หลังจากเฟิ่งเซียนนั่งรอประลอง จนตอนนี้ผ่านไปสิบคู่แล้ว ในที่สุดเสียงประกาศชื่อนางก็ดังขึ้น
"คู่ประลองคู่ที่สิบเอ็ดของวันนี้ได้แก่....หนานเจียงห่าวและ....เฟิ่งเซียนนน"
เมื่อสิ้นคำประกาศผู้เข้าประลองทั้งสองคนก็เดินขึ้นเวทีประลอง ท่ามกลางเสียงเชียร์ของผู้ชมนับหมื่น
นางมองสำรวจคู่ต่อสู้ของตน น่าเสียดายจริงๆ ที่คนผู้นี้ต้องมาพบนาง หากเป็ผู้อื่นอาจผ่านเข้ารอบสามได้อย่างง่ายดาย พลังปราณระดับ นักรบขั้นปลายของเขานั้น ไม่อาจดูเบาได้เลย
"มาสู้กันด้วยความยุติธรรมเถิด"
เสียงของหนานเจียงห่าวดังขึ้น นางพยักหน้าตอบแต่เดิมก็ไม่คิดจะเอารัดเอาเปรียบคนตรงหน้าอยู่แล้ว ดังนั้นรอบนี้นางจะไม่ใช้อาวุธศักดิ์สิทธิ์คู่กายก็แล้วกัน
เฟิ่งเซียนมองคนตรงหน้าที่เรียกสัตว์อสูรของตนออกมา สัตว์อสูรของคนผู้นี้คือ เหยี่ยวสลาตันชั้นกลาง เป็สัตว์อสูรที่แข็งแกร่งทีเดียว และยังเป็สัตว์ที่เต่าดำของนางแพ้ทางอีกด้วย แพ้ทางนั้นไม่ได้แปลว่าเเพ้แต่เพียงสู้ด้วยยากกว่าปกติเพียงเท่านั้น
เมื่อเห็นคนตรงหน้าเรียกสัตว์อสูรออกมาแล้ว เฟิ่งเซียนจึงเรียกออกมาบ้าง เสวียนอู่ที่ตอนนี้แปลงกายเป็ เต่าปฐีชั้นสูง
ได้ลดระดับพลังลงมาเช่นกัน หากตนไม่ลดพลังแล้ว สัตว์ชั้นกลางตรงหน้าคงไม่รอดแน่ ในเมื่อตั้งใจว่าจะสู้กันอย่างยุติธรรม ตนย่อมไม่คิดจะเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นเช่นกัน
หลังจากที่ร่างของเสวียนอู่ออกมาปรากฏแก่สายตา ผู้คนโดยรอบต่างตื่นเต้นดีใจ
'' สัตว์อสูรชั้นสูงอีกแล้วหรือ วันนี้คงเป็วันที่พบสัตว์อสูรชั้นสูงมากเช่นนี้ครั้งแรกเป็แน่"
เสียงของชาวบ้านผู้หนึ่งดังขึ้นอย่างตื่นเต้น สตรีผู้นี้ถึงกับมีสัตว์อสูรในพันธะสัญญาที่แข็งแกร่งเพียงนี้
"ข้าคล้ายกับได้ออกมาจากกะลา ผู้เยาว์ของแคว้นเรา มีคนเก่งกาจมากเพียงนี้เชียว หากนับจากที่ขึ้นประลองในวันนี้ สัตว์อสูรชั้นสูงตัวนี้เป็ตัวที่ห้าแล้ว ไม่แน่ว่าในปีนี้แคว้นฉีของเราอาจยกระดับขึ้นมาก็เป็ได้"
เสียงของผู้าุโในสำนักศึกษาหลวงผู้หนึ่งดังขึ้นอย่างชื่นชม ลูกหลานแคว้นฉีของเราในปีนี้อาจนำความยิ่งใหญ่มาให้แคว้นก็เป็ได้
เฟิ่งเซียนที่ได้ยินดังนั้นก็เผยยิ้มบางออกมา คนที่รักแคว้นนี้อย่างจริงใจยังเหลืออยู่มากสินะ
