หญิงสาวที่อยู่ใกล้ๆต่างก็ร้องอุทานออกมาเบาๆ ด้วยความตกใจ “ไอ๊หยา! องค์หญิงกระอักเลือดแล้ว!”
“รีบไปเชิญหมอหลวงมาเร็ว!”
ฟางฮูหยินในฐานะเจ้าบ้านก็ได้สติกลับมานางนั่งตัวตรงแล้วเอ่ยว่า “องค์หญิงคงจะใช้พลังงานมากเกินไป และโดนลมเย็นเข้า ไม่สู้ไปพักในห้องโถงดอกไม้ก่อนดีหรือไม่ข้าจะให้คนไปเชิญท่านหมอมา เพื่อจ่ายตำรับยาอันเสินแก่องค์หญิงสักหน่อย”
ทุกคนต่างก็รู้ว่าฟางฮูหยินกำลังช่วยองค์หญิงชิงเฉิงรักษาหน้าอยู่จึงรีบพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่แล้ว แม้จะเป็นต้นฤดูใบไม้ผลิ แต่ลมก็ยังเย็นมากอยู่”
มีเพียงพระชายาสกุลซือหม่าผู้ไร้สมองที่ยังคงคิดว่าองค์หญิงได้รับความเห็นใจจากทุกคนจึงหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาร้องไห้อีกครั้ง “องค์หญิงที่น่าสงสารของข้ามาเยี่ยมเยียนเป็นแขกทั้งที กลับถูกคนรังแกจนเกือบเสียชีวิต นี่มันไม่ยุติธรรมเลย!บางคนเตรียมตัวมาดี แต่แกล้งทำเป็นไม่รู้อะไร รอให้องค์หญิงของพวกเราเอ่ยปากขอร้องแล้วค่อยมาเย้ยหยันภายหลัง ช่างโหดร้ายเหลือเกิน!”
มีสิ่งใดในโลกที่ทำให้คนรู้สึกอับอายยิ่งกว่าการถูกเปิดโปงผ้าคลุมปกปิดความลับ? นั่นคือการที่ถูกคนของตนเองเปิดโปงความลับที่พยายามปกปิดไว้!
องค์หญิงชิงเฉิงเพิ่งจะหายใจได้โล่งขึ้นแต่เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ก็กระอักเลือดออกมาอีกคำหนึ่งพระชายาไร้สมองยังคงไม่รู้ตัวว่านี่เป็นผลงานของตนเองนางร้องตะโกนด้วยความตกใจและยังอยากจะพูดอะไรต่อแต่ถูกแม่นมอาวุโสที่อดทนไม่ไหวอีกต่อไปตบหน้าฉาดใหญ่
“แม่นมแม่นม…พวกเรากลับกันเถอะ!”
องค์หญิงชิงเฉิงดึงแม่นมอาวุโสที่กำลังจะลงมือต่อพยายามยันตัวขึ้นแล้วพูดกับฟางฮูหยินว่า “ขอบคุณฟางฮูหยินที่เชิญมาแต่วันนี้ข้ารู้สึกไม่สบายจึงจะขอกลับวังหลวงก่อน หากมีสิ่งใดที่เสียมารยาทไปหวังว่าฮูหยินจะให้อภัย”
พูดจบนางก็พยักหน้าให้ทุกคนเป็นการบอกลาแล้วค่อยๆ พยุงตัวเดินออกไปพร้อมแม่นมอาวุโส พระชายาสกุลซือหม่าผู้ไร้สมองคนนั้นเพิ่งจะได้สติขึ้นมามือข้างหนึ่งกุมแก้มด้วยความรู้สึกคับแค้นใจเห็นได้ชัดว่านางไม่เข้าใจว่าตนเองโดนตบเพราะเหตุใด แต่ก็ยังจำ “พวกพ้อง” ของตนเองได้จึงกลั้นความโกรธแล้วรีบยกกระโปรงขึ้นวิ่งตามไป…
หญิงงามราวกับเทพธิดาตอนมามาอย่างสง่างามและหยิ่งยโส ตอนกลับเหมือนนกที่ปีกหักทั้งทุลักทุเลและดื้อรั้น
