บทที่ 1ประเทศไทย ปี 25xxภายในวัดแห่งหนึ่ง
ผม เมฆา รักษ์กำเนิด หรือเมฆ นั่นเป็นชื่อตามใบเกิดผมนั่นเอง ผมกำลังแต่งตัวออกจากห้องพักในกุฏิเพื่อไปทำกิจวัตรประจำวันของผมก็คือเป็นเด็กวัดนั่นเอง ผมอาศัยอยู่ที่นี่มาตั้งแต่จำความได้
ผมเป็นเด็กกำพร้า หลวงพ่อเคยบอกว่าพ่อแม่ผมอาศัยอยู่แถวๆวัดตอนเกิดท่านพาผมมาให้หลวงพ่อช่วยตั้งชื่อให้ แต่หลังจากนั้นไม่นานพ่อและแม่ผมดันประสบอุบัติเหตุถูกคนเมาขับรถชนตายตั้งแต่ผมอายุยังไม่ถึง 3 เดือนท่านเลยรับผมมาเลี้ยงต่อเพราะผมนั้นไม่มีญาติที่ไหน ภายในวัดมีพระจำพรรษาเพียงไม่กี่รูปเท่านั้น ตั้งแต่เด็กผมไม่เคยได้ไปโรงเรียน แต่ผมเรียนกับหลวงพี่ทั้งหลายภายในวัดแทน ผมเริ่มเรียนมาตั้งแต่ตอน 3 ขวบตอนแรกๆผมก็เรียนๆไปโดยไม่สนใจอะไร ตอนประมาณ 7 ขวบผมเริ่มสงสัยจึงเริ่มถามหลวงพี่ที่สอนผม
“หลวงพี่ดุต้องสอนผมเล่นฟันดาบด้วยหรอครับ ผมว่าไปเล่นลูกแก้วยังสนุกกว่าเลย” ผมถามด้วยใบหน้าใสซื่อของเด็กๆ
โป๊ก!! เสียงดาบไม้ฟาดเข้าที่หัวผม ผมเอามือจับหัวร้องโอ๊ยทันที
“เล่นฟันดาบของเอ็งสิไอ้เมฆ นี่เค้าเรียกว่าดาบอาทมาฎ เอ็งตั้งใจเรียนเข้าไว้ เอ้าตั้งท่าได้แล้ว” หลวงพี่ตอบผมด้วยใบหน้าดุๆของแกที่เต็มไปด้วยแผลเป็นทุกๆคนจึงเรียกแกว่าหลวงพี่ดุ จากนั้นผมจึงตั้งท่าดาบในมือทั้งสองของแกและเริ่มร่ายรำตามหลวงพี่ดุทันที
ฟับ!! ฟับ!! ฟับ!! เสียงแกว่งดาบด้วยความรวดเร็วถ้าใครมาเห็นก็คงต้องมองตาค้างที่มีหลวงพี่หน้าดุ กับเด็กน้อยวัยประถมกวัดแกว่งรำดาบด้วยความเร็วจนทำให้รอบๆตัวทั้งสองเหมือนมีลูกบอลกลมที่สร้างจากลม หลังจากเรียนไปได้ประมาณ 2 ชั่วโมงหลวงพี่ก็สั่งให้ผมหยุด
“เอาหละวันนี้พอแค่นี้ มีเรียนกับหลวงพี่ดลไม่ใช่เรอะ” หลวงพี่ดุบอกผมให้หยุดซ้อมและไปเรียนกับหลวงพี่ดลต่อทันที
ผมรีบเก็บดาบไม้และไปเรียนกับหลวงพี่ดลที่ท้ายวัดทันที ทันทีที่ไปถึงก็เห็นหลวงพี่ดลกำลังนั่งทำสมาธิ ทันทีที่ผมมาถึงหลวงพี่ดลก็ถามผมทันที
“เมฆ ไหนบอกหลักของมวยไชยามาหน่อย” หลวงพี่ดลถามผมขณะที่หลับตาทำสมาธิอยู่“ครับ ทั้งหมดมี ป้อง...ปัด...ปิด...เปิด...เหยาะ....ย่าง...ยัก...เยื้อง...............................หักก้านคอ” ผมท่องจนจบพร้อมทั้งกำลังพันคาดเชือกในมือไปด้วย
“เอาหละดีมาก เมื่อวานเราเรียนการใช้เท้าและเข่าไปแล้ว วันนี้เรามาเรียนการใช้ศอกกัน เอ็งไหว้ครูเสร็จแล้วก็เตรียมตัวซะ” หลวงพี่ดลบอกเสร็จก็ลุกขึ้นไปยืนกลางลานพร้อมไหว้ครู
