เสิ่นม่านซูกลับแย้มยิ้มงดงาม “องค์ชายเจ็ด ท่านคงไม่ได้ลืมกระมังว่าเมื่อครู่ข้าเพิ่งสาบานไปแล้วว่าชาตินี้จะไม่มีวันแต่งงานกับท่าน หากหลังจากนั้นเกิดเื่ที่ท่านยังตามพัวพันข้าไม่เลิกขึ้นมา แล้วผู้อื่นรู้เข้า พวกเขาจะคิดหรือไม่ว่าแท้จริงแล้วท่านกำลังหมายตาจวนแม่ทัพ...”
จวินมั่วหานได้ยินดังนั้นก็ปล่อยมือทันที ทว่าสีหน้ากลับมืดครึ้มจนน่ากลัว
เสิ่นม่านซูหมุนตัวหมายจะเดินจากไป ทว่าในชั่วพริบตาถัดมา กลับถูกจวินมั่วหานขวางทางไว้อีกครั้ง
เสิ่นม่านซูหรี่ตาจ้องเขาอย่างระแวดระวัง
จวินมั่วหานไม่ชอบสายตาที่เสิ่นม่านซูใช้มองตนในตอนนี้อย่างยิ่ง น้ำเสียงของเขาจึงอ่อนลงเล็กน้อย “คุณหนูสาม ฉินเอ๋อร์พูดอะไรกับเ้าจนทำให้เ้าเข้าใจผิดหรือ เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ เราไปเรียกนางมาคุยเื่นี้กันให้ชัดเจนเถิด”
เสิ่นม่านซูนวดข้อมือที่ปวดเล็กน้อยของตน ก่อนแค่นหัวเราะเ็า “องค์ชายเจ็ด ท่านยังไม่รู้ตัวอีกหรือ ท่านเรียกข้าว่าคุณหนูสาม แต่กลับเรียกญาติผู้น้องของข้าว่าฉินเอ๋อร์ ความสนิทสนมห่างเหินเช่นนี้ ไม่ใช่เื่ที่เห็นได้ชัดอยู่แล้วหรือเ้าคะ”
จวินมั่วหานอึ้งงันไปทันที
เสิ่นม่านซูเป็คนยืนกรานให้เขาเรียกนางว่าคุณหนูสามเองไม่ใช่หรือ แต่พอเขาเรียกนางว่าคุณหนูสาม อีกฝ่ายกลับมาตำหนิเช่นนี้ ในเมื่อเสิ่นม่านซูเ็าไร้หัวใจถึงเพียงนี้ ก็อย่ามาโทษเขาแล้วกัน!
จวินมั่วหานขยับเข้าใกล้นางอย่างรวดเร็ว มือหนึ่งกระชากข้อมือเสิ่นม่านซู ส่วนอีกมือรวบเอวนางเข้ามาแนบชิดทันที
ชั่วขณะที่ร่างของทั้งสองแนบชิดกัน จวินมั่วหานก็กระซิบข้างหูนางด้วยน้ำเสียงเ็าว่า “ครั้งก่อน ไม่มีใครเห็น เช่นนั้นครั้งนี้เล่า”
แม้เสิ่นม่านซูจะพอมีฝีมือเื่หมัดเท้าอยู่บ้าง แต่ถึงอย่างไรจวินมั่วหานก็เป็พระเอกของนิยายเล่มนี้ ทั้งวรยุทธ์และพละกำลังล้วนเหนือกว่าเสิ่นม่านซู
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังจู่โจมกะทันหัน กว่าเสิ่นม่านซูจะตอบสนองได้ทัน ร่างของทั้งสองก็พลัดตกลงไปในทะเลสาบพร้อมกันแล้ว น้ำในทะเลสาบพลันสาดกระเซ็นเป็วงกว้าง
ไป๋ซิวจิ่นที่อยู่ไกลออกไป ดวงตาพลันหดวูบอย่างรุนแรง
ไป๋จื่อยังไม่ทันได้ถามผู้เป็นายว่าจะช่วยหรือไม่ ก็รู้สึกเพียงว่าภาพตรงหน้าพร่าไหว
ผู้เป็นายของเขาพุ่งทะยานไปทางริมทะเลสาบแล้ว!
