ตอนที่26 ขายโสมป่า
หลังจากที่ฟู่ต้าหย่งและหลี่หงอี้จัดการแกะเสร็จแล้วพวกเขาก็ได้เก็บกวาดสถานที่รอบ ๆรวมถึงล้างทำความสะอาดคราบเืทั้งหมดให้เรียบร้อย ก่อนที่พวกเขาจะเดินลงจากูเา
เมื่อทุกคนกลับมาถึงบ้านหวังซู่เหมยก็รู้สึกประหลาดใจเป็อย่างมากที่เห็นแกะตัวใหญ่แบบนี้เพราะในตอนเช้าเสี่ยวฮั่วยังคุยกับเธออยู่เลยว่าที่บ้านของพวกเรามีเนื้อไม่เพียงพอ
ทว่าสำหรับแกะตัวใหญ่ขนาดนี้แม้ว่าจะแบ่งเท่า ๆ กันถึงสองครอบครัว มันก็ยังคงมีน้ำหนักหลายสิบกิโลกรัมอยู่ดี
จากนั้นเธอจึงได้ก่อไฟอย่างรวดเร็ว และเอาหม้อใบใหญ่มาตั้ง เธอเริ่มปรุงเนื้อแกะพร้อมกับเอามันไปย่าง ซึ่งกลิ่นหอมของมันก็ได้โชยออกไปทั่วหมู่บ้าน
ไม่ต้องบอกก็รู้เลยว่านี่เป็ฝีมือของใครต้องเป็ฝีมือของหวังซู่เหมยอย่างแน่นอนแต่เนื้อแกะป่านั้นไม่ได้นุ่มเหมือนกับเนื้อแกะที่ถูกเลี้ยง ฟู่เยี่ยนกัดไปที่ซี่โครงแกะย่างชิ้นหนึ่งและคิดว่ามันเหนียวมาก แต่ในเวลานี้มันก็ยังดีกว่าที่ไม่มีเนื้อทานเลย
ฟู่ต้าหย่งไม่เพียงแค่แบ่งเนื้อแกะครึ่งหนึ่งให้กับหลี่หงอี้เท่านั้นแต่ยังได้เชิญหลี่หงอี้และไป๋โม่เฉินให้มาทานมื้อเย็นที่บ้านของเขา ทั้งยังไม่ลืมที่จะเชิญป้ากุ้ยหลานและลูก ๆ ที่อยู่บ้านข้าง ๆ ให้มาทานด้วยกันอีกด้วย
เมื่อกุ้ยหลานมาถึงเธอก็ได้นำหมั่นโถวกุหลาบที่เธอนึ่งเองมาด้วย ฟู่เซินออกไปต้อนรับเธอก่อนจะพบว่าหมั่นโถวกุหลาบของป้ากุ้ยหลานนั้นดูดีกว่าที่แม่ของเขาทำเสียอีก
หวังซู่เหมยที่เห็นเช่นนั้นก็กลอกตาไปมาทันที
ด้วยความที่ทั้งสองครอบครัวมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันและเหล้าของหวังซู่เหมยก็มีรสชาติดีมาก ๆ อีกด้วยจึงทำให้ทุกคนต่างก็รู้สึกมึนเล็กน้อย แต่ก็ยังคงพูดคุยกันอย่างมีความสุขซึ่งหลังจากที่หลี่หงอี้ดื่มไป 2-3 แก้ว เขาก็ได้ลืมเื่โสมไปเลย
ส่วนไป๋โม่เฉินก็กำลังดื่มด่ำกับรสชาติของอาหารอยู่เช่นกันและความกระตือรือร้นของหวังซู่เหมยนั้นก็เหลือทนมากจริงๆ เมื่อนาน ๆ เธอจะได้เห็นเด็กหนุ่มที่สง่างามสักครั้งเธอจึงได้เสิร์ฟผักและเนื้อไม่หยุด จนทำให้ไป๋โม่เฉินอิ่มจนท้องแน่นไปหมด
