ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 136 หลินหยางไปไหนแล้ว

            พอกล่าวจบ เงาร่างอันเลือนรางของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วก็ได้หายไปจากจิตสำนึกของหลินหยางเหลือไว้เพียงแต่วิญญาณดาบกิเลนแดงที่กำลังลอยอยู่นิ่งๆ และตำราสุดพิสดารอย่าง “ตำราฝึกเทพ”

            หลินหยางลุกขึ้นยืนเงียบๆจากนั้นก็ทำการทบทวนเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในหัวของเขาเมื่อครู่อีกครั้งจากนั้นก็แย้มยิ้มขึ้นมาจางๆ

            “หาเรื่องยากๆ ให้ตัวเองอีกแล้วสินะ!! ฮ่ะฮ่ะ...”

            พอพูดจบ สติของเขาก็กลับมาอยู่ที่ร่างกายของตัวเองเพื่อเผชิญหน้ากับเพลิงอัสนีม่วงอีกครั้ง

            เท่ากับว่าตอนนี้เขาจำเป็นต้องฝึกฝนวิชาของสองวิถีไปพร้อมๆ กันภารกิจที่ต้องทำมีมากขึ้นกว่าเดิมถึงหนึ่งเท่าเต็มๆขณะเดียวกันก็ยังต้องแบกรับสัญญาประลองในอีกสิบปีที่ต้องเดิมพันด้วยชีวิตเอาไว้ด้วยอีกทั้งศัตรูยังเป็นตัวตนสุดแข็งแกร่งอย่างจักรพรรดิฟ้าด้วย

            แล้วยังมีเรื่องการออกตามหามารดาของเขาที่หายสาบสูญไปอย่างลึกลับสืบหาความจริงที่เกิดขึ้นเมื่อสิบห้าปีก่อนและเรื่องของความแค้นระหว่างลัทธิหมื่นวิญญาณที่หลินหยางได้สร้างขึ้นมาแล้วด้วย

            แต่ละเรื่องล้วนเป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสปานภูเขาสูงนับหมื่นๆลูกที่กำลังกดทับลงบนร่างกายหลินหยางอย่างไร้ความปรานี

            ถ้าหากเปลี่ยนเป็นคนอื่นละก็เกรงว่าคงอดทนต่อแรงกดดันอันมหาศาลนี่ไม่ไหวจนยอมฆ่าตัวตายไปเสียดีกว่าแต่หลินหยางนั้นเป็นดั่งแมลงสาบที่ไม่ยอมให้ถูกฆ่าตายง่ายๆ

            หากคิดจะก้าวขึ้นไปยังจุดสูงสุดละก็จำเป็นต้องเปลี่ยนแรงกดดันมาเป็นแรงผลักดันเพื่อบดขยี้ทุกปัญหาที่เกิดขึ้นเอาชนะศัตรูร้ายกาจทั้งหมดที่มาขวางทางจากนั้นก็หาทางก้าวข้ามภูเขาอันสูงชันที่มองไม่เห็นยอดอย่างจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วไปให้ได้

            เมื่อต้องเผชิญหน้ากับปัญหายากๆ จำนวนมากมายแบบนี้หลินหยางกลับไม่รู้สึกย่อท้อเลยแม้แต่น้อยตัวเขาในตอนนี้มองเห็นแต่เพียงเพลิงอัสนีสีม่วงที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น

            เพราะพลังอำนาจคือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จำเป็นต้องใช้ในการแก้ไขปัญหาต่างๆมาโดยตลอด

             สำหรับหลินหยางในตอนนี้แล้ว เรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือการก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองเพื่อขึ้นไปสู่ขอบเขตของพลังระดับอวิ้นหลิงเพื่อให้พลังต่อสู้ขั้นพื้นฐานของเขาเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด

            เพียงแต่ ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลามาทำเรื่องนั้น

            หลินหยางเข้าใจดีว่า ระดับอวิ้นหลิงเป็นก้าวที่สำคัญอย่างมากก้าวหนึ่งในเส้นทางแห่งวิถียุทธ์

            ถึงแม้ในหัวของหลินหยางจะมีวิธีที่จักรพรรดิฟ้าหลีหั่วใช้ในการเพาะสร้าง“หั่วหลิงเซิ่งไท”ก็ตาม แต่หลังจากที่หลินหยางถูกต้วนเทียนหยาตบสั่งสอนเมื่อครั้งก่อนเขาก็ตระหนักขึ้นได้ว่า ตัวเองไม่ได้อยากจะเป็นจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วคนที่สอง