ในเวลาเดียวกัน เสิ่นม่านซูก็พบว่าจวินมั่วหานถึงกับใช้มือข้างหนึ่งกดศีรษะนางลงไปใต้น้ำ!
ประเดี๋ยวอยู่เหนือผิวน้ำ ประเดี๋ยวอยู่ใต้น้ำ ลมหายใจขาดๆ หายๆ ภาพตรงหน้าประเดี๋ยวสว่างวาบ ประเดี๋ยวมืดวูบหนึ่งอยู่เช่นนั้นหลายครา แต่ในระหว่างนั้นนางยังคงได้ยินเสียงเ็าถึงขีดสุดของจวินมั่วหาน
“ขอเพียงเ้าจวนเจียนจะตาย แล้วข้าค่อยถ่ายทอดลมหายใจให้เ้า ช่วยเ้าให้ฟื้นขึ้นมา เช่นนั้นข้าที่มีบุญคุณช่วยชีวิตเ้า ก็จะกลายเป็สามีของเ้าได้อย่างสมเหตุสมผล!”
เป็โรคประสาทไปแล้วหรือ!
เสิ่นม่านซูดิ้นรนสุดแรง ทว่ากลับรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าเรี่ยวแรงกำลังจะหายไปทีละนิด...
นักเขียนบ้าสมควรตาย ให้ไอ้สารเลวชั่วร้ายเช่นนี้มาเป็พระเอกได้อย่างไร
หัวโดนประตูหนีบมาหรือ หรือว่าใช้เล็บเท้าเขียนนิยายกัน!
ขณะที่เสิ่นม่านซูสำลักน้ำเข้าไปหนึ่งอึกใหญ่ ภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเลือน จู่ๆ นางก็ได้ยินเสียงคนตกน้ำอีกครั้ง
เสิ่นม่านซูมองไม่เห็นว่าใครตกลงมา เพียงได้ยินรางๆ คล้ายองค์ชายเจ็ดร้องเรียกว่าฉินเอ๋อร์
จากนั้น มือของเขาก็คลายออกเล็กน้อย
ตอนนี้ละ!
ยามคนเราใกล้ตายย่อมะเิศักยภาพอันมหาศาลออกมา
เสิ่นม่านซูอาศัยแรงพยุงของน้ำ ออกแรงผลักองค์ชายเจ็ดออกไปเต็มแรง จากนั้นนางก็พลิกตัวครั้งหนึ่ง แล้วดำลงไปใต้น้ำทันที
นางไม่ได้แค่ว่ายน้ำเป็ แต่ยังดำน้ำเป็อีกด้วย!
เมื่อครู่เพราะถูกองค์ชายเจ็ดกักตัวไว้ จึงยากจะดิ้นหลุด ตอนนี้หาโอกาสได้แล้ว ต่อให้ต้องใช้เรี่ยวแรงทั้งร่างจนหมดสิ้น นางก็ไม่มีทางปล่อยให้อีกฝ่ายสมหวังอย่างเด็ดขาด
จวินมั่วหานชะงักงันไปชั่วขณะ ก่อนจะพบว่าในอ้อมแขนของตนกลับว่างเปล่าไปแล้ว
เขาเงยหน้ามองไปรอบผิวน้ำ แต่ก็ไม่พบเงาร่างของเสิ่นม่านซู
เสิ่นม่านซูคงไม่ใช่ว่า...ตายไปแล้วกระมัง
ทันทีที่คิดเช่นนี้ สีหน้าของจวินมั่วหานพลันย่ำแย่อย่างยิ่ง
ในเวลาเดียวกัน เสียงร้องขอความช่วยเหลือก็ดังขึ้น
จวินมั่วหานสะดุ้งเฮือก ก่อนรีบว่ายไปทางต้นเสียงร้องขอความช่วยเหลือนั้นทันที
และเสิ่นม่านซูก็ขึ้นฝั่งที่อีกด้านหนึ่งของทะเลสาบในตอนนั้นเช่นกัน
ทันทีที่ขึ้นมาได้ ร่างกายของนางก็ไร้เรี่ยวแรงใดๆ นางทรุดฮวบลงข้างก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่งในทันที
เสิ่นม่านซูมองความคึกคักวุ่นวายที่อยู่ฝั่งตรงข้ามทะเลสาบ พลางหอบหายใจเฮือกใหญ่ครั้งแล้วครั้งเล่า สภาพราวกับปลาที่ถูกจับขึ้นฝั่ง
เกรงว่าคงเป็เพราะองค์ชายเจ็ดจัดคนไว้ล่วงหน้าแล้ว ดังนั้นถึงได้มี ‘ผู้ชม’ มารวมตัวกันมากมายรวดเร็วเพียงนี้
อย่างไรเสียหลังตกน้ำ เขายังต้องช่วยคนต่อหน้าผู้คนด้วย
พอนึกถึงบุรุษที่น่าขยะแขยงถึงขีดสุดผู้นั้น เสิ่นม่านซูก็กัดฟันกล่าว “คิดว่าช่วยชีวิตข้าหนึ่งครั้ง ข้าก็ต้องเอาตัวตอบแทนหรือ เช่นนั้นแต่งกับต้นขาทองคำไป๋ยังดีกว่าเสียอีก!”
เสิ่นม่านซูเพิ่งกล่าวจบ จู่ๆ ก็มีเสื้อคลุมตัวหนึ่งร่วงลงมาจากเหนือศีรษะ
นางชะงักไปเล็กน้อยก่อนเงยหน้ามอง สิ่งแรกที่เห็นคือแถบลายสีน้ำเงินบนชายอาภรณ์ ถัดขึ้นไปอีก คือเข็มขัดที่ประดับหยก นางเห็นหน้าของอีกฝ่ายไม่ชัดเจนนัก เพราะมุมที่นางอยู่นั้นย้อนแสง ทำให้เห็นเพียงแสงรอบกายของคนผู้นี้ ซึ่งราวกับถูกเคลือบด้วยแสงนุ่มนวลชั้นหนึ่ง
อีกฝ่ายเอ่ยช้าๆ “ต้นขาทองคำไป๋คือใครหรือ”
เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคยนี้ เสิ่นม่านซูเกือบจะตอบออกไปโดยไม่รู้ตัวว่าย่อมต้องเป็ท่านอยู่แล้ว โชคดีที่นางดึงสติกลับมาได้ทันเวลา จึงไม่ได้พูดประโยคนี้ออกมา
การแหงนคออยู่ตลอดเวลาเช่นนี้นั้นเมื่อยเกินไป เสิ่นม่านซูจึงรีบลุกขึ้นยืน แล้วกระชับเสื้อคลุมให้แน่นขึ้น
เส้นผมยาวหลายปอยยังเปียกติดอยู่บนใบหน้า นางกล่าวด้วยแววตาเป็ประกาย “ท่านหมอเทวดาไป๋ เหตุใดท่านถึงอยู่ที่นี่เ้าคะ”
ไป๋ซิวจิ่นจึงเห็นสภาพน่าอเนจอนาถของเด็กสาวผู้นี้ชัดเจน บนใบหน้าของนางมีสาหร่ายน้ำเส้นหนึ่งติดอยู่ด้วย
เมื่อคิดเช่นนั้น เขาก็ยื่นมือออกไปหยิบสาหร่ายน้ำเส้นเล็กนั้นออกให้โดยไม่รู้ตัว
เสิ่นม่านซูชะงักเล็กน้อย
แต่ไป๋ซิวจิ่นกลับเก็บมือกลับไปด้วยท่าทีสงบนิ่ง ก่อนมองไปยังอีกฟากฝั่งที่คึกคักวุ่นวายแล้วกล่าวว่า “เ้าไปยืนหลังพุ่มไม้นั่นก่อน ข้าส่งคนไปตามสาวใช้ของเ้ามาแล้ว”
เสิ่นม่านซูได้สติกลับมาอีกครั้ง และเข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้อย่างรวดเร็ว
ทางที่ดีที่สุดคืออย่าให้ผู้ใดรู้ว่านางตกน้ำพร้อมกับองค์ชายเจ็ด ส่วนเื่ที่องค์ชายเจ็ด้าให้นางแต่งงานกับเขา ถึงขั้นกดศีรษะนางลงไปใต้น้ำนั้น...แค้นนี้นางต้องชำระ!
ประกายเย็นเยียบสายหนึ่งวาบผ่านดวงตาของเสิ่นม่านซูก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว
ครั้นนางเงยหน้าอีกครั้ง ดวงตาที่มองไป๋ซิวจิ่นก็เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง “ท่านหมอเทวดาไป๋ ขอบคุณท่านมากจริงๆ เ้าค่ะ”
ไป๋ซิวจิ่นมองใบหน้าเล็กๆ ที่ทั้งน่าอเนจอนาถและงดงามของอีกฝ่าย ก่อนส่งเสียง ‘อืม’ อย่างหนักแน่น ครั้นกำลังจะเอ่ยปาก จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าสวบสาบดังใกล้เข้ามาเสียก่อน
ในนั้นยังมีเสียงพูดคุยหัวเราะของสตรีอีกด้วย
คนที่มาไม่ใช่เจ๋อหลัน!
สีหน้าของเสิ่นม่านซูเปลี่ยนไปทันที นางรีบกระชับเสื้อคลุมแน่น แล้วหลบไปหลังพุ่มไม้ดอกไม้ด้านหลังไป๋ซิวจิ่น
แม้ที่ตรงนี้จะลับตาคน แต่มีเงื่อนไขว่า...ไป๋ซิวจิ่นจะต้องไม่จากไป
เห็นได้ชัดว่าไป๋ซิวจิ่นเองก็เข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้เช่นกัน
เขารู้สึกได้ว่ามือเล็กข้างหนึ่งแตะลงบนแผ่นหลังของเขาเบาๆ ปลายนิ้วของนางสั่นระริก และไม่รู้เพราะเหตุใด จึงดูไม่สงบอยู่บ้าง
คล้ายมีหยดน้ำซึมผ่านชั้นอาภรณ์ทีละชั้น แล้วกลิ้งตกลงบนผิวกาย
กลับทำให้รู้สึกร้อนผ่าวอยู่บ้าง...
ในเวลานี้เอง คุณหนูสูงศักดิ์หลายคนก็เดินมาถึงพอดี
คนที่เดินนำหน้ามาอย่างเด่นชัดก็คือองค์หญิงหย่าอันซึ่งก่อนหน้านี้ปะทะคารมกับเสิ่นม่านซูจนบรรยากาศตึงเครียดในโถงบุปผา
ฝั่งทะเลสาบด้านนั้นมีเื่คึกคัก องค์หญิงหย่าอันเดิมทีตั้งใจจะรีบไปดูความสนุก แต่ตอนเดินผ่านที่นี่ จู่ๆ ก็ถูกเงาร่างหนึ่งดึงดูดสายตาเอาไว้
อย่าว่าแต่นางเลย แม้แต่คุณหนูสูงศักดิ์ในกลุ่มใหญ่ของพวกนาง ก็ราวกับถูกตรึงร่างไว้ในชั่วพริบตาเช่นกัน
เมื่อมองบุรุษรูปงามหล่อเหลาราวเทพเซียนผู้นั้น แต่ละคนล้วนก้าวเท้าไม่ออก ไม่อยากละสายตาจากเขาแม้แต่นิดเดียว
หวังฮุ่ยหรันยกมือปิดปากแล้วอุทานชมเสียงเบา “์ บุรุษผู้นี้คือใครกัน เหตุใดถึงหล่อเหลาถึงเพียงนี้!”