“เ้ากล่าวเช่นนี้กับนางไม่แรงไปหรอกหรือ" หวงเหวินได้ยินเสียงกระซิบของมู่เฉินกล่าวกับเยี่ยเปา
“แรงรึ…ข้ากล่าวประโยคนี้กับนางจนนับไม่ถ้วน ไฉนเลยไม่เห็นนางจะรู้สึก” ข้ากล่าวเสียงแข็ง
ส่วนจิ้นฝานที่ได้ยินคำกล่าวเยี่ยเปาคิ้วหน้าพลันขมวดเข้าแน่น ถึงแม้ว่าในใจจะไม่สบอารมณ์ขนาดไหน แต่ก็ต้องเก็บเอาไว้ด้านใน เพราะว่าส่วนหนึ่งก็มาจากการกระทำของไป๋มี่อิงด้วยเช่นกัน
เขาที่มีใบหน้าอึมครึม กล่าวเสียงดุใส่สตรีที่ยืนทำตาหวานมองเยี่ยเปาอยู่ในขณะนี้
“มี่เอ๋อร์สนุกพอหรือยัง”
ไป๋มี่อิงที่ได้ยินเสียงทุ้มที่คุ้นหู นางก็รีบหันขวับไปด้านหลังทันที แล้วกล่าวขึ้นเสียงใส
“จิ้นฝาน…สนุกอันใดกันเล่า ตัวข้ากำลังเกี้ยวพาคุณชายเยี่ยอยู่ต่างหาก”
“สำรวมเสียหน่อยเถิด…จะกล่าววาจาอันใดต้องระวังเสียบ้าง เ้าเป็สตรีมันเป็เื่มิสำควร” จิ้นฝานกล่าวเสียงเข้มดุนาง ส่ายหน้าอย่างระอาใจ มองสหายคนสนิท อย่างหน่ายใจ เหตุใดถึงเป็คนที่เข้าใจยากเช่นนี้
“เสี่ยวฝาน เสี่ยวฝาน.. เ้ามองข้าเป็สตรีนางหนึ่งแล้วหรอกหรือ” ไป๋มี่อิงน้ำเสียงกลับมาปกติกล่าวแกล้งเย้าสหายตนเอง
“เ้าประทินโฉมหนาเช่นนี้ คงเป็บุรุษหรอกกระมัง!” จิ้นฝานกล่าวขึ้นเสียงสูง ค้อนตาเขียวใส่นาง ไป๋มี่อิงที่ได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะดังลั่นออกมา อย่างชอบใจ
“ฮ่าๆ”
จิ้นฝานมองนางหัวเราะอยู่นั้น หนังตาพลันก็กระตุกขึ้นมา แปดถึงสิบปีที่รู้จักและคบหากันมา เขาไม่เคยเข้าใจเลยว่าในหัวของนางมีสิ่งใดอยู่ การกระทำที่แสดงออกของนางมักไม่แน่นอนอยู่เสมอ
แต่มีบางเื่ที่เขารู้อย่างแน่นอน และมั่นใจ ว่านางเป็คนชมชอบทำเื่สนุก หรือบางครามักจะแกล้งผู้อื่นหน้าตายเป็ประจำ
ส่วนไป๋มี่อิงเองที่เห็นสหายมา จึงหันกายกลับไปกล่าวลาเสียงหวาน ย่อมกายลงเล็กน้อยให้คุณชายเยี่ยของนาง
“คุณชายเยี่ยข้าขอตัวก่อน..”
