลินอีอีก็ขยับเข้ามาซุกอกพลางเงยหน้าส่งยิ้มหวาน
"ท่านพี่ ท่านเหนื่อยมากหรือไม่เ้าคะ?"
เมื่อเห็นใบหน้าที่น่ารักสวยงามแฝงแววยั่วยวนเช่นนี้ โจวลั่วก็พลิกตัวขึ้นทันที "เหนื่อยหรือ? จะเป็ไปได้อย่างไรกัน?"
...
ในวันต่อ ๆ มา ่กลางวันโจวลั่วจะบำเพ็ญเพียร ส่วน่กลางคืนจะไปเป็ผู้ฝึกหัดที่คฤหาสน์โซ่วชุน เมื่อกลับมายังต้องทุ่มเทแรงกายเพื่อสร้างทายาทให้ตระกูลอีก ช่างเหนื่อยยากยิ่งกว่าผู้ที่ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำเสียอีก
ทว่าความพยายามไม่เคยทรยศผู้ใด ภายใต้การตรากตรำทำงานอย่างหนักของเขา ในที่สุดสตรีอีกสองนางที่เหลือต่างก็ตั้งครรภ์แล้วเช่นกัน