ตอนที่ 45
หานเต้าหยี หรี่ตาแคบลงในทันที...
“นี่เจ้า?!”
ไม่เพียงแค่ หานเต้าหยี ที่เต็มไปด้วยความฉงนแม้แต่สมาชิกตระกูลซ่งเอง ก็ยังใบหน้าบิดเบี้ยวอัปลักษณ์เช่นกัน ที่จู่ ๆ ซุนเอาสถานะของตระกูลเข้าไปเดิมพันเช่นนั้น!!
“จะ...เจ้าบ้า เหยาซุน นี่เจ้า!!”ซุนหยวนเจ๋อ เป็นคนแรกที่เอ่ยทักขึ้น... ซุน ได้แต่หันมายิ้มแห้ง ๆแต่ทุกอย่างล้วนไหลตามสถานการณ์ ซุน เองก็ไม่ได้วางแผนลักษณะนี้เช่นกัน หากแต่เห็นถึงโอกาสบางอย่างที่สมควรไขว้คว้าจึงลั่นวาจาออกไปเช่นนั้น
หานเต้าหยี เพ่งมองไปยัง ซ่งไห่เฟิง...
“ซ่งไห่เฟิง... ดูเหมือนว่าศิษย์เอกสำนักเจ้าจะพ่นวาจาไร้สาระออกมา จนเริ่มเป็นที่ระคายหูข้าอยู่บ้างแล้วนะ...”
ซ่งไห่เฟิง เหลียวมองมา ซุน เล็กน้อยเห็นถึงประกายความมั่นใจที่เปี่ยมล้นผ่านดวงตา... ชายชราอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะจับจ้องกลับมายัง หานเต้าหยี...
“อะไรคือวาจาไร้สาระ?! หากเรื่องที่ เหยาซุนเอ่ยถึงการเดิมพันนั่นล่ะก็ ตระกูลซ่ง ไม่มีปัญหาอันใด...ข้าเชื่อมั่นในศิษย์เอกของสำนักขวานวายุ ตระกูลซ่ง!!”
ตึง!!
เสียงป้ายเหล็กประจำตระกูลในมือของ ซ่งไห่เฟิง กระแทกลงที่โต๊ะเจ้าหน้าที่...ประหนึ่งเป็นการการันตีว่า หากทาง ตระกูลหาน กล้าร่วมเดิมพัน ตระกูลซ่งก็พร้อมจะลดสถานะของตระกูลลงเมื่อ เหมาซุน พ่ายแพ้ในการประลอง...
หานเต้าหยี เบิกตากว้างขึ้นทันที...
“เจ้ามันบ้าไปแล้ว!!”
ช่วงเวลานั้นเอง กลับมีคนอีกกลุ่มหนึ่งก้าวเดินมาทั้งยังได้ยินเรื่องราวที่กล่าวท้าทายกันเมื่อครู่ด้วยความบังเอิญ...
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ช่างน่าสนใจจริง ๆ”
ฉีเฟยเทียน เจ้าเมืองผู้ครั่นคร้าม สืบเท้าเข้ามาพร้อมยอดฝีมือผู้ติดตามจำนวนหนึ่ง...การมาของผู้ที่มีสถานะสูงสุดในเมืองนี้ ทำให้ทั้ง หานเต้าหยี และ ซ่งไห่เฟิงล้วนแล้วแต่ต้องประสานมือโค้งตัวอย่างสุภาพ เป็นการให้เกียรติ...
เจ้าเมืองฉี เดินตรงเข้าไปหยิบเอาป้ายเหล็กตระกูลซ่ง ที่ซ่งไห่เฟิง วางลงเมื่อครู่มาพิจารณา...
“ซ่งไห่เฟิง... เจ้าแน่ใจแล้วหรือว่ากล้านำสถานะของตระกูลซ่งมาเดิมพัน?! อย่าลืมว่าสถานะของตระกูลซ่งในเวลานี้ อยู่ในสภาวะที่ย่ำแย่อยู่แล้ว ย่อมเป็นเรื่องง่ายที่จะถูกถอดถอนเพียงแต่ข้าปฏิเสธที่จะยื่นเรื่องเสนอราชวงศ์ไป๋หู่มาโดยตลอดเพราะเห็นแก่ความดีความชอบของ ซ่งหยุนไห่ สหายเก่าข้าที่ตายไป...”
ซ่งไห่เฟิง ยกแขนเทียมขึ้นประสานมืออีกครั้ง...
“ขึ้นอยู่กับว่า ตระกูลหาน มีเงื่อนไขที่สมควรแก่การเดิมพันหรือไม่”
ฉีเฟยเทียน หรี่ตาแคบเล็กน้อย...
“อย่าลืมว่าสถานะของตระกูลซ่ง และตระกูลหานในเวลานี้แตกต่างกันมาก...มิใช่ว่าตระกูลซ่งยื่นเสนอลดสถานะตระกูลตนเอง แล้วตระกูลหานจะต้องใช้เงื่อนไขเดียวกัน...ตระกูลหานไม่อาจถูกถอดถอนได้ด้วยการเดิมพันเช่นนี้...”
ซ่งไห่เฟิง พยักหน้าตอบรับ...
“เรื่องนั้นข้าย่อมทราบดี...”
ก่อนที่ ซ่งไห่เฟิง จะเหลือบมองไปยัง เด็กหนุ่ม...
แน่นอนว่า เจ้าเมืองฉี ก็มองตามเช่นกัน...
“ไอหนู... เจ้าเป็นคนเอ่ยปากเดิมพัน ซึ่งข้าก็ตอบรับให้เจ้าแล้วแปลว่าเจ้ามีสิ่งที่ต้องการอยู่ในใจใช่หรือไม่?!” ซ่งไห่เฟิงเอ่ยถามขึ้น
ซุน เผยรอยยิ้มเขินอายเล็กน้อย ก่อนจะเข้าไปกระซิบข้างหูชายชรา...
“หากชนะ... ข้าขอส่วนแบ่งครึ่งหนึ่งของเดิมพัน ตกลงหรือไม่?!”
ซ่งไห่เฟิง พยักหน้าตอบรับเบา ๆ
ซุน ส่งเสียง หึหึ ในลำคอ... ก่อนจะตวัดสายตามองไปยัง หานเต้าหยี
“ห้าล้านเหรียญทอง... นั่นคือข้อเสนอเดิมพัน!! หากข้าชนะเลิศได้พวกท่านต้องจ่ายตามนั้น!!”
“!!!!!!!!!!!” หานเต้าหยี เบิกตากว้างขึ้นทันที
“อะไรนะ!! ห้าล้านเหรียญทอง งั้นหรือ!!”
ซุน สวมกอดอก เผยรอยยิ้ม...
“นั่นเป็นราคาที่ต่ำมาก หากเทียบกับสถานะชนชั้นตระกูลที่ถือครองป้ายเหล็ก...ได้ยินว่าตระกูลหาน ประกอบกิจการหลายอย่างทั้งยังมีสาขาที่เปิดขึ้นในเมืองหลวงร่วมกับตระกูลเกา กิจการรุ่งเรืองอยู่ไม่น้อย ห้าล้านเหรียญทองจะนับเป็นอย่างไร?!
อย่าบอกนะว่าพวกท่านคิดอยากจะถอดถอน ตระกูลซ่งโดยไม่คิดจะแบกรับความเสี่ยงใด ๆ เอาไว้เลย หมายจับพยัคฆ์โดยใช้กับดักล่ากระต่ายเนี่ยนะ?! ช่างน่าขันยิ่ง...จิตใจพวกท่านยังหนักแน่นได้ไม่เท่าตระกูลซ่งของเราเลย!! ตระกูลใดกันแน่ที่ไม่เหมาะสมกับป้ายเหล็ก!!”
เสียงของ เด็กหนุ่ม แผดก้องดังยิ่งกว่าตอนที่ หานเต้าหยี กล่าวย่ำยีตระกูลซ่ง!! ผู้คนนับพันในละแวกต่างล้วนจดจ้องมาเป็นทิศทางเดียว... เจ้าเมืองฉี ที่ยืนอยู่ตรงนั้นยังแอบยิ้มย่องอยู่ในใจไม่แสดงตนว่ารู้จักกับ ซุน มาก่อน พยายามทำตัวเป็นกลางให้มากที่สุด...
ใบหน้าของ หานเต้าหยี บิดงอทันที ตลอดชีวิตไม่เคยถูกผู้เยาว์มาโต้เถียงเช่นนี้ต่อหน้ามาก่อน!! หากเป็นพื้นที่ส่วนตัวแล้วล่ะก็ หานเต้าหยี คงไม่ลังเลที่จะตบหน้าเด็กหนุ่มผู้นี้ฉาดใหญ่เพื่อสั่งสอน...ทว่าตอนนี้เป็นท่ามกลางผู้คนจำนวนมาก และอยู่ต่อหน้าเจ้าเมือง ฉีเฟยเทียนไหนเลยที่ชายชราจะลงมือกล้ารังแกผู้เยาว์คนหนึ่ง ให้ชื่อเสียงของตนเป็นที่ครหา...
“เจ้าจะว่ายังไง หานเต้าหยี?! แน่นอนว่าเจ้าสามารถปฏิเสธการเดิมพันครั้งนี้ได้โดยไม่มีการบีบบังคับ... แต่หากเจ้าตอบรับ ข้าจะเป็นสักขีพยานในการเดิมกันครั้งนี้ให้เองขอใช้อำนาจแห่งเจ้าเมืองฉี ลงนามพวกท่านทั้งสองตระกูลเป็นสัญญาลายลักษณ์อักษรห้ามมิให้ผู้ใดผิดคำมั่น...” เจ้าเมือง ฉีเฟยเทียน เอ่ยถามเน้นย้ำ
หานเต้าหยี แสดงสีหน้าครุ่นคิดหนัก เหลือบพิจารณามายังเด็กหนุ่ม...แววตาของชายชราค่อย ๆ แปรเปลี่ยนไป ก่อนหน้านี้ได้เห็นความมั่นใจของเด็กหนุ่มนามเหยาซุน ที่เปี่ยมไปด้วยรัศมีความแน่นหนัก หลงนึกว่าจะเป็นชนชั้นอัจฉริยะผู้หนึ่งแต่กลับกลายเป็นว่ารัศมีที่แผ่ออกมาเป็นเพียงชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นแรกสุดเท่านั้น!!
หากเปรียบวัดในพื้นฐานลมปราณ ไม่ต้องกล่าวถึง หานเฉียงที่เป็นชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นที่ 9 และ ฉีลู่ชิง ชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นที่7 ณ เมืองบุปผาแดงแห่งนี้ ยังมีผู้เยาว์อีกไม่ต่ำกว่า 20 คนภายในการประลอง ที่มีระดับขั้นพลังเหนือว่าเหยาซุน...
‘อะไรกัน... ในเมื่อมันอ่อนแอเพียงนั้น?! แล้วความมั่นใจที่เห็นนั่นคืออะไร’
หานเต้าหยี มิใช่คนโง่เขลา ทั้งยังอุปนิสัยเจ้าเล่ห์เป็นพื้นฐานไม่มีทางถูกล่อลวงโดยง่าย... ทั้งที่เห็นความอ่อนแอจากพื้นฐานลมปราณของอีกฝ่าย ก็ยังชั่งใจอยู่อีกขั้นหนึ่ง...ซุน เห็นอีกฝ่ายยังมีความลังเลเด่นชัด จึงตัดสินใจเติมเชื้อไฟขึ้นอีกเล็กน้อย...
เด็กหนุ่ม แผดเสียงหัวเราะขึ้นก้องดัง...
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ข้าขอแนะนำ ว่าท่านอย่าเสี่ยงจะดีกว่า... ข้านั้นถูกคนในหมู่บ้านตะวันอัสดงยกย่องให้เป็นถึงอัจฉริยะไร้พ่าย เหล่าผู้เยาว์ทั้ง 7 หมู่บ้าน ล้วนต้องก้มหัวให้กับข้าถึงนี่จะเป็นครั้งแรกที่ข้าออกจากหมู่บ้านเพื่อสร้างชื่อเสียง แต่ดาราประกายแสงเช่นเหยาซุน อีกไม่นานจะต้องมีชื่อเสียงเจิดจรัสไปทั่วทวีปพยัคฆ์ขาว!!”
“!!!!!!!!!!” เป็นอีกครั้งที่หานเต้าหยี แสดงสีหน้างุนงงหนักยิ่งขึ้นไปอีก ฉงนใจว่าใยเด็กผู้หนึ่งจึงมีความมั่นใจได้ถึงเพียงนั้น…จวบจนกระทั่ง ชายชราเรียบเคียงสอบถามกับผู้ติดตามด้านหลัง...
“พวกเจ้ารู้จักหมู่บ้านที่เจ้าเด็กนี่มันกล่าวอ้างหรือไม่?!”
หนึ่งในผู้ติดตามประสานมือสุภาพ...
“เรียนท่านผู้นำหาน... หมู่บ้านตะวันอัสดง เป็นหมู่บ้านชนบทเล็ก ๆ อยู่ทิศเหนือขึ้นไปไม่กี่ร้อยลี้หมู่บ้านแห่งนั้นนอกจากจะทุรกันดานแล้ว ยังไร้ซึ่งความเจริญ ผู้เยาว์ในชนบทละแวกนั้นเพียงชนชั้นลมปราณสีครามก็ถูกเรียกเป็นอัจฉริยะแล้ว ไม่อาจนำมาเปรียบวัดกับเมืองใหญ่เช่นเมืองบุปผาแดงได้...
ตามความเห็นของข้า... เจ้าเด็กนั่นมันคงเติบโตอยู่ในบ่อบึงแคบ ๆที่เรียกว่าหมู่บ้านตะวันอัสดง ไม่เคยออกสู่โลกภายนอก จึงหลงนึกว่าตนเก่งกล้าสามารถเกินผู้ใด...หารู้ไม่ว่าโลกภายนอกยิ่งใหญ่กว่าที่มันคิดไว้ เมื่อครู่มันยังบอกเองว่า มันเพิ่งจะเคยออกจากหมู่บ้านเป็นครั้งแรก...”
หานเต้าหยี ได้ยินเช่นนั้น ก็เข้าใจอย่างถ่องแท้ ว่าจริง ๆ แล้ว เหยาซุนเป็นเพียงกบในบ่อที่โง่เขลาตัวหนึ่ง ไม่รู้เคยจักโลกภายนอก!! และยิ่งเห็นสภาพการแต่งกายอันซอมซ่อ แบกศิลารูปร่างประหลาดไว้บนหลัง ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ของเด็กหนุ่มจากชนบท!!
ชายชราเมื่อปักใจเช่นนั้น ก็แผดเสียงหัวเราะออกมาในทันที...
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ก็เอาสิ... ข้ารับเดิมพัน!! มีหรือที่ข้าจะเกรงกลัวคำท้าทายของ ตระกูลซ่ง!!”
ซุน ลอบยิ้มย่องในใจ... แน่นอนว่า ซ่งไห่เฟิง ก็ไม่ต่างไปจากกันอดไม่ได้ที่จะชื่นชมในตัวเด็กหนุ่ม ที่เลือกล่อลวงได้แนบเนียนเสียจนเฒ่าชราอย่างหานเต้าหยี ตกหลุมพราง จากวาจาเพียงแค่ไม่กี่ประโยค...
ทว่า... ลึก ๆ แล้ว ซุน ยังไม่สาแก่ใจเท่าใดกับกับยอดเดิมพัน!! ห้าล้านเหรียญทอง แม้จะเป็นจำนวนที่ไม่ใช่น้อย หลังจากหักส่วนแบ่งระหว่างซุน กับ ตระกูลซ่งแล้ว ก็เหลือเพียง สองล้านห้าแสนเหรียญทองเท่านั้นไม่เพียงพอจะฟื้นฟูตระกูลซ่งในระยะยาว...
อีกทั้งจำนวน ห้าล้านเหรียญทอง ยังคล้ายว่าตระกูลหาน จะไม่ได้รับผลกระทบเท่าที่ควรจากทรัพย์สินมหาศาลที่ตระกูลหานถือครอง... เด็กหนุ่มกดหัวคิ้วลงต่ำแสดงสีหน้าครุ่นคิด ก่อนจะแสยะยิ้มชั่วร้ายขึ้นอีกครา...
“น่าเสียดายจริง ๆ สำหรับข้า ยอดเดิมพันเท่านี้ไม่อาจเรียกความตื่นเต้นได้ด้วยซ้ำ... ยิ่งยอดเดิมพันหวาดเสียวมากเท่าไหร่ ข้าจึงจะยิ่งมีกำลังใจฮึกเหิมตามความเสี่ยงนั้นด้วย...นี่ถ้าตระกูลหาน กล้าวางเดินพันสัก 50 ล้านเหรียญทอง สำนักขวานวายุตระกูลซ่งของเราก็คงกล้าที่จะนำ ขวานหมื่นโลหิต เข้าวางเดิมพันเช่นกัน...” ซุน กล่าวลอย ๆ ออกไปพลางถอนหายใจ
“!!!!!!!!!!!!” แต่มันกลับทำให้ทุกคนเบิกตากลมโตเป็นไข่ห่านไม่ว่าจะตระกูลหาน ตระกูลซ่ง หรือแม้แต่เจ้าเมือง ฉีเฟยเทียน
“จะ...เจ้าว่าอะไรนะ ตระกูลซ่ง กล้าที่จะนำศาสตราอักขระชั้นสูงประจำตระกูลอย่างขวานหมื่นโลหิต เข้าเดิมพันงั้นหรือ!!” หานเต้าหยี แสดงน้ำเสียงตกตะลึงสุดกู่ จดจ้องมองไปยัง ซ่งไห่เฟิง ในทันที
ทางด้าน ซ่งไห่เฟิง ถึงกับกลืนน้ำลายฝืดเคืองลำคอ ไม่คิดว่า ซุนจะเอ่ยออกไปเช่นนั้น... แต่ในเมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว คงยากที่จะก้าวถอย...
“กะ...กล้าสิ!! หากศิษย์เอกอย่างเหยาซุน กล้าเสนอ... สำนักขวานวายุ ตระกูลซ่ง ก็พร้อมที่จะให้การสนับสนุน...”
หานเต้าหยี ได้ยินเช่นนั้นก็พลันสั่นสะท้าน... ศาสตราอักขระชั้นสูงอย่างขวานหมื่นโลหิต นับเป็นศาสตราที่ดีที่สุดของเมืองบุปผาแดงแห่งนี้แล้ว มูลค่าของขวานดังกล่าวไม่อาจประเมินค่าได้...ไม่ต้องกล่าวถึง 50 ล้านเหรียญทอง หากถูกปล่อยลงสู่ตลาดมืด หรืองานประมูลระดับสูง แม้แต่500 ล้านเหรียญทอง ยังมีขุมอำนาจระดับสูงของยุทธภพ ที่พร้อมจะหยิบคว้า ขวานหมื่นโลหิตในทันที!!
“ตกลงตามนั้น!! ตระกูลหานพร้อมลงเดิมพัน 50 ล้านเหรียญทอง!! ท่านเจ้าเมืองฉี โปรดเป็นสักขีพยานในการเดิมพันครั้งนี้ระหว่าง ตระกูลหาน และ ตระกูลซ่ง ด้วย!!” หานเต้าหยี ประกาศกล้าขึ้นในทันที เพราะเจ้าตัวรู้สึกว่านี่เป็นโอกาสสำคัญ ที่จะครอบครองทรัพย์สมบัติที่ทรงคุณค่าที่สุดของตระกูลซ่ง...
เด็กหนุ่ม เผยอยิ้มมุมปากซ้าย ฟันเขี้ยวมีประกาย... เหนือศีรษะของเด็กหนุ่มขึ้นไปยังมี เฒ่าชีเปลือย ที่แผดเสียงหัวเราะออกมาด้วยความสะใจยิ่ง...
.................................................