สำหรับสัตว์อสูรชั้นสูงที่ถูกกล่าวออกมานั้น โดยสามในสี่นั้นคือ สัตว์อสูรของิเซียน และของศิษย์ของสำนักเพลิงบุปผาของนาง ส่วนคนอีกผู้นึ่งนั้นคาดว่าจะเป็ศิษย์เอกของสำนักใดสำนักหนึ่ง
"เริ่มการประลองได้"
เสียงประกาศพร้อมเสียงระฆังดังขึ้นเพื่อเป็สัญญาณเพื่อเริ่มการประลอง
เฟิ่งเซียนและบุรุษตรงหน้านั้นต่างคนต่างหยั่งเชิงกัน ยังไม่มีผู้ใดโจมตีอีกฝ่าย คล้ายกับรอให้อีกฝ่ายโจมตีเพื่อเป็สัญญาณแห่งการต่อสู้
ผู้คนทั้งหลายต่างลุ้นในใจ บุรุษผู้หนึ่งมีพลังปราณนักรบขั้นสูงแต่มีสัตว์อสูรเพียงชั้นกลางเท่านั้น กับอีกสตรีนางหนึ่งมีพลังเพียงนักรบขั้นกลางแต่กลับมีสัตว์อสูรในพันธะเป็เต่าปฐีชั้นสูงเลยทีเดียว การประลองในครั้งนี้อาจจะยากต่อการคาดเดาก็เป็ได้
ผู้ชมทั้งหลายอาจจะลืมนึกไป ในรอบแรกนั้นเฟิ่งเซียนได้ใช้ปราณธาตุน้ำแข็งและลมของตนชนะ ศิษย์พรรคมารผู้หนึ่งที่มีพลังปราณอยู่ระดับนักรบชั้นปลายมาได้อย่างง่ายดาย
หลังจากหยั่งเชิงกันมาอยู่เกือบครึ่งเค่อ คล้ายกับเจียงห่าวไม่สามารถรอได้อีกแล้ว จึงได้ซัดพลังธาตุดินและไฟของตนใส่คู่ต่อสู้ทันที เฟิ่งเซียนที่เห็นเช่นนั้นจึงกางม่านพลังที่สร้างจากปราณน้ำแข็งขึ้นมาป้องกันตน
ยิ่งเห็นเช่นนี้เฟิ่งเซียนยิ่งรู้สึกเสียดาย บุรุษผู้นี้ไม่เพียงมีระดับพลังปราณอยู่ในระดับสูง แต่ยังมีพลังธาตุถึงสองธาตุ หากเขาได้ประลองกับผู้อื่นไม่ใช่นาง ไม่แน่ว่าอาจได้ผ่านเข้ารอบ จนเป็หนึ่งในตัวแทนของแคว้นก็เป็ได้ ชั่งหน้าเสียดายเสียจริง
"ข้ายอมรับในความสามารถท่าน หากท่านไม่ได้เจอกับข้า ไม่แน่ว่าท่านอาจเป็กำลังสำคัญอีกหนึ่งคนในศึกจ้าวห้าแคว้นในครั้งนี้ก็เป็ได้"
เสียงเฟิ่งเซียนดังขึ้นอย่างชื่นชม ส่วนตัวของเจียงห่าวไม่ได้คิดว่านางอวดเก่งแม้แต่น้อย เมื่อได้ลองสู้แล้วตนก็เข้าใจ พลังของคนตรงหน้านั้นย่อมสูงกว่าตนอย่างแน่นอน แต่สูงกว่าแล้วอย่างไรเล่า ยิ่งเจอคู่ต่อสู้ที่เก่งไม่ใช่ว่ายิ่งพัฒนาตนได้รวดเร็วยิ่งขึ้นหรอ แม้ต้องแพ้ให้นางเขาก็ไม่เสียใจสักนิด
"ขอบใจเ้า เ้าเองก็คงไม่ได้มีพลังเพียงเท่านี้เป็แน่ เอาเถิดมาสู้กัน แพ้หรือไม่ข้าย่อมไม่โกรธแค้น"
เฟิ่งเซียนพยักหน้าอย่างชอบใจ บุรุษผู้นี้ดีจริงๆ หากในอนาคตมี วาสนาได้ต่อสู้ร่วมกันแล้วล่ะก็ บางทีนางอาจได้ช่วยพัฒนาคนผู้นี้บ้าง
