41.....
“ถ้ารู้ว่าเป็นนายชวินมาเกิดล่ะก็คุณพ่อจะต้องหงายเงิบ ตกเก้าอี้ล่ะคร้าบ”
ชวินร่างหมีพู พูดแต่ทุกคนได้ยินเป็นเสียงเห่าบ๊อกๆ
“แน่ะ มีชวนคุยด้วย เห่าเหมือนอยากคุยด้วยเลยนะ” ป้าสมใจพูดด้วยความเอ็นดู
“เขาเรียกว่าฉลาดแสนรู้ตั้งแต่เกิด...แล้วเจ้าดุ๊กดิ๊กล่ะ” ดร.นีรนุชมองหาเจ้าดุ๊กดิ๊กไปด้วย
“นอนเล่นอยู่ในบ้านที่เดิมค่ะ” ป้าสมใจหมายถึงบ้านสำหรับสุนัขที่อยู่หลังบ้าน
“แม่ดุ๊กดิ๊กของเจ้าไม่สนใจลูกเต้าเลยนะหมีพู” ดร.ฉันทวัฒน์พูดกับหมีพู
“ก็แหงล่ะ น้อง ๆ ของผมไม่อยู่แล้วนี่เหลือผม เอ๊ยหนู ตัวเดียวก็ดันเป็นหมาฉลาด ช่วยตัวเองได้แล้ว แม่ก็หมดห่วง”
หมีพูเห่า ในขณะที่จิตครุ่นคิดเป็นคำพูดของชวิน
“คืนนี้ดรีมจะเอาเจ้าหมีพูไปนอนที่ห้องด้วยค่ะ”
พอได้ยินนัฏนรีพูดเช่นนั้น เจ้าหมีพูก็เห่าด้วยความดีใจมันกระโดดลงจากตักของดร.ฉันทวัฒน์วิ่งไปหา นัฏนรี ทันทีท่ามกลางความแปลกใจของทุกคน
“ดีใจล่ะสิที่จะได้นอนห้องเดียวกับฉัน”
นัฏนรีบอกกับเจ้าหมีพูที่วิ่งมาเลียขาเธอพร้อมส่งเสียงเห่าผสมหอนนิดๆ เป็นสัญญานรับรู้
“สุดยอดไปเลยหมีพู..เจ้าหมาน้อยอัจฉริยะ”
ดร.ฉันทวัฒน์กล่าวชม โดยมีทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย
“ถ้ามันมีลูก ไม่รู้ว่าลูกจะฉลาดอย่างนี้หรือเปล่านะคะ”
ดร.นีรนุชพูดไปถึงอนาคตทำให้ชวินในร่างของหมีพูสะดุ้งด้วยความตกใจ หวังว่าดร.นีรนุชคงจะไม่จับเขาเป็นแม่พันธุ์หรอกนะ ถึงจะมีสภาพเป็นสัตว์แต่ความรู้สึกนึกคิดของชวินก็ยังเป็นคนอยู่เขาอดนึกถึงความหลังเมื่อครั้งเป็นคนไม่ได้ เคยกะล่อน หลีสาวไปทั่วคราวนี้ได้เกิดมาเป็นสุนัขตัวเมีย ไม่รู้ว่าจะถูกตัวผู้มันรุมจีบหรือเปล่า แต่สัญญาตญาณของสัตว์มีหรือมันจะนุ่มนวลบอกรักก่อน ท่าทางมันจะต้องเข้าจู่โจมขืนใจเอาแน่เลยคงไม่ต่างจากเจ้าดุ๊กดิ๊กนั่นหรอกที่ถูกรุมรักจากตัวผู้ ถึงแม้เขาจะได้ยินว่าเจ้าทองเอกเป็นคนทำให้ดุ๊กดิ๊กท้องจนมีเขาคลอดออกมา แต่ใคร
จะรู้ล่ะว่าจริงๆ แล้วมันเป็นสุนัขตัวผู้ตัวใดกันแน่ ได้ยินว่าบ้านนายพีเจ.นั่นมีแต่สุนัขตัวผู้ล้วนๆ เลยด้วย ชวินคิดในใจ
“คุณคิดจะหาคู่ให้เจ้าหมีพูตั้งแต่ตอนนี้เลยรึไง”
ดร.ฉันทวัฒน์ถามภรรยาด้วยความขบขัน
“ต้องเตรียมการไว้ก่อนค่ะหมาฉลาดแบบนี้หาไม่ได้ง่าย ๆ นะคะ ฉันจะลองถามเพื่อน ๆ ที่มีสุนัขตัวผู้ที่ฉลาดคู่ควรกับเจ้าหมีพูสุดสวยของเราค่ะจะได้ให้มันผสมพันธุ์กัน”
“นี่มันคลุมถุงชนชัด ๆ ทำไมดร.นีรนุชใจร้ายกับผมเอ๊ย!..กับหนูแบบนี้ล่ะ”
ชวินร่างหมีพูโอดครวญหน้าละห้อย
“คุณแม่ดูเจ้าหมีพูสิคะ..นั่งหงอยเลยสงสัยเขาจะไม่ชอบที่คุณแม่จะหาแฟนให้นะคะ”
นัฏนรีชี้ให้ดูหมีพูที่นั่งทำตาซึมอยู่กับที่ทำให้ทุกคนอดหัวเราะชอบใจไม่ได้
“ไม่ได้หรอก ต้องดราม่าไว้ก่อนไม่อยากโดนจับผสมพันธุ์หรอกนะ..”
ชวินคิดด้วยความหวาดเสียวต้องออกท่าทางซึมเศร้าเหงาหงอยเพื่อแสดงอาการขัดขืนสักหน่อย
นัฎนรีนอนคุยโทรศัพท์กับสิปปกรด้วยท่าทางสบายใจซึ่งถือเป็นกิจวัตรก่อนนอนที่สิปปกรมักจะโทรมาหาเธอทุกวันและก่อนนอนทุกคืน แต่สำหรับเจ้าหมีพูแล้วเพิ่งจะเห็นนัฏนรีในอิริยาบถสบายๆ เช่นนี้ บางครั้งชวินในร่างหมีพูก็เห็นอดีตคนรักหัวเราะเสียงกังวานสดใส พลอยทำให้ชวินรู้สึกสบายใจไปด้วย เจ้าหมีพูนอนบนเบาะนุ่มสบายที่วางอยู่บนเตียงนอนขนาดใหญ่ของนัฏนรีเขาเริ่มจะคุ้นเคยกับสภาพร่างกายใหม่นี้แล้วหลังจากปรับสภาพได้ และรู้สึกว่าโลกนี้ยังพอมีมุมดี ๆให้เขามองขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยก็คือ การที่ได้มาอยู่ใกล้ชิดกับนัฏนรี อดีตคนรักของเขา
ซึ่งในช่วงที่ชวินเป็นคนรักของนัฏนรีนั้นเขาไม่เคยมีโอกาสได้เข้ามาห้องนอนของเธอเช่นนี้เลย แต่พอได้เกิดมาเป็นสุนัขกลับโชคดีได้สิทธิพิเศษเข้ามาเห็นห้องนอนของคนรักแถมยังได้นอนเตียงเดียวกับเธออีกด้วย นี่คือสิ่งดี ๆ ที่เขารู้สึกได้ในขณะนี้
ชวินในร่างเจ้าหมีพูมองไปรอบห้องของนัฏนรีด้วยความตื่นเต้น เขาไปสะดุดกับกรอบรูปที่วางบนหัวเตียง มันเป็นรูปของชวินที่ถ่ายคู่กับ นัฏนรีเมื่อครั้งที่ถ่ายเล่นๆ ที่มหาวิทยาลัย เขามองรูปนั้นด้วยความอาลัย อีกทั้งรู้สึกดีใจที่เห็นว่านัฏนรียังมีภาพของเขาเอาไว้ดูต่างหน้าทั้งที่เธอรู้ความจริงเรื่องที่เขาทำเด็กสาวชื่อกระต่ายท้องซึ่งเขายังคิดหวั่นใจเลยว่านัฏนรีจะต้องโกรธจนเอารูปของเขาทิ้งทั้งหมด เพราะเขาหลอกลวงเธอเอาไว้มากแต่เธอกลับไม่ได้ทำเช่นนั้น มันจึงทำให้เขาอดที่จะหันไปมองหน้านัฏนรีด้วยความซาบซึ้งในน้ำใจของเธอไม่ได้ เขาไม่น่าทำให้เธอเสียใจเลย ถ้ากลับไปแก้ไขอดีตได้เขาจะซื่อสัตย์ต่อเธออย่างที่สุด แต่ตอนนี้เขาก็ได้เกิดมาชดใช้กรรมที่ทำเอาไว้แล้วเกิดมาเป็นสุนัขเช่นเดียวกับเจ้าดุ๊กดิ๊ก ที่เขาเคยรังแกมัน เกลียดมันจนเป็นกรรมสัมพันธ์ให้มาเกิดในท้องของเจ้าดุ๊กดิ๊ก
“ตอนเสียชีวิตคุณอยู่ในสภาพที่ผิดศีลกินเหล้าเมายาอยู่พอดีไม่มีสติสัมปชัญญะ จิตตกอยู่ในภาวะที่มีโมหะเต็ม ๆ จึงเป็นเหตุให้เกิดมาเป็นสัตว์ ถ้าคุณไม่ได้มีกรรมสัมพันธ์เคยเกลียดกับสุนัขมาก่อนคุณก็อาจจะได้เป็นสัตว์อื่นก็ได้แต่ในเมื่อคุณเคยทำกรรมไว้กับสุนัขก็เลยได้มาเป็นสุนัข”
ชวินอดนึกถึงคำพูดของท่านเทวดาจัตุรัสไม่ได้ที่ได้เปิดเผยให้เขาทราบเพิ่มเติมจากท่านพญายมราชถึงวิบากกรรม ที่ทำให้เขาต้องมาเกิดเป็นสุนัขครั้งนั้นบิดาของเขาก็ถามข้อสงสัยเหมือนกันว่าทำไมทองก้อน จึงไม่เกิดเป็นสุนัขเช่นเดียวกับชวินในเมื่อตอนเสียชีวิตก็ดื่มเหล้าอยู่บนรถทัวร์ผ้าป่าเหมือนกัน
“เผอิญตอนเสียชีวิตทองก้อนยังพอมีสตินึกถึงหลวงพ่อที่วัดให้ช่วย ทำให้จิตช่วงที่ดับตอนนั้นมีแสงสว่างวาบเข้ามาแม้เพียงเสี้ยววินาทีก็สามารถช่วยดึงให้พ้นจากภพภูมิของสัตว์เดรัจฉานได้จนได้เกิดเป็นคน”
ท่านเทวดาจัตุรัสอธิบายเอาไว้เช่นนั้นแต่ถึงแม้บิดาของชวินจะได้เกิดเป็นคนก็ยังไม่หลุดพ้นจากวิบากกรรมที่ทำผิดศีลข้อห้าอยู่ดีการดื่มสุรายาเมาก็ยังส่งผลให้สภาพสติปัญญาของทองก้อนผิดปกติแถมมีร่างกายไม่สมประกอบจากการที่เคยทุบตีภรรยาเอาไว้อีกด้วย
“ป่านนี้ไม่รู้ว่าพ่อจะเป็นอย่างไงบ้าง..คงจะยังอยู่ในท้องของน้องต่ายไม่รู้ว่าจะได้มีโอกาสพบกันอีกหรือเปล่า”
ชวินอดคิดถึงบิดาไม่ได้เขาพยายามที่จะไม่หวนนึกถึงอดีตและอนาคต ด้วยการหันมามองนัฏนรีอีกครั้งเขาเห็นเธอหัวเราะเสียงสดใส
“เพิ่งรู้นะเนี่ยว่านายปอนด์มันทำหน้าที่เป็นฮอตไลน์คลายเครียดแต่ทำไมมันคุยกับดรีมนานนักวะ..ท่าทางจะไม่ปกติซะแล้ว หรือว่า..”
ชวินในร่างหมีพูไม่กล้าคิดต่อเขารีบส่งเสียงเห่าเตือนเจ้าของห้องทันทีด้วยความหวงขึ้นมากะทันหัน
“อุ๊ย!..แค่นี้ก่อนนะปอนด์เจ้าหมีพูเห่าเตือนแล้วล่ะสงสัยจะเห็นเราคุยกันนานแน่เลย”
นัฏนรีบอกสิปปกรด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะพร้อมกับขยับเข้าไปยื่นมือลูบหลังเจ้าหมีพูเบาๆ จนมันเลิกเห่า
“ปอนด์ว่าเจ้าหมีพูมันหวงดรีมแน่เลย”
เสียงของสิปปกรบอกมา
“คงน้อยใจมากกว่าค่ะเห็นดรีมมัวแต่คุยโทรศัพท์ไม่ยอมเล่นกับเขา งั้นแค่นี้นะปอนด์” นัฏนรีรีบบอก
“เดี๋ยวก่อนสิดรีม”
“มีอะไรเหรอ”
“พรุ่งนี้ปอนด์จะขอยืมตัวเจ้าหมีพูไปนอนที่บ้านสวนด้วยสักคืนได้ไหม”
“ทำไมล่ะ.. ปอนด์ก็มาเล่นกับหมีพูที่บ้านดรีมทุกวันได้อยู่แล้วนี่นาไม่เห็นจะต้องเอาไปค้างด้วยเลย”
“ปอนด์เห็นเจ้าหมีพูฉลาดแสนรู้น่ะก็เลยอยากจะลองเอาไปฝึก ขอเอาไปชื่นชมสักคืนนะดรีม”
สิปปกรอ้อนวอนในตอนท้าย และไม่ยอมบอกว่าต้องการเจ้าหมีพูเพื่อเอาไปพิสูจน์ความจริงให้แน่ใจ
“ก็ได้..ถ้าเจ้าหมีพู ยอมไปกับปอนด์นะ”
นัฏนรีอนุญาตโดยมีเงื่อนไข
“ขอบคุณมากดรีม..กู๊ดไนท์อย่าลืมหลับฝันถึงปอนด์บ้างนะครับ”
นัฏนรีหน้าแดงกับคำบอกลาก่อนนอนของเขาจึงรีบชิงวางสายไปก่อนเขาทันที แล้วก็หันมาให้ความสนใจกับเจ้าหมีพู ที่ตอนนี้ตาปรือง่วงนอนแล้ว
“ง่วงแล้วล่ะสิเนี่ย”
นัฏนรีลูบหลังกระซิบเสียงเอ็นดู
“ใครจะไปถ่างตารอดรีมไหวล่ะจ๊ะ..คุยกับนายปอนด์เป็นครึ่งค่อนคืนแบบนั้น”
เจ้าหมีพูนึกในใจ
“เจ้าหมีพูน้อย หลับให้สบายนะจ๊ะ..ราตรีสวัสดิ์จ๊ะ”
นัฏนรีมองเจ้าหมีพูด้วยรอยยิ้มก่อนจะปิดไฟนอน
สิปปกรถูกมารดาขอร้องให้ไปรับเอมี่ที่สนามบินทำให้เขาไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้ แต่เขาก็ตั้งใจว่าหลังจากรับเอมี่กลับมาที่คอนโดแล้ว เขาก็จะขอตัวไปหานัฏนรีที่บ้าน ทว่า..เขาก็ไม่สามารถที่จะปลีกตัวได้เลย เมื่อเอมี่ไม่สบายคุณประภาวรรณจึงโทร.มาสั่งให้เขาดูแลเอมี่อย่าปล่อยให้เธออยู่ที่ห้องคนเดียว
สิปปกรปล่อยให้เอมี่นอนพักที่ห้องนอนในขณะที่เขานั่งอยู่ที่ห้องรับแขก กดโทรศัพท์ไปหานัฏนรีและพูดคุยอยู่นานจนกระทั่งได้เวลาอาหารกลางวันเขาจึงวางสาย
“พี่ปอนด์โทรหาใครคะ”
เสียงเอมี่ถามด้วยความอยากรู้เธอแอบดูเขาคุยทางโทรศัพท์อยู่นานแล้ว รอจนกระทั่งสิปปกรวางสายจึงได้รีบเข้ามาถาม
“เพื่อนครับ” เขาตอบยิ้ม ๆ
“เอมี่นึกว่าคุยกับแฟนซะอีก เห็นพี่ปอนด์คุยตั้งนาน”
เอมี่พูดเสียงล้อเลียน
“หายปวดหัวแล้วใช่ไหมครับน้องเอมี่”
สิปปกรไม่ตอบ แต่ถามอาการของเธอแทน
“หายเป็นปลิดทิ้งเลยค่ะ..เอมี่จึงคิดว่าอยากจะชวนพี่ปอนด์ไปดูหนังสักเรื่องแล้วก็หาอะไรทานกัน ดีไหมคะ”
สิปปกรไม่กล้าปฏิเสธเขาได้รับมอบหมายจากมารดาให้ดูแลแขกพิเศษนี้เสียด้วย และเขาก็รู้สึกสงสารเอมี่ที่เพิ่งจะสูญเสียมารดาไปไม่นานสิ่งไหนที่สามารถจะทำให้เธอมีความสุขขึ้นมาบ้างเขาก็อยากจะทำ
“เอมี่อยากดูหนังเหรอจ๊ะ”
“ค่ะ..เอมี่ไม่ได้ดูหนังไทยมานานแล้วถ้าพี่ปอนด์จะกรุณา..” เอมี่ทำตาบ๊องแบ๊วอ้อนวอน
“ตกลงจ๊ะ..งั้นก็แต่งตัวสิพี่จะพาไปทานก๋วยเตี๋ยวที่ร้านอร่อย แล้วค่อยไปดูหนังกัน”
“อุ๊ย!..พี่ปอนด์ใจดีจังขอบคุณค่ะ”
เอมี่ไม่พูดอย่างเดียว แต่ยื่นหน้ามาหอมแก้มเขาเป็นการขอบคุณอีกด้วยแม้สิปปกรจะไม่ได้รู้สึกแปลกเพราะเขากับมารดาก็หอมแก้มกันบ่อย ๆ แต่กับเด็กสาวลูกของเพื่อนมารดาคนนี้ทำให้เขาประหม่าไปเล็กน้อย เพราะไม่ชินกับพฤติกรรมของเอมี่นั่นเองเธอก็คงจะคิดว่าเขาเป็นพี่ชายที่น่ารักกระมัง เขาสรุปด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม