พลัดมาตุภูมิ

    บทที่ 1  ธาตุแท้ของยาม

    กลางดึกคืนหนึ่งในเดือนมิถุนายน ด้านหน้าประตูโรงเรียนมัธยมหวงเซี่ยน“พี่คะ ช่วยไปตามคนให้หนูหน่อยได้ไหมคะ”  เด็กผู้หญิงหน้าตาสะสวย อายุประมาณสิบแปดถึงสิบเก้าปี ดูท่าทางรีบร้อนพูดขึ้น ยามรักษาความปลอดภัยของโรงเรียน ยังคงมองดูทีวี ทำเป็นไม่สนใจ ไม่แม้แต่จะหันกลับมามองสักนิด “นี่มันห้าทุ่มแล้ว หอพักปิดแล้ว ถ้ามีอะไรค่อยมาใหม่พรุ่งนี้”เด็กสาวเริ่มวิตกกังวล เธอยังคงร้องขอให้เขาช่วย  “พี่ชาย ถ้าหนูมาพรุ่งนี้มันก็ไม่ทันแล้ว พี่ช่วยหนูหน่อยนะคะ”"ทำไมพี่ต้องช่วยหนูด้วยล่ะ หืม?"  ยามรักษาความปลอดภัยหันมามองเด็กสาวด้วยสายตาหยาดเยิ้มและรอยยิ้มที่น่ารังเกียจเมื่อได้เห็นสายตาแบบนั้นเธอก็เริ่มรู้สึกกลัว เด็กสาวรีบหยิบถุงพลาสติกที่วางอยู่บนพื้นขึ้น แล้วจ้ำเดินออกไปทางทิศตะวันตกอย่างรวดเร็วยามคนนั้นชะโงกหน้าออกมาจากตู้ยาม และจ้องมองแผ่นหลังสาวน้อยที่เดินออกไปแล้วด้วยสายตาหื่นกาม น้ำลายไหลเยิ้ม แต่ไม่นานเขาก็หันกลับไปดูทีวีตามเดิมณ กำแพงด้านทิศตะวันตกของโรงเรียน เสียงตะโกนของเด็กสาวดังกังวานไปทั่วในยามวิกาลอันเงียบสงัด “อู๋จงหยวน อู๋จงหยวน................................”เสียงที่เด็กสาวตะโกนออกมานั้นดังไปไกลจนได้ยินถึงประตูด้านหน้า “เฮ้ย ดึกป่านนี้ใครมาตะโกนเสียงดังขนาดนี้ห้ะ  ไม่มีมารยาทบ้างรึไง?” ทันทีที่ยามรักษาความปลอดภัยได้ยินเสียง เขาก็รีบคว้ากระบองแล้ววิ่งออกไปดูอย่างรวดเร็ว “กลับไปซะ มาตะโกนอะไรดึกดื่นขนาดนี้!”เมื่อเด็กสาวเห็นยามวิ่งมาไล่ เธอก็รีบวิ่งหนีแต่ก็ยังคงส่งเสียงตะโกนต่อไปไม่หยุด “อู๋จงหยวนที่บ้านนายกำลังมีปัญหา นายรีบออกมาเดี๋ยวนี้นะ”เด็กสาววิ่งหนียามรักษาความปลอดภัยอย่างสุดกำลังแต่แรงหญิงหรือจะสู้แรงชายได้  เธอวิ่งไปได้ไม่ไกลนักก็ถูกยามคนนั้นไล่ตามทันและถูกเขาคว้าแขนเอาไว้ทันที “หยุดตะโกนสักที มันรบกวนคนอื่นเขา.........”“ปล่อยหนูนะ พี่จะทำอะไรน่ะ” เด็กสาวพยายามดิ้นรนขัดขืนด้วยความโกรธ‘ในเมื่อโอกาสมาถึงที่ จะไม่ใช้ประโยชน์จากตรงนี้ก็โง่เกินทนแล้ว’ ยามหื่นกามเปลี่ยนจากดึงแขนสาวน้อยคนสวยเป็นเริ่มสัมผัสลูบไล้ตัวเธอสาวน้อยทั้งโกรธทั้งกลัว เธอพยายามดิ้นให้หลุดออกจากมือใหญ่อันน่าขยะแขยงของยามรักษาความปลอดภัยสุดฤทธิ์พร้อมกับร้องตะโกนจนสุดเสียงหลังจากดิ้นรนอย่างบ้าคลั่งและตะโกนอยู่หลายครั้ง