เขาจึงเลือกที่จะยังไม่พูดถึงเื่โสมในตอนนี้โดยเลื่อนเป็วันพรุ่งนี้แทน
หลังจากที่ทานมื้อเย็นเสร็จทุกคนต่างก็แยกย้ายกันกลับเข้าห้องเพื่ออ่านหนังสือตามปกติ
ก่อนหน้านี้ฟู่เยี่ยนได้เก็บหนังสือเก่ามาจากถังขยะ ซึ่งสองพี่น้องได้อ่านมันก่อนล่วงหน้าเพราะหนังสือเ่าั้ล้วนแล้วแต่เป็หนังสือในระดับชั้นมัธยมปลาย
ฟู่เยี่ยนได้รวบรวมหนังสือคณิตศาสตร์ฟิสิกส์ และเคมีเอาไว้โดยแบ่งเป็สองชุด ซึ่งฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวนั้นต่างก็มีการศึกษาอยู่ในระดับปานกลางจึงเป็เื่ปกติที่พวกเขาจะมีจุดที่ไม่เข้าใจหลายจุด ดังนั้นฟู่ซินจึงต้องทำหน้าที่เป็ครูให้กับพวกเขาไปโดยปริยาย
ฟู่ต้าหย่งนั้นให้ความสำคัญกับการเรียนของลูกๆ มาโดยตลอด ด้วยปัญหาความยากจน จึงทำให้เด็กจำนวนมากในหมู่บ้านเลือกที่จะไม่เรียนต่อในชั้นมัธยมมีเพียงเขาเท่านั้นที่ยังคงยืนกรานให้ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวเรียนต่อ
หากจะพูดถึงผู้ที่มีวิสัยทัศน์ในหมู่บ้านแล้วละก็นอกเหนือจากฟู่ต้าหย่งแล้วเห็นจะมีเพียงแค่ซ่งต้าหนิวผู้ใหญ่บ้านเท่านั้นที่คิดเหมือนกันซึ่งได้ส่งซ่งหยวนหลานชายของเขาไปเรียนอยู่ในโรงเรียนมัธยมเดียวกันกับฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวด้วย
เนื่องจากป้าของซ่งหยวนอาศัยอยู่ใกล้กับโรงเรียนดังนั้นเขาจึงไม่ได้อาศัยอยู่ที่บ้านของตัวเอง
หลังจากที่อ่านหนังสือใน่หัวค่ำเสร็จฟู่เยี่ยนก็ได้รอให้ฟู่เหมี่ยวหลับก่อนที่เธอจะแอบเข้าไปดูบลูเบอร์รี่ในดินแดนต่างมิติอีกครั้ง เพื่อที่จะจัดการเื่บลูเบอร์รี่
เมื่อเข้ามาแล้วฟู่เยี่ยนก็ได้นำรากของบลูเบอร์รี่ที่เธอขุดมาจากบนูเาเมื่อตอนบ่ายออกมาก่อนที่เธอจะทำการเพาะพันธุ์มันในดินแดงต่างมิติแห่งนี้เอาไว้หนึ่งคืน
หลังจากที่มันได้รับการบำรุงอย่างดีเป็เวลาหนึ่งคืนเธอจะต้องนำมันไปปลูกได้อย่างแน่นอน
เมื่อทำทุกอย่างเสร็จแล้วฟู่เยี่ยนก็ได้ออกมาจากดินแดนต่างมิติและเข้านอนทันที ในคืนนั้นเองเธอก็ฝันว่าได้อยู่ใกล้ชิดกับชายคนหนึ่ง ซึ่งคล้ายกับว่ากำลังมีความรักต่อกันเธอจึงพยายามที่จะมองไปยังใบหน้าของเขา และเมื่อชายคนนั้นหันกลับมาเธอก็พบว่าเขาคือไป๋โม่เฉินนั่นเอง ทำให้ฟู่เยี่ยนใจนสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก
เช้าวันรุ่งขึ้นทันทีที่ตื่นขึ้นมา ฟู่เยี่ยนก็มีท่าทีที่ดูไม่มีชีวิตชีวาเท่าไหร่นักเธอครุ่นคิดถึงเื่นี้อยู่ในใจ หรือว่าเธอกำลังตกหลุมรักเขากันแน่? จึงเป็สาเหตุที่ทำให้เธอฝันแปลก ๆ แบบนั้น
ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงตัดสินใจว่าหากไป๋โม่เฉินมารับโสมเธอจะใช้โอกาสนี้แอบดูโหงวเฮ้งบนใบหน้าของเขา
เมื่อไป๋โม่เฉินเดินเข้ามา เธอก็ได้มองไปที่ใบหน้าของเขา แต่เธอก็มองเห็นแค่ภัยพิบัติมากมายของเขาเท่านั้นเธอมองไม่เห็นถึงเื่การแต่งงานหรือการมีบุตรเลยด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตามสร้อยข้อมือไม้กฤษณาที่ไป๋โม่เฉินสวมอยู่นั้นก็ดูน่าสนใจเล็กน้อยซึ่งสร้อยข้อมือไม้กฤษณาเส้นนั้นเป็สีทองทั้งหมดและยังมีกลิ่นอายของแสงสีทองที่เปล่งประกายมากอีกด้วยแต่มันกลับมีพลังแห่งหยินผสมอยู่ด้วยซึ่งมันแทบจะกลืนกินแสงสีทองบนสร้อยข้อมือไม้กฤษณาเข้าไปจนหมดหากไม่ได้รับการแก้ไขภายในสามวัน ไป๋โม่เฉินจะต้องประสบปัญหาต่างๆ มากมายอย่างแน่นอน
ฟู่เยี่ยนไม่เคยเห็นสิ่งนี้มาก่อนเลยและมันก็ไม่ได้ถูกเขียนเอาไว้ในหนังสือบรรพบุรุษของเธออีกด้วยดูเหมือนว่าในประวัติศาสตร์อันยาวนานนั้น ต้องมีการพัฒนาสิ่งเหล่านี้มาโดยตลอดอย่างแน่นอน
หลังจากที่ชะงักไปครู่หนึ่งฟู่เยี่ยนก็เริ่มที่จะสนใจสร้อยข้อมือไม้กฤษณาเส้นนั้นมากยิ่งขึ้นเธออยากจะรู้ว่าหลักการทำงานของมันเป็อย่างไร
“ลุงฟู่ครับ พรุ่งนี้ผมจะเดินทางกลับแล้วผมรบกวนขอดูโสมป่าของลุงฟู่หน่อยฝได้ไหมครับ” หลังจากที่พูดคุยกันครู่หนึ่งไป๋โม่เฉินจึงได้พูดถึงเื่สำคัญที่เขาต้องมาที่นี่นั่นก็คือการซื้อโสมป่ากลับไปให้คุณปู่ของเขานั่นเอง
“ไม่มีปัญหา ๆ เสี่ยวฮั่วลูกช่วยไปเอามันออกมาจากห้องของพ่อทีสิ จะให้ให้พี่เสี่ยวไป๋ดูอย่าลืมหยิบหนังสือพิมพ์มาห่อมันด้วยล่ะ” ฟู่ต้าหย่งขอให้ฟู่เยี่ยนเข้าไปหยิบโสมแต่แท้จริงแล้ว ตอนนี้โสมป่าทั้งหมดได้ถูกเก็บเอาไว้ในดินแดนต่างมิติของฟู่เยี่ยนต่างหาก