            ดังนั้นเขาจึงต้องการจะสร้างหั่วหลิงเซิ่งไทในแบบฉบับของตัวเองขึ้นเพื่อเปิดเส้นทางบนวิถียุทธ์แบบใหม่ที่เป็นรูปแบบของตัวเองขึ้นมา

            ซึ่งขั้นตอนนี้จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาที่ค่อนข้างจะนานพอสมควรอีกทั้งยังต้องทำการต่อสู้อย่างต่อเนื่องด้วย

            ตั้งแต่ที่หลินหยางเริ่มก้าวเดินไปบนเส้นทางแห่งตำนานของตัวเองอย่างเป็นทางการนั้นเวลาเพิ่งผ่านไปเพียงแค่ราวๆ หนึ่งปีกว่าเท่านั้น แต่ผลงานที่เขาได้สร้างไว้นั้นกลับสร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทวีปชี่อู่แล้วแต่สำหรับตัวเขาเองนั้น มันยังน้อยเกินไปอยู่ดี

            “กลับชูอวิ๋นก่อนค่อยคิดก็แล้วกัน”

            หลินหยางที่ตัดสินใจได้แล้วก็ได้แบกฐานศิลาขนาดเล็กที่คอยแบกรับพลังเพลิงอัสนีม่วงเอาไว้ด้วยขึ้นมา

            เขามองออกนานแล้วว่า ฐานศิลานี่เองก็เป็นของชั้นดีเหมือนกันสามารถจำกัดขอบเขตพลังของเพลิงอัสนีม่วงเอาไว้ได้ ไม่อย่างนั้น ถ้าแท่นศิลานั่นถูกเพลิงพิสดารเผาใส่จริงๆเกรงว่าห้องศิลาแห่งนี้คงจะถูกเผาทำลายจนพังพินาศไม่เหลือฝุ่นแน่

            เขานำแท่นศิลานั่นเก็บเข้าไปในแหวนพระสุเมรุของตัวเองพร้อมกับเพลิงพิสดารจากนั้นก็ออกมาจากห้องศิลานั่นไปรวมตัวกับหั่วเอ๋อร์ที่อยู่ด้านบนเพื่อที่จะกลับไปยังอาณาจักรชูอวิ๋นของเขา

            ระหว่างทางกลับนั้น หลินหยางไม่ได้ใช้อุปกรณ์เดินทางข้ามมิติแต่เลือกใช้วิธีการขี่ชุดเกราะวิญญาณเหล็กทิมฬบินข้ามผ่านมหาทะเลสาบอันกว้างใหญ่นี่ไปแทน

            ด้วยระดับพลังของเขาในตอนนี้ต่อให้เป็นอสูรร้ายที่แข็งแกร่งที่สุดในทะเลอสูรก็ไม่สามารถขวางทางของเขาได้ถึงจะเสียเวลาไปบ้างแต่มันก็ช่วยให้เขาไม่ต้องไปตอบคำถามเหล่าขุมอำนาจทั้งหลายให้วุ่นวายได้

            สิ่งที่สำคัญที่สุดของเขาต้องทำในตอนนี้ก็คือการกลับไปที่บ้านก่อนจากนั้นจึงเริ่มเก็บตัวฝึกฝนเพื่อทะลวงขอบเขตพลังของตัวเองไปสู่ระดับอวิ้นหลิง

            ..................................

            หลินหยางบินตรงไปเรื่อยๆ จนมาถึงเกาะๆ หนึ่งในมหาทะเลสาบแดนใต้ที่เป็นอาณาเขตของ“เผ่าหลานเจ๋อ”เขาถึงเจออุปกรณ์เดินทางข้ามมิติที่สามารถใช้เดินทางกลับไปที่อาณาจักรชูอวิ๋นได้ซึ่งใช้เวลาในการเดินทางราวๆ ครึ่งเดือน

            เพียงแต่ในช่วงครึ่งเดือนมานี้ทั่วทั้งภูมิภาคทิศตะวันตกและทิศใต้นั้นกำลังเกิดเรื่องราวใหญ่โตแปลกประหลาดหลายอย่างขึ้น