จู่ๆ เธอก็หยุดชะงักลงเมื่อมองเห็นเงาของใครบางคนทางทิศตะวันออกยามรักษาความปลอดภัยเริ่มรู้สึกผิดสังเกตจึงหันมองตามเด็กสาวไป ทว่าเขาหันไปได้แค่นิดเดียวเท่านั้น และก่อนจะทันได้ตั้งตัว ยามหื่นกามก็ถูกกำปั้นกระแทกเข้าหน้าอย่างจังจนล้มลงไปกองกับพื้นทันทีเจ้าของกำปั้นเป็นเด็กหนุ่มอายุประมาณสิบเจ็ดสิบแปด รูปร่างสันทัด ไม่สูง ไม่ผอม  หลังจากต่อยยามจนล้มกลิ้ง เขาก็เดินตรงไปหาเด็กสาวคนนั้นในทันที “ฮวางผิง เกิดอะไรขึ้น?” “ก็เรื่องที่มีประกาศรื้อทำลายบ้านที่ทรุดโทรมน่ะสิ” ฮวางผิงยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ไหลออกมาบนหน้าผาก  “เพราะพวกนายสองคนไม่ยอมกลับไปลงชื่อชะลอการรื้อบ้าน คนที่หมู่บ้านเขาเลยไปแจ้งความจับพวกนายกัน”“พวกเราไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมายสักหน่อย พวกเขาจะมาแจ้งความจับเราได้ยังไง?” อู๋จงหยวนถามทว่าเพียงเวลาไม่นานนักยามคนนั้นก็เริ่มตั้งสติได้ เมื่อเขาเห็นเลือดที่ไหลออกจากจมูกก็โกรธจัด ยามลามกใช้มือข้างหนึ่งกุมหน้าไว้ ส่วนอีกข้างก็หยิบกระบองขึ้นมาแล้วฟาดใส่อู๋จงหยวนอย่างรวดเร็วอู๋จงหยวนไม่รอช้าใช้เท้าขวาถีบสวนกลับไป แล้วตะคอก “ไปซะ”ยามรักษาความปลอดภัยโดนไปทั้งต่อยและเตะ เขาไม่มีแรงจะสู้ และไม่กล้าสู้อีกแล้ว เขารีบลุกขึ้นแล้วถอยห่างออกไป พร้อมทั้งข่มขู่ “ฉันจำชื่อแกได้ อู๋จงหยวน ฉันจะเอาคืนเตรียมตัวไว้ได้เลย”"หึ แกลวนลามผู้หญิงก่อนไม่ใช่รึไง?” อู๋จงหยวนสูดลมหายใจเข้าแล้วพูดอย่างเยาะเย้ย "แกจะทำอะไรพวกฉันได้""ฉันจะโทรเรียกตำรวจ" ยามรักษาความปลอดภัยตะโกนกลับอู๋จงหยวนไม่สนใจ หันกลับมาฟังฮวางผิงฮวางผิงยกมือขึ้นปาดเหงื่ออีกครั้งแล้วพูดต่อ “ฉันไม่รู้ว่าคนพวกนั้นรู้ได้ยังไงว่าอาจารย์ของพวกนายถูกฝังอยู่ แต่พอเจอหลุมศพพวกเขาก็ไปแจ้งความ พอตกเย็น ตอนที่ฉันกำลังจะออกจากหมู่บ้าน ฉันเห็นรถขุดดินจอดอยู่ตรงเชิงเขา ฉันเดินเข้าไปถามคนขับรถ เขาบอกเขาถูกส่งมาจากในเมือง เช้าเมื่อไหร่พวกเขาจะขึ้นเขาไปเพื่อขุดศพแล้วทำพิธีเผา”เมื่อฮวางผิงพูดจบ อู๋จงหยวนก็สูดหายใจลึก “เรื่องจริงเหรอ?” ฮวางผิงพยักหน้าตอบ “ใช่ คนขับบอกว่า พวกเขาพบหลุมศพฝังอยู่ข้างบ้านนาย พวกเขากำลังจะขุดศพขึ้นมา พวกนายต้องรีบกลับหมู่บ้านเดี๋ยวนี้เลย”อู๋จงหยวนเงยหน้ามองฟ้าแล้วพูดกับฮวางผิง “โอเค ขอบใจมาก เธอเองก็รีบกลับเถอะ เดี๋ยวฉันจะรีบกลับไปดู”"ดึกมากแล้ว รถเมล์คงหมดแล้วล่ะ” ฮวางผิงวางถุงพลาสติกลงแล้วหยิบเงินออกจากกระเป๋ากางเกงหนึ่งร้อยหยวน แล้วยื่นให้เขา “อ่ะ นี่  เรียกรถแท็กซี่กลับเอา หนึ่งร้อยหยวนมันอาจจะไม่พอ แต่ก็คงพานายกลับถึงหมู่บ้านได้”“ไม่เอา ฉันมีเงิน” อู๋จงหยวนโบกมือปฏิเสธแล้วหันไปทางทิศใต้ “ไป ฉันจะเดินไปส่งเธอตรงถนนที่มีไฟ”ฮวางผิงหยิบถุงพลาสติกขึ้นมาแล้วออกเดินอย่างรวดเร็วเพื่อตามอู๋จงหยวนให้ทัน เธอยังคงยื่นเงิน ให้เขา “เอาเงินไปเถอะ”“ฉันไม่เอา” อู๋จงหยวนหยุดเดินแล้วหันกลับไปมองที่โรงเรียนอีกครั้งจากนั้นก็หันกลับมาแล้วเดินต่อไปอย่างไม่ลังเล “นายจะไม่บอกใครไว้สักหน่อยเหรอ?” ฮวางผิงถาม “ดึกขนาดนี้ จะให้ฉันบอกใครได้ล่ะ?” อู๋จงหยวนส่ายหัวฮวางผิงเดินตามอู๋จงหยวนไป “ระหว่างทางที่ฉันมาฉันพยายามติดต่อพี่ชายนายที่อยู่ในเหมืองก็ติดต่อไม่ได้”“เขาเลิกงานตอนเที่ยง” อู๋จงหยวนพูดพร้อมกับก้าวเดินไปข้างหน้า “เธอลองโทรหาเขาอีกรอบ นี่มันเรื่องใหญ่ ฉันกลัวว่าฉันจะเอาไม่อยู่” “โอเค ได้” เธอเองก็เห็นด้วย “ไฟถนนจะดับตอนเที่ยงคืน อย่าใช้โทรศัพท์สาธารณะโทรนะมันอันตราย กลับไปที่โรงงานแล้วยืมโทรศัพท์ใครสักคนโทรเอา” อู๋จงหยวนแนะนำ “โอเค” ฮวางผิงตอบตกลงอีกครั้ง “แล้วพ่อเธอล่ะเป็นยังไงบ้าง?” อู๋จงหยวนถามอย่างห่วงใย“คนแก่ก็อย่างนี้แหละ ปัญหาสุขภาพเดิมๆ” “แล้วพี่ชายของเธอล่ะ ช่วงนี้เขาไม่ได้สร้างปัญหาอะไรใช่ไหม?” อู๋จงหยวนถามขึ้นอีกฮวางผิงเริ่มรู้สึกหดหู่เพิ่มขึ้นไปอีก “ฉันก็ไม่รู้เรื่องมันเป็นมายังไง ไม่กี่วันที่ผ่านมาใครก็ไม่รู้ผลักเขาตกบ่อน้ำหมู่บ้าน เกือบจมน้ำตาย ฉันถามเขา เขาก็ตอบไม่รู้ว่าใครผลัก พ่อฉันกลัวว่าเขาจะวิ่งออกไปแก้แค้น ก็เลยจับเขามัดไว้กับโม่หิน” “วิธีนั้นมันไม่ช่วยอะไรหรอก” อู๋จงหยวนส่ายหัว “เอาเถอะ แล้วเธอกับพี่ชายฉันเป็นไงบ้างช่วงนี้?”