
....กลางคืนที่เงียบสงัดปกคลุมคุกใต้ดินเก่าแก่ ม่านหมอกบางๆ ลอยคลุมอยู่เหนือพื้นหินเย็นเฉียบ แสงจันทร์สาดส่องลอดผ่านช่องระบายอากาศเล็กๆ ลงมาเป็ริ้วลำแสงบางเบา ทำให้ความมืดมิดในคุกดูมีมิติและลึกซึ้งขึ้น ด้านในกรงเหล็กสนิมเกาะเต็มไปหมด เสียงน้ำหยดเป็จังหวะช้าๆ ประหนึ่งเป็การเต้นของเวลาที่หยุดนิ่ง
เจี้ยงหยวนนั่งนิ่งอยู่ในมุมมืด ใบหน้าที่มีรอยร้าวจากความเ็ปและความทรมานสะท้อนกับแสงจันทร์ ท่วงท่าเขาดูเงียบเหงาและเปล่าเปลี่ยว แต่ในดวงตายังแฝงไปด้วยประกายความหวัง แม้จะถูกกักขังราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอก แต่หัวใจเขายังคงสู้ไม่ถอย
เสียงร้องเพลงเบาๆ ก้องกังวานในความเงียบ เป็เพลงโบราณที่เจี้ยงหยวนร่ายเรียงขึ้นเอง บทกลอนที่เต็มไปด้วยความรู้สึกเ็ปและความหวัง
“คืนนี้เหงาเพียงใดในกรงเหล็กเก่า
ดวงจันทร์ลอยเดียวดายกลางฟ้า
ดอกไม้ดำนั้น แม้ห่างไกลสุดตา
แต่ใจข้าฮักนั้น ไม่เคยเลือนลาง
เพื่อนน้องที่ไกล คิดถึงทุกเวลา
แม้ทางแยกกั้น จะโหดร้ายล้นหลาม
ขอให้ลมหนาวนี้พัดพาใจข้าหา
วันพบพานกัน เร็ววันนั้นอย่าไกล...”
เสียงเพลงแ่เบา คล้ายล่องลอยไปในความมืดมิด ทว่ากลับเปี่ยมด้วยความหวังและความทรงจำที่ไม่มีวันจางหาย
แล้วจู่ๆก็มีเสียงกระซิบเบาๆลอยขึ้นมาจากช่องรูหนูลอดเล็กๆ
"เงียบ"
เจี้ยงหยวนหัวเราะเบาๆ แล้วะโไปที่รูท่อเล็ก ๆ
“เฮ้! เ้าคนใต้ดิน! เสียงแบบนี้ ถ้าเอ็งเป็หนูก็ต้องรู้จักเพลงร็อคแน่ๆเลยว่ะ!”
เสียงตอบกลับห้วนๆ แค่คำเดียว
“เงียบ”
เจี้ยงหยวนยิ้มมุมปาก “โอเคๆ เข้าใจๆ แต่ข้าบอกเลยนะว่า ข้าไม่ใช่หนูธรรมดา เป็หนูที่ถูกล่ามโซ่ แต่ใจมันยังสู้ไม่เลิก”
“ทำไมพูดมาก?” เสียงคมเฉียบ
“พูดมากก็เพื่อให้ใครสักคนในนี้ได้ฟัง ข้าเบื่อโคตร!” เจี้ยงหยวนหัวเราะ “แต่ถ้าเอ็งอยากให้ข้าเงียบ... ก็พูดคำเดียวสิว่า ‘ไม่อยากฟัง’ ไง”
เสียงตอบสั้นลงอีก
“ไม่”
“ฮ่าๆ ดีมาก! ข้าอยากให้เ้าพูดแบบนี้อีก” เจี้ยงหยวนขำ “เอาเป็ว่า… ใจจริงข้าชอบความลึกลับแบบเอ็งนี่แหละ มันเตะใจดี ข้าเองก็ไม่ได้เกลียดใครที่ลึกลับ… ยกเว้นถ้าเขามาขังข้าตายไปเลยก็อีกเื่นะ”
เสียงตอบกลับสั้นๆ “…”
“บอกข้ามาเถอะ ใครกันที่อยู่ข้างล่างนี้ ไม่มีใครเห็นหน้า ไม่เคยรู้จักชื่อ แต่ข้าอยากรู้จักจริงๆ”
“ไม่สำคัญ”
“ไม่สำคัญงั้นเหรอ? แสดงว่าข้าไม่ใช่แค่ ‘เศษฝุ่น’ ที่สำนักนี้เหยียบย่ำหรือเปล่า? ข้านี่แหละคือ ‘เงา’ ที่สำนักอยากลืม แต่มันลืมไม่ได้”
เสียงตอบกลับอีกครั้ง
“…”
เจี้ยงหยวนก้มหน้าลง แล้วถอนหายใจเบาๆ
“เอาล่ะ… ข้าจะพูดความจริงกับเ้าละกัน ความจริงที่ไม่มีใครรู้… แม้แต่เ้าสำนักเองก็ไม่เคยรู้”
“...”
“เ้ารู้ไหมว่า... ข้าเคยมีมิตรแท้ในโลกนี้ ชื่อหานเหวิน ศิษย์น้อง เพื่อนคนเดียวของข้า เขาคือเหตุผลที่ข้ายังมีลมหายใจ”
เสียงตอบกลับเงียบกริบ
เจี้ยงหยวนพูดต่อ “อย่าคิดว่าเ้าไม่รู้สึกอะไรเลยนะ… บางที ความเหงาก็อาจทำให้ใครสักคนยอมแลกทุกอย่างเพื่อรักษาความทรงจำที่มี”
เสียงตอบสั้นลงอีกครั้ง
“…รับ”
ทันใดนั้น ลมเย็นวูบไหวผ่านรูท่อ เจี้ยงหยวนรู้สึกถึงพลังลึกลับไหลซึมเข้าสู่ร่าง
“นี่อะไร!”
เจี้ยงหยวนยิ้มขำๆ “แต่อย่าหวังว่าข้าจะพูดง่ายๆ เพื่อแลกของนี่นะ เ้าคงไม่รู้จัก ‘ความดื้อรั้น’ ของข้าเป็ยังไงหรอก”
เสียงตอบกลับชัดเจนและหนักแน่น
“ดี”
เจี้ยงหยวนหัวเราะเสียงดัง พลางพูดเบาๆ “ใจสู้... นี่แหละนิสัยที่ทำให้ข้าอยู่รอดมาได้จนถึงตอนนี้”
"ร้องเพลงให้ข้าฟัง"
เจี้ยงหยวนยิ้ม แล้วเขาก็ร้องเพลงด้วยเสียงแหบแห้งต่อยาวไปอีกหลายเพลง แต่ก็ไม่มีเสียงใดๆออกมาจากช่องรูหนูเล็กๆที่พื้นนั้นอีกเลย
.....รุ่งเช้าแสงแรกของวันสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างกรงเหล็กมาเป็ริ้วลำแสงจาง ๆ แต่ความสว่างนั้นกลับไม่อาจส่องใจเจี้ยงหยวนได้ เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของผู้าุโและผู้คุมดังเข้าใกล้พร้อมกับภาชนะเล็ก ๆ ใบหนึ่งที่เต็มไปด้วยน้ำยาพิษร้ายแรง สารพัดพิษที่ออกแบบมาเพื่อทำลายทั้งร่างกายและจิตใจ มันไม่ใช่แค่ความเ็ปแต่เป็ความทรมานลึกซึ้งที่กัดกร่อนิญญา
ผู้คุมยืนยิ้มเย็นเยียบ ยื่นภาชนะนั้นมาให้เจี้ยงหยวนด้วยสายตาดุดัน
“ดื่มซะ... ไม่งั้นความทรมานจะยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น”
เจี้ยงหยวนมองด้วยแววตาท้าทาย ยิ้มมุมปากอย่างเสียดสี
“โอ้... เห็นข้าเป็อะไรเหรอ? ตัวอะไรที่เอามาทำพิษน่ะ จะมาทำให้ข้าพ่ายแพ้ได้ง่าย ๆ?”
เขาดิ้นรนพยายามหลบเลี่ยง แต่แรงที่ถูกมัดแน่นทำให้ไร้ทางหนี
เจี้ยงหยวนขมวดคิ้ว พยายามปฏิเสธแต่ผู้คุมสองคนเข้ามารุมบีบแขนและบีบคางเขาจนแทบจะหายใจไม่ออก มือหยาบกร้านจับที่ปากเขาแล้วบังคับให้เปิดปากกว้าง
“เฮ้ย! อะไรกันวะเนี่ย! ปล่อยข้า!” เสียงเจี้ยงหยวนะโประท้วงแต่แรงของผู้คุมเกินกว่าจะต้านทานได้
เสียงซ้ำ ๆ “ดื่ม!” พร้อมแรงบีบปากรุนแรงมากขึ้นจนริมฝีปากแตกและเืซึมออก
ผู้คุมอีกคนกรอกน้ำยาพิษเข้าปากเจี้ยงหยวนโดยไม่ปรานี น้ำเย็นเฉียบไหลลึกเข้าสู่ลำคอ เสมือนไฟนรกค่อย ๆ ลุกไหม้ขึ้นภายใน
เจี้ยงหยวนขยุ้มฟันกลั้นเจ็บ ดวงตาเบิกกว้างแต่น้ำตายังไม่หลั่งไหลออกมา
เขาทรมานจนตัวโยน มือคว้าหัวเหมือนถูกมือมืดบีบจนเจ็บแปลบ
สายตาเริ่มพร่าเบลอ ความคิดล่องลอยราวกับตกลงไปในห้วงมืดมนไร้ทางออก
เสียงผู้คุมดังตามมาเป็เย้ยหยัน
“น่าสงสารจริง ๆ... เห็นแล้วก็แทบไม่อยากทำร้ายเพิ่มอีก”
เจี้ยงหยวนยังมีแรงเหลือแม้ในความทรมาน
“พวกเ้า... จะทำอะไรกับข้าก็ทำไป... ข้าเจี้ยงหยวน... ไม่เคยกลัวความตาย... และก็ไม่เคยทิ้งความลับง่าย ๆ ด้วย!”
เสียงพูดแ่เบาแต่หนักแน่น ดวงตาเปล่งประกายความท้าทายแม้ถูกบั่นทอนอย่างรุนแรง
เสียงผู้คุมดังกระซิบกร้าวในความเงียบเย็นของคุก
“หานเหวินไปไหน... ดอกหงเซียนอยู่ที่ไหน เ้าไม่บอก เราจะไม่ปล่อยเ้าแน่!”
เจี้ยงหยวนยกมือขึ้นเรียกให้ผู้คุมอีกคนเอาหูมาใกล้ ใบหน้ายิ้มเยาะเย้ยอย่างลึกลับ
“ข้า.... หงเซียง...”
ผู้คุม "เ้าพุดอะไรเสียงค่อยจนแทบไม่ได้ยิน"
ผู้คุมทำหน้าหนักใจแต่ยื่นหูเข้าไปตั้งใจฟังอย่างระมัดระวัง
ทันใดนั้น เจี้ยงหยวนแผลงฤทธิ์กัดหูผู้คุมเข้ม ๆ ฟันฝังลึกจนเืไหลพราก
เสียงร้องของผู้คุมดังลั่นเต็มคุก แต่เจี้ยงหยวนกลับหัวเราะอย่างชอบใจเสียงกร้าว
“ฮ่าฮ่าฮ่า! ไอ้พวกสำนักกระจอก! คิดจะบีบข้าทรมานข้า งั้นก็รับไปให้เต็ม ๆ แบบนี้แหละ!”
เขาถุยน้ำลายลงพื้นด้วยความเยาะเย้ย
“อยากรู้ที่ซ่อนดอกไม้ดอกนั้นเหรอ? หึ! พวกเ้าคงจะต้องรอไปอีกนาน กว่าจะได้รู้ก็เมื่อลมหายใจสุดท้ายของพวกเ้าจะพรากไป!”
เสียงผู้คุมโกรธจัดแต่ยังไม่กล้าทำอะไรเกินกว่า เพราะกลัวเจี้ยงหยวนจะใช้พลังหรือแผนการลับอะไรอีก
บรรยากาศในคุกกลับมาคุกคามมากขึ้น ทว่าเจี้ยงหยวนกลับยิ้มเย้ยหยันไร้ความหวาดกลัวอย่างเต็มเปี่ยม
"เย็นนี้เอายาพิษแรงกว่านี้มาให้ข้ากินอีกนะ เอามาเยอะๆจะได้กินอิ่มๆ อยู่นี่มานานน้ำหนักข้าลดหมดแล้ว!"