จิ้นฝานมองท่าทางแปลกๆ เช่นนั้นขนก็ลุกขึ้นมา เขาคิดว่านางคงจะสนุกไม่น้อยที่ได้ทำแบบนั้น
และต่อมา พวกเขาทั้งคู่เดินไปนั่งโต๊ะน้ำชาตัวเดียวกัน ตั้งอยู่ข้างสระบัวใหญ่ในสวน
“มี่เอ๋อร์ข้าบอกกี่คราแล้วว่า อย่าแต่งกายเช่นนี้ แล้วการเดินส่ายสะโพกนั่นอีก” จิ้นฝานกล่าวขึ้น ครานี้เขาต้องสนทนากับนางจริงจัง
“เฮ้อ…เสี่ยวฝานมันก็แค่กายเนื้อจะสวมใส่สิ่งใดก็ใส่เถิด ผู้ใดจะมองแล้วคิดเช่นไรก็เื่ของเขา” ไป๋มี่อิงกล่าวขึ้นเนิบช้า พลางเทชาลงจอก
“แล้วการเดินส่ายสะโพกนั้นเล่า เ้ามีเหตุอันใดต้องเดินแบบนั้น” จิ้นฝานยกมือขึ้นนวดขมับ ยามนี้เขาคล้ายจะปวดหัวขึ้นมาเสียแล้ว
“ซิงหนี่ว์บอกว่าคุณชายเยี่ยชมชอบสตรีเดินส่ายเหมือนแม่หมู” ไป๋มี่อิงกล่าวพลางยกชาขึ้นจิบอย่างสบายอารมณ์
“เ้าเชื่อนาง” จิ้นฝานกล่าวถามไปทันที
เขารู้ดีอยู่แล้วว่า คนแบบนางมีหรือจะเชื่อผู้อื่นโดยง่าย หากไม่พึงพอใจที่จะกระทำ ก็อย่าบังคับเสียให้ยาก
“ไม่…..ทำไม่ทำมีอันใดเสียหาย ข้าไม่ได้ไปเดินเหยียบหัวผู้ใดนี่” ไป๋มี่อิงกล่าว มุมปากโค้งขึ้นยิ้ม ยักไหล่ราวกับไม่สนใจ แล้วกล่าวขึ้นต่อ
“ดูอย่างเ้าสิเสี่ยวฝาน ต่อให้ข้าจะแต่งกายเช่นไร เดินแบบไหน เ้าก็คบหาข้าด้วยใจจริง แล้วสิ่งที่แค่มองเห็นผ่านั์ตาจะสำคัญได้ที่ใดกัน….”
จิ้นฝานที่ได้ยินเช่นนั้นก็เริ่มปวดตุบๆ ไปทั่วทั้งหัว นั่นมันคำกล่าวอันใดกัน ไฉนแลฟังดูไม่ขึ้นเช่นนี้
อย่างไรสิ่งที่ผู้คนมองเห็นย่อมต้องเป็เปลือกนอกก่อน น้อยคนนักจะมองถึงเนื้อแท้ด้านในผู้อื่น
“มี่เอ๋อร์วันพรุ่งยามอิ่ว…ไปล่องเรือชมแสงจันทร์กับข้าดีหรือไม่ พวกเราไม่ได้ออกไปร่ำสุรากันมาหลายวันแล้ว” จิ้นฝานกล่าวชวนไป๋มี่อิง
ปกติเขากับนางจะออกไปร่ำสุราล่องเรืออยู่บ่อยครั้ง แต่มา่หลังนี้มีการเปิดประมูล ผู้คนทั่วสารทิศจึงแห่กันเข้ามา และโรงเตี๊ยมไป๋ซือของตระกูลไป๋ที่เลืองชื่อที่สุด ต้องรองรับแขกทั้งวันทั้งคืน เป็เหตุให้่นี้ไป๋มี่อิงไม่ได้ออกมาพบหน้าค่าตากับเขา
“หืม….วันพรุ่งรึ” ไป๋มี่อิงหลับตาลง จิบชาช้าๆ ทำหน้าราวกำลังครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง พอนางตัดสินใจแล้วได้ก็เอ่ยขึ้น
“ไปสิ” ไป๋มี่อิงกล่าวตอบตกลง
นางเองไม่ได้ไปนั่งผ่อนคลายมาหลายวันแล้ว พอกลับจากโรงเตี๊ยมก็มานั่งปักผ้าให้เยี่ยเปาต่ออีก
พอไป๋มี่อิงกล่าวจบก็ทอดสายตามองบุรุษดวงหน้าหล่อเหล่าได้รูปกำลังนั่งสนทนากับสหายของเขาอีกสามคน มีคุณชายมู่เฉินบุตรชายคนโตของท่านราชครู
คุณชายหลิวซีบุตรชายคนรองของตระกูลค้าข้าวที่ใหญ่ที่สุด และสุดท้ายท่านชายหวงเหวินบุตรชายคนเล็กของท่านอ๋องสาม กับท่านหญิงต่างแคว้น
ส่วนจิ้นฝานที่เหลือบตามองสหายด้านข้าง ที่กำลังส่งสายตาหวานไปให้เยี่ยเปาก็รู้สึกไปหน้าเห่อร้อนขึ้นมาเล็กน้อย
“มี่เอ๋อร์เ้าชอบอันใดในตัวคุณชายเยี่ยกัน” จิ้นฝานกล่าวถามนางครั้งที่สิบกว่าได้แล้ว แต่ก็อดใจจะถามใหม่อีกคราไม่ได้
“หืม ชอบคือชอบจำเป็ต้องมีเหตุผลด้วย” นางส่งเสียงครางในคอ แล้วกล่าวตอบเขาไปราวกับว่าไม่สนใจ