“ก็เหมือนเดิ๊ม” ฮวางผิงทำเสียงสูง “ฉิงหมิงเรียนจบมัธยมปลายแล้ว ส่วนฉันเรียนไม่จบมัธยมต้นด้วยซ้ำ  พวกเราไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไหร่หรอก”“เขาเป็นคนพูดน้อย” อู๋จงหยวนรู้สึกขัดใจ ฮวางผิงเป็นคนสวย จิตใจดี แต่น่าเสียดายที่ครอบครัวของเธอยากจน ทำให้ไม่ได้เรียนหนังสือ เธอชอบพี่ชายของเขาหลินชิงหมิง หลินฉิงหมินเองก็ไม่มีท่าทีรังเกียจอะไรเธอฮวางผิงพยักหน้า ไม่ได้พูดอะไรต่อไม่กี่นาทีต่อมาพวกเขาก็เดินมาถึงถนน อู๋จงหยวนต้องแยกเดินไปทางใต้ ส่วนฮวางผิงเองก็ต้องเดินไปทางทิศตะวันออก “นี่ ฉันมีเจียนปิ่ง* ฉันแบ่งให้เอาไหม?” ฮวางผิงชูถุงพลาสติกขึ้นที่มือขวาขึ้นเจียนปิ่ง= เป็นแผ่นแป้งที่ห้องไส้มีลักษณะคล้ายเครป“ไม่ล่ะ ฉันไม่หิว เธอรีบกลับได้แล้ว” อู๋จงหยวนโบกมือให้ฮวางผิงแล้วเดินต่อไปทางใต้ครึ่งชั่วโมงต่อมาอู๋จงหยวนที่เดินมาทางทิศใต้ของเฉิงหนานก็นั่งลงข้างทาง เขาไม่มีเงินแถมแถวนี้ก็ไม่มีแท็กซี่สักคัน เขาทำได้แค่นั่งรออยู่ข้างทางหลังจากนั่งรออยู่สักพักก็เห็นรถบรรทุกขนดินวิ่งมาจากทางเหนือ อู๋จงหยวนมองไปรอบตัวเมื่อเห็นว่าไม่มีใคร เด็กหนุ่มจึงรีบวิ่งอย่างรวดเร็วแล้วกระโดดขึ้นรถบรรทุก เมื่อขึ้นมาแล้วเขาก็มองหาที่นั่งรถบรรทุกขนดินคันนี้มีความสูงกว่าสามเมตร ปกติแล้วคนธรรมดาทั่วไปไม่สามารถกระโดดขึ้นมาได้ แต่ที่เขาทำได้เพราะเขามีทักษะวิชากังฟู  เมื่อพูดถึงกังฟูต้องเริ่มจากอาจารย์ของเขา แต่เดิมอาจารย์เป็นนักบวชลัทธิเต๋าที่เดินทางไปทั่ว พอเวลาผ่านไปเมื่อเริ่มแก่ตัวลงอาจารย์ก็ตัดสินใจตั้งรกรากอยู่ในหมู่บ้านหวงเจียที่เขาและพี่ชายอาศัยอยู่ในปัจจุบัน อู๋จงหยวนจะอายุสิบแปดปีบริบูรณ์ในปีนี้ หลินชิงหมิงพี่ชายของเขาอายุมากกว่าเขาสามปี ทั้งคู่เป็นเด็กกำพร้าที่อาจารย์รับเลี้ยงไว้  ตอนที่อาจารย์ยังมีชีวิตอยู่พวกเขาสามคนอาศัยอยู่บนเนินเขาทางตะวันออกของหมู่บ้าน  มีอาคารเก่าหลายหลังที่ถูกทิ้งไว้ในช่วงจัดตั้งระบบคอมมูนของประเทศ (People’s communes)  ครั้งหนึ่งอาคารหลังนี้เคยเป็นสถานีสูบน้ำแต่ต่อมาถูกปล่อยทิ้งร้าง  อาจารย์ของพวกเขาเลยซื้อมาทำเป็นบ้านพัก แม้ว่าอาจารย์จะเป็นคนลัทธิเต๋า แต่ท่านก็ไม่ค่อยสวมเสื้อคลุมของลัทธิเท่าไหร่นักทำให้มีไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ว่าเขาเป็นคนของลัทธิเต๋า  วิชากังฟูของอาจารย์นั้นถูกแบ่งออกเป็นสองอย่าง คือชี่กงแข็งและวิชาตัวเบา ซึ่งอาจารย์ก็ได้ถ่ายทอดวิชาทั้งสองให้แก่เขาและพี่ชายแล้ว  วิชากังฟูทั้งสองเป็นสิ่งที่คนทั่วไปรู้จักกันอยู่แล้ว ว่าด้วยชี่กงแข็งก็หมายถึงกำลังภายใน มันคือความแข็งแกร่ง อยู่ยงคงกระพัน และทรงพลังที่สุด ส่วนวิชาตัวเบาเป็นทักษะที่ใช้สำหรับกระโดดปีนป่ายไปตามหลังคาหรือกำแพง แต่ทุกอย่างย่อมมีข้อจำกัดเสมอ นั่นก็คือถ้าคุณกระโดดลงมาจากตึกที่สูงกว่าสิบชั้นคุณก็ตายได้เหมือนกัน ถึงแม้ว่ากังฟูที่พวกเขาเรียนรู้จะไม่ใช่ความลับ แต่อาจารย์ก็มักจะย้ำเตือนพวกเขาเสมอว่าอย่าใช้มันออกมาต่อหน้าผู้คน ด้วยเหตุผลที่ว่ามันจะนำความหายนะมาสู่ตนเองนอกจากทักษะกังฟูทั้งสองนี้แล้วอาจารย์ยังสามารถวาดสัญลักษณ์และค้นหาตำแหน่งของฮวงจุ้ยได้ ทว่าในเรื่องนั้นทั้งเขาและพี่ชายยังไม่เคยมีใครได้เรียนรู้  อันที่จริงพวกเขาสองคนสนใจทักษะนี้อย่างมาก และเคยขอร้องให้อาจารย์สอนให้ แต่อาจารย์กลับปฏิเสธ  เมื่อถามหาเหตุผล อาจารย์ก็กล่าวเพียงแค่ว่า ‘สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงความเชื่อทางไสยศาสตร์ การเรียนรู้ศิลปะการต่อสู้และการเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรงนั้นเพียงพอต่อการมีชีวิตแล้ว’ ไสยศาสตร์นั้นเข้าใจได้ยาก และใครก็ตามที่ศึกษาเรื่องนี้ก็มันจะถูกมองว่างมงาย เชื่อเรื่องภูตผี ปีศาจอาจารย์เสียชีวิตไปได้ 5 ปีแล้ว และก่อนที่จะจากไป อาจารย์ได้สั่งเสียไว้ว่าให้ฝังร่างท่านไว้ทางตะวันออกของบ้านซึ่งอยู่ในจุดที่ไม่ไกลนัก อาจารย์เคารพกฎหมาย ยึดถือธรรมเนียมโบราณ และเคร่งครัดในระเบียบวินัยมาตลอดชั่วชีวิต ไม่นานมานี้ทางการออกกฎหมายสั่งห้ามไม่ให้มีการฝังศพเพื่อเป็นการเรียกคืนพื้นที่ใช้สอยในประเทศ ศพที่เคยฝังจะถูกขุดขึ้นมาเผาและศพใหม่ที่เกิดขึ้นก็จะต้องทำการเผาแทนเช่นกัน ซึ่งนั่นขัดกับหลักความเชื่อดังเดิมและวิถีปฏิบัติเป็นอย่างมาก ตอนนั้นอาจารย์ยังมีชีวิตอยู่ แน่นอนว่าผู้เคร่งครัดในขนบประเพณีดั้งเดิมอย่างท่านต้องไม่อยากถูกเผาร่าง  อาจารย์จึงบอกให้พวกเขาสองคนพี่น้องสร้างโลงศพ หากอาจารย์ตายก็ให้ฝังท่านไว้แล้วให้พวกเขาเก็บไว้เป็นความลับไม่ให้ใครรู้ตลอดชีวิต ระหว่างทางกลับอู๋จงหยวนคิดทบทวนเกี่ยวกับเรื่องนี้ตลอดทาง ทั้งหมดนั้นมันเกิดจากความขัดแย้งกันของกฎหมายและขนบธรรมเนียมประเพณีตามความเชื่อแต่โบราณ หากจะให้ถกเถียงกันว่าฝ่ายใดผิดหรือถูกย่อมเป็นไปได้ยาก เพราะทั้งสองก็อ้างอิงอยู่บนพื้นฐานของเหตุและผลที่เป็นของตัวเอง และตอนนี้เรื่องหลุมศพของอาจารย์ก็แดงขึ้นมาแล้ว เขาควรจะทำอย่างไรดี อู๋จงหยวนกอดเข่าแล้วซบหน้าลงไปอย่างคิดหนักถึงอย่างไรอาจารย์ก็เป็นผู้มีพระคุณเพียงหนึ่งเดียวของพวกเขาสองพี่น้อง เขาต้องการให้ทุกอย่างเป็นไปตามคำสั่งเสียสุดท้ายของอาจารย์ ไม่ว่าจะยังไงเขาก็ต้องทำให้อาจารย์ของเขาจากไปอย่างสงบให้ได้หลังจากคิดทบทวนเรื่องนี้อยู่นาน อู๋จงหยวนก็สรุปกับตัวเองได้ว่า มีทางเดียวเท่านั้นที่จะแก้ไขเรื่องนี้ได้ นั่นคือการขุดเอาร่างของอาจารย์ไปฝังไว้ที่อื่นอย่างลับๆ แม้ว่ามันจะเหมือนเป็นการดูหมิ่นอาจารย์ แต่ก็ดีกว่าให้ร่างของท่านโดนเผาไปเมื่อนั่งมาได้ครึ่งทางรถบรรทุกขนดินก็เปลี่ยนเส้นทาง  ในขณะที่หยุดรอเลี้ยวนานกว่าสิบนาทีอู๋จงหยวนก็มองเห็นว่ามีรถบรรทุกคันใหญ่อีกสองคันแล่นมาในเลนข้างๆ  ซึ่งดูเหมือนว่าจะมีรถบรรทุกคันหนึ่งที่บรรทุกของเกินพิกัดทำให้ขับได้ไม่เร็วนัก เด็กหนุ่มรีบกระโดดไปที่รถคันนั้นแล้วนั่งลงอีกครั้งเมื่อรถวิ่งมาได้อีกสี่ชั่วโมงกว่า เขาก็ต้องลงเพราะจะต้องเปลี่ยนเส้นทางแล้ว ทว่าตรงจุดนั้นไม่มีรถสักคันที่ขับผ่านมาและพอจะให้เขาโดยสารไปด้วยได้  สุดท้ายแล้วเด็กหนุ่มจึงทำได้เพียงแค่วิ่งกลับไปที่หมู่บ้านแทน ซึ่งกว่าจะมาถึงหมู่บ้านก็เป็นเวลาตีห้าของอีกวัน  เขาพบรถขุดจอดอยู่ที่เชิงเขาทางตะวันออกของหมู่บ้าน และในวินาทีนั้นเองเขาก็คิดบางอย่างออกอู๋จงหยวนมองไปรอบๆ  เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่จึงกระโดดขึ้นไปบนรถขุด เด็กหนุ่มเปิดฝาถังน้ำมันเชื้อเพลิง แล้วค่อยๆ กรอกทรายลงไป จากนั้นก็กระโดดลงมาแต่ทันใดนั้นเขาก็นึกอีกเรื่องขึ้นได้ เด็กหนุ่มกระโดดกลับขึ้นไปบนรถขุดอีกครั้งแล้วถูฝาถังน้ำมันด้วยแขนเสื้อของเขาแรงๆ เพราะถ้าหากรถคันนี้พัง เขาจะต้องจ่ายค่าเสียหายเป็นจำนวนมากซึ่งเขาไม่มีเงิน ดังนั้นเขาต้องเช็ดรอยนิ้วมือของเขาออกให้หมด หลังจากนั้นเขาก็เดินขึ้นไปบนภูเขาเพื่อกลับบ้าน หลังจากที่ขบคิดเรื่องนี้จนปวดสมองมาตลอดทาง อู๋จงหยวนก็คิดได้แล้วว่าจะเลิกใส่ใจมัน  เขาเก็บผลท้อที่อยู่หลังบ้าน แล้วไปซ่อนตัวอยู่ในป่าทางทิศตะวันออกสิ่งที่เขาทำได้ตอนนี้มีเพียงแค่ต้องถ่วงเวลาไว้ให้ได้นานที่สุดจนกว่าพี่ชายของเขาจะมา...