เมื่อผมคาเชือกและไหว้ครูเสร็จก็ ไปยืนกลางลานพร้อมเริ่มเรียนตามที่หลวงพี่ดลสอนทันที ผ่านไป 2 ชั่วโมง เสียงกลองเพลก็ดังขึ้นทันที ทำให้รู้ว่าถึงเวลากินข้าวฉันท์เพลแล้วนั่นเอง ผมเริ่มถอดคาดเชือกออกและไปเตรียมตัวจัดสำรับสำหรับหลวงพ่อและพวกหลวงพี่ที่กุฎิทันที
หลังจากฉันท์เพลเสร็จ ช่วงบ่ายผมต้องมาเรียนหนังสือกับหลวงพี่เอกจนถึงเย็น หลังจากนั้นก็ไปทำวัดเย็นและสวดมนต์นอน นี่เป็นกิจวัตรประจำวันของผมในทุกๆวัน แต่ผมก็อดสงสัยไม่ได้นะ หลวงพี่เอกทำไมถึงเก่งจังสอนผมได้ทุกๆอย่างอัดให้ผมเต็มที่ทุกๆวัน มีวันหนึ่งเคยมีคนจากในเมืองมาหาหลวงพี่เอกแต่ละคนแต่งตัวดีๆทั้งนั้นได้ยินเรียกหลวงพี่เอกแว่วๆ ว่าศาสตราจารย์อะไรสักอย่างนี่แหละ
ปัจจุบัน
วันนี้ผมกำลังเดินทางเข้าเมืองเพื่อไปซื้อของใช้เข้าวัด เพราะผมต้องออกไปซื้อทุกๆเดือน ผมเองก็อายุ 18 ปีแล้ว พวกหลวงพี่แกเลิกสอนผมตั้งแต่เมื่อ 3 ปีก่อน แกบอกว่าไม่มีอะไรจะสอนผมแล้ว ผมก็ได้แต่ทบทวนด้วยตัวเองทุกวันเพราะชินแล้วนั่นเอง ตัวผมในตอนนี้แต่งตัวสบายๆกางเกงยีนส์ เสื้อเชิ้ตสีดำ พูดถึงหน้าตาผมไม่ได้เข้าข้างตัวเองนะแต่ผมคิดว่าผมหล่อหละ หน้าตารูปไข่ คิ้วเข้ม จมูกโด่ง ผมดกดำ สูงเกือบ 180 นี่ผมไม่ค่อยหลงตัวเองนะช่วยไม่ได้คนมันหล่อ
ผมใช้เวลาเดินทาง 3 ชั่วโมงโดยนั่งรถหลายต่อจนในที่สุดก็มาถึงห้าง Lotuxx ภายในเมืองและเริ่มเดินซื้อของเข้าวัดตามที่ทำทุกๆเดือนตอนนี้ผมซื้อของเสร็จแล้วกำลังเดินไปรอรถเมล์เพื่อเดินทางกลับวัดขณะยืนรอรถเมล์อยู่นั่นเอง ผมได้ยินเสียงร้องของผู้หญิงมาแต่ไกล
“กรี๊ด!!! ขโมย” ผมเห็นคุณโจรท่าทางผอมกะหร่องกำลังวิ่งมาทางผมในมือถือกระเป๋า ดูท่าทางมีราคา ทันใดนั้นผมก็เตะออกไปทันที แต่เจ้ากรรมนายเวร คุณโจรดันกระเด็นไปทางถนนที่รถเมล์กำลังวิ่งเข้าป้ายด้วยความเร็วจากการคำนวณของผมแล้ว รถมันเบรกไม่ทันแน่นอน เพราะว่าที่เห็นนั่นมันสาย 8 ผมเองก็ไม่อยากให้คุณโจรตายซะด้วยเดี๋ยวมันจะสบายไปไม่ได้ชดใช้กรรมในคุก ผมทิ้งของและวิ่งออกไปกระชากตัวคุณโจรโดยที่ผมไม่ได้มองที่พื้นเลยว่าช่วงนี้ในเมืองฝนตกบ่อยๆ ทำให้มีน้ำขัง ก็ได้ยินบ่อยๆอะนะ ที่นายกแกบอกว่าน้ำรอระบาย หลังจากผมช่วยคุณโจรเสร็จผมก็ลื่นปรื๊ดหงายท้องลงไปกองกับพื้นทันที จังหวะนั้นเองผมมองไปทางซ้าย ได้แต่คิดในใจ ลำบากพี่รถเมล์สาย 8 แล้วหละ พรุ่งนี้พี่แกลงข่าวหน้าหนึ่งแน่นอน หลังจากนั้นผมก็ได้ยินเสียง แผละ!! นั่นคงเป็นเสียงหัวผมกระจาย และสติก็ดับวูบไป
จบ...