            อย่างแรกคือราชอาณาจักรโล่ยื่อที่เป็นอาณาจักรใหญ่ระดับสองของภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้นี้มีอยู่วันหนึ่ง อยู่ๆ ก็ประกาศออกมาว่าจะขอผูกมิตรเป็นพี่น้องกับอาณาจักรเล็กๆ ระดับเจ็ดระดับแปดอย่างอาณาจักรชูอวิ๋นโดยมีฐานะเท่าเทียมกันไม่จำเป็นต้องส่งเครื่องบรรณาการมาอีก

            ไม่เพียงเท่านั้นกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรโล่ยื่อยังได้ส่งสาวงามอันดับหนึ่งของอาณาจักรอย่างองค์หญิงเซียวเซียงมาที่อาณาจักรชูอวิ๋นด้วยตัวเองด้วยพร้อมกับได้ส่งสาสน์มาให้กับจักรพรรดิหลินเฮ่ายวนโดยมีความว่าต้องการยกองค์หญิงเซียวเซียงให้กับพระราชโอรสลำดับที่เก้าของจักรพรรดิหลินเฮ่ายวนเจ้าชายหลินหยางซึ่งทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองขึ้นไปทั่วภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้

            เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นนี่?

            ราชอาณาจักรโล่ยื่อมันคิดอะไรของมันอยู่?

            ถึงกับต้องวิ่งไปเลียเท้าอาณาจักรเล็กๆ แบบนั้นเลยหรือ?

            อาณาจักรชูอวิ๋น?

            เคยมีใครได้ยินรึเปล่า?

            เหล่าอาณาจักรเล็กๆ ทั่วทั้งภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ต่างก็เกิดความสับสนกันไปหมด

            ส่วนเหล่าราชอาณาจักรอื่นๆ ที่มีสถานะพอๆ กันกับราชอาณาจักรโล่ยื่อนั้นต่างก็เยาะเย้ยด้วยสายตาเย็นชาราชสำนักของพวกราชอาณาจักรโล่ยื่อนี่คงจะบ้าไปแล้วกระมัง? ถึงกับเป็นฝ่ายส่งมอบเจ้าหญิงคนหนึ่งให้กับไอ้หลินหยางอะไรนั่นเองอีก

            แต่หลังจากนั้นไม่ถึงสองวันก็ถึงคิวของราชอาณาจักรเหล่านั้นที่นั่งไม่ติดที่แล้ว

            เพราะว่าราชอาณาจักรที่ทรงอำนาจที่สุดในภูมิภาคตะวันตกอย่างราชอาณาจักรเทียนฉางชนเผ่าที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในมหาทะเลสาบแดนใต้อย่างชนเผ่าฝูโปก็ดูเหมือนจะจัดคณะทูตเพื่อเดินทางมาเยือนอาณาจักรชูอวิ๋นในเวลาเดียวกัน

            เป้าหมายของพวกนั้นก็ดูจะเหมือนกันกับราชอาณาจักรโล่ยื่อ

            คือต้องการจะผูกสัมพันธ์กับอาณาจักรชูอวิ๋นในฐานะพี่น้องเพื่อที่จะได้พึ่งพาซึ่งกันและกันได้และจะได้เจริญรุ่งเรืองไปด้วยกัน

            คราวนี้เหล่าขุมอำนาจทางการเมืองทั้งหลายในทั่วทั้งภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้นี้ต่างก็งงเป็นไก่ตาแตกไปตามๆกัน

            พวกนั้นมันทำบ้าอะไรกันอยู่?

            ทำไมไอ้อาณาจักรชูอวิ๋นนั่นอยู่ดีๆ ก็โผล่พรวดออกมายิ่งใหญ่ขนาดนี้ได้เล่าถึงกับมีฐานะเทียบเท่ากับราชอาณาจักรที่แข็งแกร่งเป็นลำดับต้นๆ ได้ถึงสองอาณาจักรเลยนี่นะ?

            เพียงไม่นาน ทั่วทั้งภูมิภาคตะวันตกและภาคใต้ต่างก็จับจ้องสายตาไปที่อาณาจักรชูอวิ๋นซึ่งก่อนหน้านี้ยังเป็นอาณาจักรเล็กๆที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักนั่นเรียบร้อยแล้ว

            เริ่มมีหลายคนที่ทุ่มสุดกำลังเพื่อตามสืบหาข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับหนุ่มน้อยที่มีชื่อว่าหลินหยางคนนั้น

            หลังจากที่มีการขุดคุ้ยหาประวัติของหลินหยางเพียงไม่นานก็พบว่ามีข้อมูลอันน่าเหลือเชื่อที่เกี่ยวข้องกับชายหนุ่มคนนี้ปรากฏออกมาเป็นจำนวนมาก