ขณะที่ผู้เป็นายทั้งสองพูดคุยกันและซัดพลังใส่กันไปพลางนั้น ฝั่งสัตว์อสูรก็ไม่น้อยหน้า โดยเสวียนอู่ได้พ่นะุดินใส่เหยี่ยวสลาตันอย่างต่างเนื่อง ส่วนตัวของเหยี่ยวสลาตันก็หลบได้อย่างว่องไว แต่มีหยู่หลายครั้งที่ไม่สามารถหลบพ้นได้ทั้งหมด
หลังจากที่โดนโจมตีเหยี่ยวสลาตันก็คิดจะเอาคืน จึงใช้พลังธาตุลมที่มีความคมเท่ากับดามชั้นดีโจมตีใส่อีกฝ่าย แต่กับคล้ายว่าจะไม่เป็ผล ตัวของเสวียนอู่ใช้พลังธาตุดินสร้างเกราะป้องกันให้ตนเอง จนอีกฝ่ายไม่สามารถโจมตีได้ ต่างคนต่างรุกรับสลับกันจนไม่สามารถเข้าไปช่วยผู้เป็นายโจมตีได้ได้
ตัวของเสวียนอู่นั้นรู้ความนึกคิดของผู้เป็นาย จึงพยายามหลอกล่อความสนใจของเหยี่ยวสลาตันมาที่ตน เพื่อให้ผู้เป็นายได้ประลองกับบุรุษตรงหน้า และอีกนัยหนึ่งคืออยากให้คนตรงหน้าเรียนรู้และสามารถสู้กับผู้ที่มีพลังเหนือตนหนึ่งขั้นย่อยได้
เฟิ่งเซียนมองการโจมตีของเจียงห่าวที่เฉียบคมขึ้นทุกครั้งอย่างพอใจ หากคนผู้นี้มาเป็ศิษย์สำนักนางคงดีไม่น้อย เรียนรู้ไวยิ่ง
ตัวของเจียงห่าวที่ตอนนี้พยายามโจมตีอย่างเอาเป็เอาตาย เรียนรู้จากการใช้พลังธาตุของคนตรงหน้ามามากโข คล้ายกับว่านางไม่ได้้าสู้เพียง้าสอนตนเสียอย่างนั้น
ขณะนี้การประลองได้เริ่มขึ้นมาจะครบชั่วยามแล้ว แต่ยังไม่อาจหาผู้ชนะได้ ในขณะนั้นเองเฟิ่งเซียนใช้พลังลมเพื่อที่จะทำให้ตนประชิดคู่ต่อสู้ได้เร็วขึ้น
เมื่อถึงระยะแล้วนางก็ใช้ปราณธาตุน้ำแข็งซัดไปที่ตัวอีกคนจนลอยออกไปนอกเวทีประลอง พลังธาตุลมผนวกกับธาตุน้ำแข็งอย่างลงตัว ทำให้คู่ต่อสู้ไม่สามารถทำการป้องกันและโจมตีกลับได้
ตัวของเจียงห่าวที่ลอยตกออกมานอกเวทีนั้นได้รับาเ็เพียงเล็กน้อย เมื่อเขาตกออกมานอกเวทีก็มีเสียงประกาศผู้ชนะออกมาติดๆ เขาไม่รู้สึกเสียใจสักนิดที่แพ้ให้นาง กลับรู้สึกว่าตนชนะเสียด้วยซ้ำ
ขณะเดียวกันนั้นเองเมื่อเสียงประกาศผู้ขนะจบลง เฟิ่งเซียนก็เดินเข้าไปใกล้ชายหนุ่มที่ยังนั่งอยู่พื้นไม่ยอมลุกไปไหน
"ไหวหรือไม่ "
เฟิ่งเซียนเอ่ยถามเจียงห่าว นางยื่นมือไปให้คนตรงหน้า ตัวเจียงห่าวก็ไม่ได้นึกรังเกียจ จึงจับมือของนางก่อนที่จะพยุงตัวลุกขึ้น
ผู้ชมทั้งสนามเห็นคู่ประลองที่มีน้ำใจต่อกันเช่นนั้นก็อดพากันลุกขึ้นปรบมือคนให้คนทั้งคู่เสียไม่ได้ เสียงปรบมือพร้อมชื่นชมดังรอบสนามประลอง แม้แต่องค์ฮ่องเต้เองก็ไม่เว้น
