บทที่ 27
คนทรยศ
ชายผู้นั้น คนทรยศที่แฝงตัวอยู่ในกองทัพัเพลิงเผยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่มุมปากขณะร่างกำยำเคลื่อนพุ่งฉวัดเฉวียนไปยังรถม้าสีดำสนิทกลางขบวนทัพราวกับพญาอินทรีย์ตะครุบเหยื่ออย่างฉับไว ฝ่ามือของมันแผ่พลังปราณกร้าวแกร่งห่อหุ้มด้วยแรงกดดันอันหนักหน่วงจนบิดเบี้ยวอากาศรอบข้างคล้ายคลื่นความร้อนพวยพุ่งหวังใช้เพียงฝ่ามือเดียวทะลวงผ่านประตูรถม้าดึงเป้าหมายออกมาให้ได้ภายในชั่วพริบตาเดียว
มันเชื่อมั่นว่าขณะนี้ไม่มีผู้ใดหยุดยั้งตนได้!
ไม่ว่ากวนจวิ้นที่กำลังพันตูอยู่เบื้องบน หรือซูเยี่ยนที่เคลื่อนพลห่างออกไปล้วนไม่ทันเห็นถึงร่องรอยแผนการของมัน และยิ่งไปกว่านั้น…มันปิดบังขอบเขตของตนเองได้อย่างแเีจนแม้แต่เหยียนไป๋เฉินยังมิได้เอะใจมาก่อนหน้านี้
กระทั่งปลายนิ้วมือหยาบกร้านของมันกำลังจะััถึงผิวไม้ของประตูรถม้า
วูบ!
แสงสีแดงวาบหนึ่ง พลันแล่นผ่านท้องฟ้าเฉกเช่นสายฟ้าผ่าฟาดลำแสงนั้นบางเฉียบและรวดเร็วถึงที่สุดมันเกิดขึ้นรวดเร็วจนไม่ทันให้ผู้ใดจับต้องสายตาได้สิ่งที่เหลือไว้เพียงลำแสงอันเรืองรองที่แ่จางราวกับไม่เคยมีอยู่มาก่อน
คนทั้งกองทัพไม่อาจบอกได้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น
แม้แต่คนทรยศเองก็ไม่อาจรับรู้ได้ถึง่เวลาแห่งหายนะนั้น
วินาทีต่อมาร่างของมันซึ่งกำลังพุ่งเข้าหารถม้าด้วยท่วงท่าที่สง่างามและแข็งแกร่งก็หยุดชะงักลงกะทันหัน
ราวกับเสาหินถูกตรึงเอาไว้กลางอากาศ
ไม่มีการเคลื่อนไหว ไม่มีแรงสั่นะเืใด ๆ
มันแข็งค้างอยู่อย่างนั้นท่ามกลางเสียงเกรี้ยวกราดของสนามรบและเสียงกรีดร้องของอาวุธที่ปะทะกันอย่างดุเดือด
จากนั้น...
เสียง “กร๊อบ” แหบแห้งก็ดังขึ้นเบา ๆราวกับกิ่งไม้แห้งหักกลางลำต้น
หัวของคนทรยศพลันหลุดออกจากต้นคออย่างง่ายดายร่างกายของมันยังคงยืนนิ่งอยู่ในท่วงท่าเดิมเพียงเสี้ยวอึดใจก่อนจะเอนลาดลงอย่างเชื่องช้า ดวงตาเบิกโพลงค้างไว้ด้วยความไม่เชื่อ
หัวกลิ้งหลุน ๆ ไปกับพื้น เส้นผมที่ยาวสยายลากพื้นดินเป็ทางยาวเืสีแดงสดทะลักออกจากปากแผลบนลำคอ ราวน้ำพุที่พลุ่งพล่านกระจายเป็ม่านละอองโลหิตกลางสนามรบ
กองทัพทั้งสนามรบเงียบงันชั่วขณะ ราวกับโลกทั้งใบหยุดหายใจ
แม้แต่เสียงโคลนตมที่เคยแฉะยามฝีเท้าทหารวิ่งบดขยี้ก็พลันหยุดนิ่ง
ดวงตาหลายคู่เบิกโพลง จ้องมองร่างไร้หัวที่ค่อย ๆ ล้มลงดังตุบหนัก ๆบนพื้นดินแข็งกระด้าง
ทุกคนได้แต่มองอย่างตะลึงงัน ไม่อาจเอ่ยคำพูดใด
“...”
และใน่เวลาแห่งความเงียบสงัดนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
"พวกเ้าน่ะ..."
เสียงเ็า หากอ่อนโยนในคราเดียวกัน ลอยเอื่อยผ่านม่านอากาศเข้ามาใครที่ได้ยินต่างก็รู้สึกราวกับลมหายใจถูกบีบเค้น
"...บุตรสาวของข้ากำลังหวาดกลัว หากนางเสียขวัญไปล่ะก็..."
เสียงแ่เบานั้นถูกลากยาวในตอนท้ายก่อนจะตามด้วยเสียงหัวเราะแ่หวาน เย้ายวน
“หึ หึ หึ...”
แต่ในหัวใจของทุกคนกลับหนาวเยียบ เย็นะเืไปถึงไขสันหลัง
ไป๋ซือเหนียง สตรีผู้เป็พระชายาที่อยู่ภายในรถม้าพร้อมกับบุตรสาวของซื่อจื่อคือผู้เอ่ยวาจานั้นออกมาอย่างแ่เบา
แต่ไม่มีผู้ใดกล้าสงสัยอีกต่อไปว่า นางเป็คนที่ลงมือในครานี้
ตัดหัวของยอดฝีมือขอบเขตตะวันได้เพียงเสี้ยวลมหายใจโดยไม่ทิ้งแม้แต่ร่องรอยของพลังปราณ!
ฝีมือเช่นนี้... จะมิให้คนทั้งสนามรบหวาดผวาได้อย่างไร?
"ถอย!"
เสียงะโดังกระหึ่มจากแนวป่าอีกด้านเป็หนึ่งในยอดฝีมือขอบเขตปฐีที่กำลังปะทะกับเหยียนไป๋เฉิน
เสียงนั้นเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ไม่อาจปิดบังกังวลได้อีกต่อไป
คลื่นปราณของพวกมันถดถอยลงทันทีก่อนที่ร่างจะทะยานหนีแตกกระจัดกระจายไปทุกทิศทุกทาง
เมื่อเสียงคำสั่ง "ถอย!" ดังก้องขึ้นในสนามรบเหล่าศัตรูที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ต่างพากันแตกตื่นแต่พวกมันไม่กล้าฝืนคำสั่งของผู้บัญชาการในเงามืดทั้งหมดจึงหันหลังพยายามหลบหนีด้วยท่าทางอันวุ่นวายและแตกแถวแตกแนวทันทีในชั่วพริบตา
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงกระทืบพื้นดินดังสั่นะเืขณะที่ร่างของพวกที่ซุ่มโจมตีเ่าั้วิ่งหนีออกไปจากสนามรบอย่างไม่คิดชีวิต
ทว่า...เสียงกรีดร้องดังโหยหวนฉับพลันดังขึ้นกลางสายลมที่กรุ่นกลิ่นเื
กวนจวิ้นที่พุ่งทะยานกลับมาจากการต่อสู้เบื้องบนสะบัดปลายดาบอันใหญ่โตในมือหนึ่งครั้ง เงาดาบสีเหล็กเข้มเป็ประกายวาววับพาดผ่านกลางอากาศ
ปลายดาบตัดผ่านชายชุดดำผู้หนึ่งที่กำลังหลบหนีอย่างรวดเร็วเสียงโลหะเฉือนผ่านกระดูกดัง "ฉัวะ!" ดังสนั่น
แขนข้างหนึ่งของศัตรูหลุดออกจากบ่าพร้อมสายโลหิตที่พุ่งกระเซ็นเป็เส้นโค้งกลางอากาศร่างนั้นล้มกลิ้งลงกับพื้น ร้องโหยหวนสุดเสียง ทว่าก็ยังฝืนกัดฟันตะเกียกตะกายหลบหนีไปพร้อมความเ็ปแสนสาหัส
กวนจวิ้นยืนนิ่งอยู่บนพื้น ร่างสูงใหญ่ของเขาแผ่ไอสังหารเย็นะเืดวงตาดุดันจับจ้องศัตรูที่หนีไป พลางกระชับดาบแน่นเหมือนจะลงมือซ้ำแต่สุดท้ายก็เลือกไม่ไล่ตามเพราะรู้ดีว่าศัตรูที่สำคัญยิ่งกว่านั้นกำลังตกอยู่ในมือของซื่อจื่อที่อยู่ด้านหน้า!