            องค์ชายเก้าแห่งอาณาจักรชูอวิ๋น เคยปราบการก่อกบฏของเทพยุทธ์แห่งอาณาจักรชูอวิ๋นลงได้ด้วยตัวคนเดียวมาแล้ว

            นอกจากนี้เขายังมีศักดิ์เป็นหัวหน้าที่ปรึกษาด้านการช่างของตระกูลเวินแห่งชูอวิ๋นเป็นผู้มีพรสวรรค์ด้านการช่างขั้นสุดยอดที่พันปีจะมีสักคน ทันทีที่เขาปรากฏตัวขึ้นก็ได้สร้างผลงานด้านการช่างระดับที่สามารถสะเทือนฟ้าสะเทือนดินได้ออกมาให้เห็นหลายชิ้น

            ผู้นำของกลุ่มสมาคมการค้าระดับสูงที่เพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่อย่างสมาคมการค้าตระกูลจ้าวที่มีชื่อว่าจ้าวเหวินชางนั้นก็มักจะเรียกหนุ่มน้อยคนนั้นอย่างนอบน้อมว่าพี่หลินๆ เสมอ

            ข้อมูลเหล่านี้สำหรับคนทั่วไปนั้นมันมากพอที่จะทำให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ได้แล้วแต่กับพวกคนใหญ่คนโตขั้นสูงทั้งหลายนั้น ข้อมูลเหล่านั้นมันก็แค่เรื่องธรรมดาทั่วไปเท่านั้นไม่มีอะไรพิเศษเลย

            แต่เพียงไม่นานก็มีกลุ่มโจรสลัดขนาดใหญ่โตที่มาจากมหาทะเลสาบแดนใต้ได้เข้ามาที่เมืองอวิ๋นเฉิงจากนั้นพวกเขาก็ใช้วิธีการพูดแบบโอ้อวดเกินจริงซึ่งเป็นเหมือนสัญลักษณ์เฉพาะตัวของพวกเขานำวีรกรรมอันน่าตื่นตะลึงของหลินหยางที่เพิ่งสร้างขึ้นก่อนหน้านี้มาป่าวประกาศออกไป

            “แม่เจ้าโว้ย... พวกเจ้าคงจะไม่รู้ในทะเลสาบเมฆาอัสนีนั่นน่ะ มีฉลามเสือขนาดประมาณหลายร้อยเมตรอยู่ตัวหนึ่งมันเป็นสัตว์อสูรระดับราชันที่ทรงพลังจนน่ากลัวเลยทีเดียวแต่ลูกพี่หลินหยางของเรากลับสามารถฟันฉับ ตัดหัวของมันออกมาได้ ซึ่งแน่นอนว่ามันทำให้คนบนเรือต่างก็ยืนอึ้งไปทันทีความน่าเกรงขามนั่น ต่อให้อยู่ห่างออกไปหลายร้อยเมตรก็ยังมองเห็นอยู่ดี!!”

            ไอ้เวร!!!!!!

            ภายใน “โรงเตี๊ยมอวิ๋นไล๋”ที่เป็นโรงเตี๊ยมที่ใหญ่ที่สุดของเมืองอวิ๋นเฉิง ผู้คนทั้งหมดต่างก็กำลังนั่งฟังลูกเรือคนหนึ่งของกลุ่มโจรสลัดสายลมทมิฬกำลังคุยโม้โอ้อวดอย่างออกรสอยู่เลย

            “ยังมีที่สุดยอดกว่านี้อีกนะ!!"

            โจรสลัดผู้นั้นทำการเช็ดน้ำลายของตัวเองออกไปจากนั้นก็พูดขึ้นต่ออีกว่า

            “คงจะเคยได้ยินชื่อลัทธิหมื่นวิญญาณกันบ้างใช่ไหม!! นั่นน่ะคือกลุ่มของพวกชาติชั่วที่ชั่วร้ายเข้ากระดูกดำไปแล้วอย่างแท้จริงตอนที่ขึ้นเกาะลึกลับในทะเลสาบเมฆาอัสนีไปแล้วพวกมันได้สร้างปีศาจขึ้นมาด้วยตัวหนึ่ง ไอ้ปีศาจบ้านั่นขนาดหมาป่าโลหิตผู่อาหมานแห่งราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ย ราชันหยินหยางเป้ยเค่อแห่งราชอาณาจักรเทียนฉาง และโม่เชาหยันแห่งเผ่าฝูโปนั่นรวมกันแล้วยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของปีศาจนั่นเลย พวกเจ้าลองเดาดูสิว่าจะเกิดอะไรขึ้น?”