ฟู่เยี่ยนจึงทำตามอย่างให้ความร่วมมือไม่นานนักเธอก็ได้เดินกลับมาพร้อมกับโสมป่าที่ถูกห่อด้วยเปลือกไม้ซึ่งมีตะไคร่น้ำเกาะเต็มไปหมด ส่วนฟู่เซินเองก็ได้ล็อคประตูรั้วเอาไว้แล้วเช่นกันและเขายังยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูเพื่อป้องกันไม่ให้ใครบุกเข้าไปโดยพละการอีกด้วย
ทันทีที่เห็นโสมป่าเ่าั้ไป๋โม่เฉินก็รู้สึกพึงพอใจเป็อย่างมากโสมป่าที่มีสภาพดีและสดแบบนี้ไม่สามารถหาได้ในเมืองหลวงอย่างแน่นอน
“เราไม่รู้ถึงวิธีจัดเตรียมมันก็เลยคิดว่าให้นายนำมันกลับไปทั้งแบบนี้เลยเพื่อที่จะนำมันไปให้คนที่เชี่ยวชาญทำให้จะดีกว่า” ฟู่ต้าหย่งอธิบายถึงความสดของโสมป่า
ต่อมาก็เป็เื่ของราคาซึ่งเดิมทีนั้น ฟู่ต้าหย่งอยากจะให้ฟู่ซินถูกรับคัดเลือกให้เข้าร่วมกับกองทัพจึงได้บอกไปแล้วว่าเขาจะไม่เรียกเก็บเงินใด ๆ เลย และยินดีที่จะมอบโสมป่าเหล่านี้ให้กับตระกูลไป๋
แต่ไป๋โม่เฉินยังคงยืนกรานที่จะให้เงิน โดยที่หลี่หงอี้เองก็ช่วยเจรจาด้วยอีกคนเช่นกัน
“พี่ต้าหย่ง รับเงินจำนวนนี้เอาไว้เถอะ ไป๋...เหล่าไป๋ได้ส่งโทรเลขมาบอกกับฉันแล้วว่าเขาจะซื้อมันในราคาท้องตลาดอย่าได้ปฏิเสธน้ำใจของเขาเลยนะ หากพี่ยังยืนยันว่าจะไม่รับมันฉันเกรงว่ามันอาจจะเป็ปัญหากับเสี่ยวเฉินที่ต้องกลับไปอธิบายเื่นี้กับปู่ของเขาน่ะ”
“ใช่แล้วครับลุงฟู่ไม่ต้องกังวลว่าพี่ซินจะไม่ได้เป็ทหารหรอกนะครับทั้งหมดคือความสามารถของพี่ซินเอง มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเื่โสมเลยฉะนั้นอย่าเอาเื่นี้มาปนกันเลยนะครับ อีกอย่างพ่อของผมก็ได้กำชับเื่นี้มาด้วย”
หลังจากเหตุการณ์ล่าแกะเมื่อวานนี้ฟู่ซินและฟู่เซินต่างก็รู้สึกชื่นชมในตัวของไป๋โม่เฉินมากขึ้นซึ่งไป๋โม่เฉินเองก็รับรู้ได้ถึงความปรารถนาดีของพี่น้องตระกูลฟู่เช่นกันดังนั้นพวกเขาจึงนับถือกันในฐานะของพี่น้องไปแล้ว
เมื่อได้ยินเช่นนั้นฟู่ต้าหย่งจึงได้ยอมรับเงินจำนวนนั้นมาแต่เมื่อเขาและหวังซู่เหมยมานับเงินในตอนกลางคืนเขาก็ต้องใเป็อย่างมากเมื่อรู้ว่าพวกเขาขายโสมป่าไปในราคาถึง2,000 หยวน !
หวังซู่เหมยสั่นไปทั้งตัวและไม่รู้ว่าจะเอาเงินมากมายขนาดนี้ไปซ่อนไว้ที่ไหนดีแต่สุดท้ายเธอก็ได้ให้เสี่ยวฮั่วเก็บมันเอาไว้ในดินแดนต่างมิติเพราะที่นั่นปลอดภัยที่สุดแล้ว
เช้าวันรุ่งขึ้น ฟู่ต้าหย่งจึงได้เชิญไป๋โม่เฉินและหลี่หงอี้มาทานข้าวที่บ้านของเขาอีกครั้งจากนั้นเขาก็ไปที่สวนหลังบ้านเพื่อเอาเนื้อไก่ตากแห้งส่วนหนึ่งรวมไปถึงเนื้อกระต่ายตากแห้งที่เขาเคยเอาไปฝากพ่อตาและแม่ยายของเขาออกมานอกจากนี้เขายังนำเหล้าองุ่นถังใหญ่ให้ไป๋โม่เฉินนำติดตัวกลับไปอีกด้วย
ส่วนพรุ่งนี้หลี่หงอี้เองก็จะต้องกลับเข้ากองทัพเช่นกันดังนั้นเขาจึงขอตัวกลับบ้านเพื่อเก็บของซึ่งฟู่ต้าหย่งก็ไม่ลืมที่จะบอกให้เขามาทานมื้อเที่ยงด้วยกันที่บ้าน
ในตอนนี้ฟู่ซินก็ได้พูดคุยกับไป๋โม่เฉินพร้อมกับดูฟู่เยี่ยนและฟู่เหมี่ยวที่กำลังปลูกบลูเบอร์รี่อยู่โดยไป๋โม่เฉินยังอาสาที่จะช่วยขุดหลุมให้อีกด้วย
แล้วครั้งเล่าเธอสนใจมันจริง ๆ จึงได้เอ่ยถามเื่สร้อยข้อมือไม้กฤษณากับไป๋โม่เฉินออกไปตามตรง
“พี่ไป๋โม่เฉินฉันขอดูสร้อยข้อมือของพี่หน่อยได้หรือเปล่า ? ”
ไป๋โม่เฉินเองก็เพิ่งจะค้นพบเมื่อวานนี้ว่าตระกูลฟู่นั้นแปลกมากๆ เขามักจะรู้สึกว่าลูกสาวคนเล็กของตระกูลฟู่นั้นเป็เหมือนกับพี่คนโตไม่มีผิดไม่ว่าเหล่าพี่ ๆ หรือพ่อและแม่ของเธอจะทำอะไรพวกเขาจะต้องถามความคิดจากเธอก่อนเสมอและดูเหมือนว่าเธอเองก็จะคุ้นเคยกับมันอีกด้วย
ไป๋โม่เฉินไม่ได้มีความลังเลใจใดๆ เลย เขาถอดสร้อยข้อมือไม้กฤษณาออก พร้อมกับยื่นมันให้กับฟู่เยี่ยนทันทีจากนั้นเขาก็เผลอยื่นมือไปลูบหัวของเธออย่างนุ่มนวล
อืมมันช่างเป็อะไรที่รู้สึกดีมากจริง ๆ
“สาวน้อย พี่รองของเธอเรียกฉันว่าพี่เฉินแล้วทำไมเธอถึงยังเรียกชื่อเต็มของฉันอยู่อีกล่ะ เรียกฉันว่าพี่เฉินก็ได้นะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นใบหน้าของฟู่เยี่ยนก็เปลี่ยนเป็สีแดงเรื่อขึ้นมาทันที เพราะตลอดชีวิตของเธอไม่ว่าจะชีวิตนี้หรือชีวิตก่อนหน้าเธอไม่เคยถูกผู้ชายที่ดูดีแบบนี้มาลูบหัวเลยสักครั้ง และทันใดนั้นเองเธอก็นึกถึงเื่ความฝันเมื่อคืนนี้ของเธอขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ
เธอส่ายหัวและสะบัดไล่ความฝันเมื่อคืนนี้ออกไปทันทีและก้มลงไปมองสร้อยข้อมือไม้กฤษณาอย่างระมัดระวัง