เฟิ่งเซียนและเจียงห่าวก้มศีรษะเล็กน้อยเพื่อขอบคุณคำชมและเสียงปรบมือในสนาม ก่อนพากันเดินออกมาที่จัดพักของผู้ประลอง
"ขอบใจเ้า เพราะเ้าแท้ๆ ข้าถึงได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมายภายในการประลอง" เจียงห่าวกล่าวขอบคุณเฟิ่งเซียน
"เ้าไม่โกรธแค้นข้าหรือ เพราะข้าเ้าจึงไม่สามารถผ่านเข้ารอบสามได้"
หนานเจียงห่าวส่ายหัวปฏิเสธ พลางยิ้มให้กับสตรีตรงหน้า เขาจะมีหน้าไปโกรธแค้นได้อย่างไร การที่เขาขอบคุณนาง ย่อมเป็สิ่งที่ถูกต้องแล้ว
"เ้าสอนหลายอย่างให้ข้าเพียงนี้ ต่อให้ต้องพ่ายแพ้ข้าก็ไม่นึกเสียใจ"
เฟิ่งเซียนพอใจกับคนตรงหน้านัก นางจึงล้วงเอาโอสถทะลวงปราณออกมาให้บุรุษตรงหน้า
"ข้าให้ หวังว่าในอนาคตข้างหน้านี้เราจะมีโอกาสได้ต่อสู้ร่วมกัน"
เจียงห่าวที่เปิดกล่องไม้และเจอโอสถเม็ดหนึ่งก็ได้แต่ใ เขาเคยเห็นโอสถชนิดนี้อยู่ในห้องปรุงโอสถของผู้าุโในสำนัก มันเป็โอสถล้ำค่ายิ่ง หากนำไปประมูลย่อมได้ราคาค่างวดมากกว่าแสนตำลึง
เจียงห่าวคล้ายำไม่อยากรับ ของสิ่งนี้ล้ำค่าเกินไปที่จะมอบให้กับผู้ที่เพิ่งประลองและยังเพิ่งพบเจอกันแค่ครั้งเดียวเช่นตน
"ข้าไม่รับคืน หวังว่าในอนาคตข้างหน้าคงมีโอกาศได้ผูกมิตรกัน"
เฟิ่งเซียนที่กล่าวจบก็เดินกลับไปที่นั่งตน ที่มีร่างของฉีิเซียนนั่งรออยู่แล้ว
"เ้าพูดอันใดกับเขาหรือ เหตุใดจึงทำสีหน้าใเช่นนั้นเล่า"
ฉีิเซียนถามอย่างสงสัยใคร่รู้ เขาเห็นนางและบุรุษผู้นั้นยืนคุยกันอยู่นานสองนาน ก่อนจะเห็นสีหน้าของบุรุษผู้นั้นทำท่าตกอกใ ก่อนที่สหายตนจะเดินจากมา
"ข้ามอบสิ่งเดียวกับที่เคยมอบให้เ้ากับเขา"
เฟิ่งเซียนกล่าวออกไปอย่างไม่ได้รู้สึกอันใด แต่สีหน้าของฉีิเซียนนั้นกลับใ เฉกเช่นเดียวกับหนานเจียงห่าว
"จ...เ้าถึงกลับมองของล้ำค่าเพียงนั้นให้กับผู้ที่พบกันครั้งแรก หนำซ้ำยังเป็ศัตรูที่เพิ่งสู้กันไปไม่ถึงหนึ่งเค่อ"
ฉีิเซียนได้แต่กล่าวอย่างใ สีหน้าในตอนนี้เรียกได้ว่าหมดมาดองค์ชายใหญ่ผู้สุขุมกันเลยทีเดียว
"ศัตรูที่สามารถเป็มิตรในวันข้างหน้าได้น่ะหรือ วางใจเถิด ข้าไม่ได้ให้กับคนไปทั่ว ก่อนให้ข้าตรึกตรองดีแล้ว"
เมื่อฟังคำของสหายจบฉีิเซียนก็ลดความใทันที เค้าเชื่อสายตาของสตรีผู้นี้ หากนางว่าดีคนผู้นั้นจะไม่ดีได้อย่างไร
******