เหยียนไป๋เฉินในยามนี้ พุ่งทะยานฝ่าอากาศดุจวิหคเทพดาบในมือห่อหุ้มด้วยเปลวปราณสีขาวนวลปลาบ แรงกดดันของขอบเขต์แผ่คลุมฟ้าดิน
สองในสามของผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตปฐีที่ยังคงต้านทานต่อสู้กับเขาต่างพยายามเร้นกายหลบหนีอย่างสิ้นหวังแต่เหยียนไป๋เฉินไม่เปิดโอกาสให้พวกมันหนีไปง่าย ๆ
ดาบเล่มใหญ่ในมือฟาดฟันฉับไวสร้างคลื่นพลังปราณที่กรีดฟ้าฉีกดินเปล่งเสียงแหลมบาดหู
เสียง"ตูม!" ดังสนั่นจากการปะทะกันของกระบวนท่าสุดท้าย
ศัตรูคนแรกที่หลบหนีไปก่อนหน้าถูกแรงกระแทกจากคลื่นปราณสะท้อนกลับจนร่างกระเด็นออกไปหลายสิบจั้งกระแทกกับต้นไม้ใหญ่จนลำต้นหักโค่น เืในปากทะลักเป็สาย อวัยวะภายในแหลกเหลวไม่รู้เป็ตายประการใด
ส่วนอีกคนที่ยังยืนหยัดอยู่ต่อหน้าเหยียนไป๋เฉิน พยายามต้านทานคลื่นปราณอันดุร้ายด้วยพลังทั้งหมดที่มีแต่มันก็ยังโดนแรงกระแทกจนร่างกายบิดเบี้ยว ดาบในมือกระเด็นหลุด หัวไหล่ซ้ายยุบลงดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงและเ็ป ก่อนจะรีบถอยหนีอย่างไร้ทิศทางพร้อมเร่งเร้าพลังปราณหลบหนีไปอย่างทุลักทุเล
เหยียนไป๋เฉินยังคงยืนอยู่ในอากาศสูงเหนือพื้น ดาบในมือชี้ลงต่ำไอสังหารยังคงแผ่พุ่งไม่ลดลงแม้แต่น้อย ทว่าดวงตาของเขากลับนิ่งสงบไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ
และสุดท้าย เหล่าทหารของกองทัพัเพลิงที่เหลือแม้จะมีเพียงหนึ่งร้อยห้าสิบคนแต่พวกเขาก็แสดงให้เห็นถึงระเบียบวินัยและความแข็งแกร่งที่เหนือชั้นศัตรูที่เหลือพยายามหลบหนีอย่างแตกพ่ายแต่กองทัพัเพลิงก็ยังไล่ล่าอย่างเป็ระเบียบ ทุกกระบวนท่ามั่นคงเด็ดขาด
ศัตรูหลายสิบศพถูกทิ้งกองอยู่กับพื้นเลอะเลือนด้วยเื
สุดท้าย ในบรรดากองโจรสี่ร้อยคนที่ซุ่มโจมตีมีเพียงประมาณครึ่งที่หนีไปได้ โดยสภาพพวกมันก็าเ็อาการสาหัสแทบทุกคน
ณ จุดศูนย์กลางขบวนร่างรถม้าที่ประดับลวดลายัเพลิงตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้นอย่างมั่นคง
ภายในรถม้าหรูหรา ไป๋ซือเหนียงนั่งสงบนิ่งใบหน้างดงามแ่เบาแฝงรังสีเย็นเยียบ
เถาเถาในอ้อมแขนของนางตอนนี้กำลังหลับสนิท ใบหน้าเล็ก ๆ ซบลงกับแผ่นอกของนางอย่างไร้เดียงสา
ไป๋ซือเหนียงใช้ปลายนิ้วเรียวยาวค่อย ๆลูบไล้เส้นผมนุ่มสลวยของเด็กน้อยเบา ๆ ดวงตาเปี่ยมไปด้วยแววอ่อนโยนและความสงบ
เมื่อครู่ตอนที่สนามรบปั่นป่วน นางจับชีพจรเถาเถาได้เต้นแรงจนผิดปกติจึงตัดสินใจวางฝ่ามือที่หลังของนาง ส่งกระแสพลังกล่อมจิตเบา ๆ จนเถาเถาค่อย ๆผ่อนคลายและเข้าสู่ห้วงนิทรา
ใบหน้าของไป๋ซือเหนียงที่เงยขึ้นในยามนี้อ่อนหวานสงบนิ่งราวกับไม่เคยมีการสังหารเกิดขึ้นด้านนอกแม้แต่น้อย
ทว่าภายใต้ความอ่อนโยนนั้นผู้ใดจะคิดว่านางเพิ่งสังหารผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตตะวันไปหนึ่งคน