มนุษย์นั้นโดยธรรมชาติก็เป็นสิ่งที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งบางครั้งกลับสงสารคนอ่อนแอมากกว่าหวาดกลัวผู้แข็งแกร่ง
เมื่อเห็นองค์หญิงชิงเฉิงในสภาพเช่นนี้เหล่าสตรีทั้งหลายต่างก็รู้สึกไม่สบายใจนักราวกับลืมไปแล้วว่าเมื่อครู่องค์หญิงและสาวใช้ของนางบีบบังคับผู้อื่นอย่างดุดันขนาดไหนและจำได้แต่เพียงรอยยิ้มอ่อนโยนของติงเหว่ยขณะที่ “สะบัดฝ่ามือ”ดังนั้นกลุ่มคนที่อยู่ใกล้นางที่สุดต่างก็เผลอถอยออกไปโดยไม่รู้ตัว
ติงเหว่ยทำเหมือนไม่รู้เรื่องแม้แต่น้อยเจ้าเด็กอ้วนอาจจะหิวอยู่บ้าง ขณะเล่นกระเป๋าเงินก็ยังกินขนมไปด้วย ปากเล็กๆของเขามีเศษขนมติดอยู่เล็กน้อยเป็นจุดๆ เล็กๆ ยิ่งทำให้ดูน่ารักน่าเอ็นดู
ติงเหว่ยก้มหน้าลงเช็ดเศษขนมให้ลูกชายแล้วหอมแก้มเขาด้วยความรัก นางพูดพร้อมกับยิ้มว่า “ลูกแม่มีคนบอกว่าแม่ไม่มีความรู้ความสามารถและจะมาสอนเจ้าแทนแม่เสียนี่ น่าเสียดาย แม่เพิ่งท่องกลอนไปได้ไม่กี่บทคนคนนั้นก็โกรธจนหนีไปเสียแล้ว วันหน้าเมื่อเจ้าโตขึ้น แม่จะสอนเจ้าเองนะมีตั้งสามร้อยบทเชียวนะ ไม่ว่าใครจะมาบังคับให้เจ้าแต่งกลอนก็ไม่ต้องกลัว!”
เสียงของนางไม่ดังและไม่เบาแต่ก็เพียงพอให้ทุกคนได้ยินชัดเจน ทันใดนั้นเสียงหายใจแรงของผู้คนก็ดังขึ้นทุกคนต่างตกใจ นี่เป็นเรื่องโกหกปลอบใจเด็กหรือเป็นเรื่องจริงกันแน่ที่มีบทกลอนดีๆตั้งสามร้อยบท?
ในเวลานั้นฟางฮูหยินก็ไม่สามารถนั่งเงียบเป็นไม้ประดับได้อีกต่อไปในขณะที่นางกำลังจะเอ่ยปากถาม แต่แล้วก็มีบ่าวจากหน้าประตูวิ่งเข้ามารายงานว่า“ฮูหยิน คุณชายใหญ่พาเหล่าคุณชายทั้งหลายมาคารวะ”
ฟางฮูหยินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบว่า “ดีเชิญเหล่าคุณชายเข้ามาเถอะ”
เมื่อพูดจบก็หันไปมองสตรีทั้งหลายและเหล่าสาวน้อยที่กำลังเขินอายอยู่ไม่กี่คนนางยิ้มพลางพูดว่า “บางทีพวกเด็กหนุ่มเหล่านี้อาจจะได้ยินว่าที่นี่มีกลอนดีๆก็เลยอดใจไม่ไหว ต้องมาร่วมวงด้วย หากเป็นคนภายนอกก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ต่างก็เป็นลูกหลานในตระกูลคิดเสียว่าเป็นการให้เด็กๆ ได้พบปะกันก็แล้วกัน”
เหล่าสตรีที่ไม่ได้พาบุตรสาวมาด้วยก็ไม่ได้มีความเห็นอะไรส่วนคนที่พาบุตรสาวมากลับยิ่งดีใจที่ได้มีโอกาสเช่นนี้เพื่อพบปะกับคุณชายหนุ่มๆส่วนสาวน้อยไม่กี่คน แม้จะก้มหน้านิ่งแต่ตาก็เหลือบไปมองตลอดเวลาเกรงว่าจะพลาดโอกาสนี้ไป เพราะผู้ใดจะรู้ว่าในหมู่คุณชายเหล่านี้อาจมีสามีในอนาคตของพวกนางอยู่ก็เป็นได้?
ฟางซิ่นจึงนำคุณชายสิบกว่าคนเดินเข้ามาด้วยท่าทางมั่นคงในสถานการณ์เช่นนี้
สายลมในฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านเสื้อผ้าที่ดูสง่างามของคุณชายแต่ละคนพลิ้วไหวเป็นสีสันราวกับสายรุ้งหลังฝน สะท้อนให้เห็นใบหน้าของสาวน้อยที่ยิ่งแดงก่ำและยิ่งก้มหน้าลงต่ำ
แต่ติงเหว่ยกลับมองคุณชายทุกคนอย่างกล้าหาญท้ายที่สุดก็ยังรู้สึกว่าพี่ชายบุญธรรมของนางเป็นคนที่หน้าตาหล่อเหลาที่สุดและท่าทางอบอุ่นที่สุดอยู่ดีดังนั้นในใจจึงอดไม่ได้ที่จะยินดีแทนฉู่ชีซีโชคดีที่ท่านแม่ทัพอาวุโสฉู่เป็นคนตาไวและมือไว มิเช่นนั้นตำแหน่งสะใภ้สกุลอาจไม่แน่ว่าจะตกเป็นของใคร?
บางทีอาจเพราะเห็นว่ายังมีหญิงสาวอีกหลายคนอยู่ด้วยเหล่าคุณชายทั้งหลายจึงให้ความเคารพเป็นพิเศษหลังจากทักทายและพูดคุยอย่างสุภาพแล้ว พวกเขาก็หาที่นั่งใกล้ๆ มารดาของตนหรือไม่ก็น้าหรือป้า
คุณชายร่างสูงผอมที่มีใบหน้าฉายแววความเป็นบัณฑิตอย่างมากเปิดปากถามด้วยความกระตือรือร้นเป็นคนแรก “ฟางฮูหยินบทกวีที่ส่งไปยังเรือนหน้าเมื่อครู่ช่างยอดเยี่ยมเหลือเกินไม่ทราบว่าเป็นฝีมือของฮูหยินท่านใด พวกเราอยากจะขอคำชี้แนะสักหน่อย”
“ใช่แล้วฟางฮูหยิน ปกติแล้วพวกเรามักจะถกเรื่องบทกวีกับพี่ฟางอยู่เสมอคิดว่าพอจะมีความสามารถพอตัว แต่วันนี้ได้ยินบทกวีดีๆ เช่นนี้พวกเราต่างเลื่อมใสจนไม่รู้จะกล่าวยังไง จะต้องพบกับฮูหยินท่านนี้ให้ได้”
เมื่อพูดจบสายตาของเหล่าคุณชายก็สอดส่องไปทั่วราวกับพยายามหาท่านผู้ที่ซ่อนเร้นฝีมือการประพันธ์ไว้อย่างลึกล้ำผู้นี้
แต่ฟางซิ่นกลับมองไปทางติงเหว่ยด้วยความสงสัยอยู่สามส่วนเพราะจากประสบการณ์ที่ได้อยู่ร่วมกันมานานเมื่อใดก็ตามที่มีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้น หากมีน้องสาวบุญธรรมของเขาอยู่ด้วยมักจะเกี่ยวข้องกับนางเสมอ
แล้วก็จริงดังที่คาดไว้เมื่อฟางฮูหยินเห็นท่าทางของเหล่าคุณชาย ก็ได้แต่ยิ้มอย่างจนปัญญาและตอบว่า“อย่ามองหาเลยบทกวีเหล่านั้นไม่ใช่ฝีมือของพวกฮูหยินชราที่ขาเหยียบหลุมไปแล้วอย่างพวกเราแต่เป็นของแม่นางติงแห่งจวนอู่โฮ่ว”
“แม่นางติง? ท่านใดคือแม่นางติง ขอฮูหยินโปรดช่วยชี้แนะด้วยพวกเราปรารถนาที่จะได้พบกับนักกวีท่านนี้อย่างยิ่ง หากพลาดโอกาสวันนี้เกรงว่าอีกครึ่งชีวิตคงต้องเสียใจจนนอนไม่หลับแน่ๆ!”
คุณชายร่างสูงผอมที่ดูจะเป็นผู้คลั่งไคล้กวีมากที่สุดเมื่อได้ยินฟางฮูหยินเอ่ยเพียงชื่อ แต่ไม่ยอมบอกว่าคนอยู่ที่ไหนจึงรีบลุกขึ้นด้วยความร้อนใจ
ฟางฮูหยินจึงได้แต่ยกมือขึ้นด้วยความจนใจและชี้ไปทางติงเหว่ยที่นั่งอยู่ทางซ้ายมือพร้อมกับลูกชายนางยิ้มแล้วพูดว่า “ท่านนี้แหละคือแม่นางติง แม่นางติงแห่งจวนอู่โฮ่ว”
นางหวังดีเกรงว่าคุณชายจะทำสิ่งที่ไม่สมควรจึงเอ่ยเตือนเพิ่มอีกหนึ่งประโยคแต่น่าเสียดายที่คุณชายร่างสูงผอมที่มักหมกมุ่นอยู่กับบทกวีจนไม่สนใจข่าวนินทาของผู้คนไหนเลยจะเคยได้ยินเรื่องของ “ท่านแม่ทัพใหญ่กับแม่ครัวที่ไม่อาจกล่าวถึง” ได้!
เขาแทบจะพุ่งไปหาติงเหว่ยในทันทีพร้อมกับก้มลงคำนับอย่างหนักแน่น ดวงตาเป็นประกายจ้องไปยังติงเหว่ย ก่อนจะกล่าวว่า“ท่านหญิงมีความสามารถอย่างยิ่งข้าซุนชางไห่ขอความกรุณาจากท่านหญิงช่วยรับข้าเป็นศิษย์เพื่อศึกษาวิชากวีด้วย”
ติงเหว่ยที่ตกใจรีบอุ้มลูกชายถอยหลังไปเล็กน้อยจนแทบจะหลบพ้นจากการคำนับของคุณชายผู้เป็นนักปราชญ์คนนี้ได้และได้แต่ตอบกลับอย่างจนปัญญาว่า “คุณชายกล่าวชมเกินไปแล้วบทกวีเหล่านั้นเป็นผลงานของยอดบัณฑิตที่ข้าท่องจำเอาไว้ ว่ากันตามตรงแล้วข้าเองก็เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างจะให้เป็นอาจารย์ของคุณชายได้ยังไง โปรดอย่าทำให้ข้าลำบากใจเลย”
เมื่อซุนชางไห่ได้ยินเช่นนั้นกลับยิ่งร้อนใจอย่างไรก็ไม่ยอมเชื่อ เอาแต่คิดว่าเป็นคำถ่อมตน ฟางซิ่นก็เดินเข้ามา “ช่วยเหลือ”ได้ทันท่วงที
“พี่ซุนกลับไปนั่งก่อนเถอะ มีอะไรก็ค่อยๆ พูดค่อยๆ จากันอย่าทำให้น้องบุญธรรมของข้าและลูกนางตกใจเลย”
เมื่อซุนชางไห่มองดูอีกครั้งจึงเห็นว่าติงเหว่ยกำลังอุ้มลูกน้อยในอ้อมแขนซึ่งกำลังจ้องมองเขาด้วยดวงตากลมโตอย่างสงสัย เขานั้นเพียงแต่หลงใหลในบทกวีหาใช่คนไร้มารยาทไม่ เมื่อเห็นดังนั้นจึงรีบกล่าวขอโทษทันที
“แม่นางติงโปรดอย่าได้ถือสาข้าเพียงแต่ใจร้อนเกินไป จึงทำตัวเสียมารยาทแล้ว”
ติงเหว่ยกลับไม่ได้รู้สึกไม่ชอบบัณฑิตเช่นนี้ในมุมมองของนาง ผู้ที่ไม่สนใจเรื่องทางโลกและมุ่งมั่นในศาสตร์อย่างเดียวคือคนที่บริสุทธิ์ที่สุดเช่นเดียวกับในชาติก่อนที่นางเคยได้ยินเรื่องของพ่อครัวอาวุโสคนหนึ่งตอนเขาอายุห้าสิบหลงใหลในการหั่นเต้าหู้เป็นเส้นบางๆ จนฝึกฝนอยู่นานถึงยี่สิบปีและครั้งสุดท้ายที่เขาทำสำเร็จ เขาก็จากไปพร้อมกับเสียงหัวเราะ
หลายคนอาจไม่เข้าใจแต่ติงเหว่ยเข้าใจความมุ่งมั่นและความสุขเช่นนั้นมากขึ้นทุกครั้งที่ได้ทำอาหารเต็มโต๊ะแล้วตอนที่ได้เห็นครอบครัวกินดื่มอย่างเอร็ดอร่อยก็ยิ่งเข้าใจความมุ่งมั่นและความสุขมากขึ้น
ดังนั้นแม้หลายคนจะใช้เรื่องที่นางเป็นแม่ครัวมาล้อเลียนแต่นางก็ยังคงยืนหยัดทำอาหารด้วยตนเองทุกวันเพราะผู้หญิงคนไหนบ้างไม่ใช่แม่ครัวของสามี? แม่คนไหนบ้างไม่ใช่แม่ครัวของลูก?ลูกสาวคนไหนบ้างไม่ใช่แม่ครัวของพ่อแม่?
หากมีความรักในใจก็จะไม่สนเรื่องศักดิ์ศรีเหล่านี้ หากมีความมุ่งมั่นในใจก็จะไม่ใส่ใจเรื่องทางโลกมากมาย…
เมื่อนางคิดเช่นนี้จึงรู้สึกนับถือซุนชางไห่มากขึ้น แล้วก็พูดขึ้นก่อนว่า “คุณชายซุนอย่าได้เกรงใจไปเลย ข้ากับลูกไม่ได้ตกใจขนาดนั้นหรอกในเมื่อพูดมาถึงตรงนี้แล้วข้าก็ไม่ปิดบังอะไรเหตุผลที่ข้าไม่อาจสอนคุณชายเรื่องบทกวีได้ เป็นเพราะบทกวีที่ข้าท่องออกมาวันนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ข้าได้มาจากความบังเอิญ เกรงว่าคุณชายอาจต้องผิดหวังแล้ว”
เมื่อซุนชางไห่ได้ยินเช่นนี้ก็จ้องมองติงเหว่ยอย่างละเอียดถี่ถ้วนนางไม่เหมือนคนที่กำลังโกหก จึงได้แต่ทำหน้าเศร้าเหมือนลูกบอลที่ถูกปล่อยลม
แต่กลับเป็นคุณชายผู้รักกวีอีกคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างๆเอ่ยถามขึ้นว่า “ถ้าเช่นนั้นแม่นางได้ยินบทกวีเหล่านี้มาจากปรมาจารย์ท่านใดกัน? มีเพียงสี่บทนี้เท่านั้นหรือ ยังมีมากกว่านี้อีกหรือไม่?”
สองคำถามนี้กลับเป็นการเตือนสติผู้คนในห้องไม่เพียงคุณชายทั้งหลายที่ต่างมองติงเหว่ยด้วยความกระตือรือร้นแม้แต่ฟางฮูหยินและคนอื่นๆ ก็ยังมีสีหน้าคาดหวัง ทำให้ติงเหว่ยไม่สามารถปฏิเสธได้
ในที่สุดนางจึงคิดและตัดสินใจที่จะไม่ปิดบังอีกต่อไป“เมื่อครู่ข้าก็เพิ่งพูดกับลูกไปว่า บทกวีที่ข้าท่องมานั้นมาจากหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งในนั้นมีบทกวีต่างๆ ทั้งหมดสามร้อยบทเดิมทีข้าตั้งใจจะเขียนออกมาเพื่อใช้สอนลูกในอนาคต แต่คิดไม่ถึงว่าวันนี้ดันนำมาใช้แก้ปัญหาเสียก่อน”
“สามร้อยบท!”
“มีสามร้อยบทจริงๆงั้นหรือ?”
“หนังสือเล่มนั้นคืออะไร? หาซื้อได้จากที่ไหน?”
ทุกคนต่างถามออกมาแทบจะพร้อมเพรียงกันโดยเฉพาะซุนชางไห่ที่ยกชายเสื้อขึ้นเตรียมพร้อมหากติงเหว่ยเอ่ยชื่อหนังสือและสถานที่ซื้อ เขาก็คงจะรีบไปซื้อในทันที
แต่น่าเสียดายที่ติงเหว่ยกลับส่ายหัว“หนังสือเล่มนี้มีเพียงข้าที่ได้อ่าน ที่อื่นไม่มีทางหาได้”
“อะไรนะ?” เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนต่างรู้สึกผิดหวังยิ่งนักแต่ฟางซิ่นกลับมีแววตาคิดคำนวณอะไรบางอย่างปรากฏขึ้นมา แล้วจึงพูดโน้มน้าวว่า“หากน้องบุญธรรมยังจำได้อย่างชัดเจน มิสู้ลองเขียนออกมา แกะสลักเป็นต้นแบบแล้วค่อยนำไปพิมพ์แจกจ่ายเช่นนี้ชาวซีเฮ่าที่รักบทกวีก็สามารถอ่านกันได้อย่างทั่วถึงแล้ว”