            ผู้คนในโรงเตี๊ยมอวิ๋นไล๋ทั้งสามชั้นตอนนี้ต่างก็เข้ามามุงล้อมเพื่อฟังวีรกรรมสุดมหัศจรรย์อันน่าตื่นเต้นกันอย่างแน่นขนัด

            “เกิดอะไรขึ้นล่ะ?” ผู้คนถามกลับ

            “หึ!! ก็ต้องบอกว่าลูกพี่หลินหยางของพวกเรานั้นทั้งแข็งแกร่งทั้งห้าวหาญเหนือคณานับเขาเข้าไปใช้เพียงนิ้วเดียว ก็สามารถจัดการสยบกับปีศาจศพโลหิตนั่นได้แล้วจากนั้นก็ได้ใช้สุดยอดวิชาฝ่ามืออันเหนือโลกของเขาฟาดพวกผีน้อยจากลัทธิหมื่นวิญญาณจนร่างกายแหลกละเอียดไม่เหลือชิ้นดีในเสี้ยวพริบตาตอนนั้นนะ บอกได้เลยว่าสะใจสุดๆ!!”

            ทักษะการพูดอันลื่นไหลน่าฟังของลูกเรือโจรสลัดคนนั้นได้นำวีรกรรมที่หลินหยางเข้าไปจัดการลัทธิหมื่นวิญญาณมาแต่งเติมพร้อมกับใส่สีตีไข่เพิ่มเข้าไปด้วยซึ่งบริเวณนั้นเองก็มีเหล่าสายสืบที่มาจากอาณาจักรต่างๆ นั่งอยู่ด้วยทำให้วีรกรรมของหลินหยางฉบับปรุงแต่งนี้ถูกแพร่กระจายไปทั่วทวีปชี่อู่อย่างรวดเร็ว

            สวรรค์

            ที่แท้หลินหยางเคยช่วยเหลือตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดจากทั้งสามราชอาณาจักรไว้ได้ด้วยคนเดียวนี่เอง!!

            มิน่าทำไมคนใหญ่คนโตเหล่านั้นถึงได้มาเลียเท้าถึงที่อาณาจักรเล็กๆแบบนี้เพราะมีอสูรน้อยที่ตอนนี้แทบจะเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดในทวีปชี่อู่โผล่ขึ้นมานั่นเองถ้าอย่างนั้นอาณาจักรชูอวิ๋นคงได้พุ่งทะยานไปไกลกว่าเดิมแน่ๆ!!!!

            ผู้คนต่างก็หายข้องใจกันหมดแล้ว

            คราวนี้ทุกๆ อาณาจักรในดินแดนภาคตะวันตกและใต้ต่างก็ได้จัดตั้งคณะทูตขึ้นเพื่อเดินทางมาเยือนอาณาจักรชูอวิ๋นกันทันทีกษัตริย์ของบางอาณาจักรที่อยู่ใกล้กันหน่อยก็ถึงกับมาทักทายถึงเมืองอวิ๋นเฉิงด้วยตัวเอง

            และแน่นอนว่ากษัตริย์คนไหนที่มีลูกสาวก็ย่อมต้องไม่ลืมที่จะพามาด้วยอยู่แล้วพวกเขาคิดจะเลียนแบบวิธีการอันไร้ยางอายของราชอาณาจักรโล่ยื่อที่ชอบทำตัวหน้าด้านนั่นสักหน่อย

            เพียงแต่ว่าพอผู้คนทั้งหลายต่างก็พากันมารวมตัวอยู่ที่เหมืองอวิ๋นเฉิงแล้วพวกเขาต่างก็เริ่มต้นด้วยการถามขึ้นมาหนึ่งคำถามที่เหมือนกันหมดทุกคน

            หลินหยางเล่า?

            ผู้กล้าน้อยของพวกเราหลินหยางไปไหนแล้วล่ะ??

            ทุกคนที่มาถึงเมืองอวิ๋นเฉิงแล้วต่างก็พบกับความจริงอันน่าผิดหวังจนถึงตอนนี้หลินหยางยังกลับมาไม่ถึงเมืองอวิ๋นเฉิงเลย

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน