นี่มันเกิดอะไรขึ้น
จี้เยี่ยนจื๋อหันไปมองจี้ทิงด้วยความสงสัย"นายซ้อมเขาเหรอ?"
"เปล่าครับ" ถ้าจะพูดให้ถูกคือเขาไม่ได้แตะต้องแม้แต่ชายเสื้อของอีกฝ่ายเลยด้วยซ้ำ
จี้เยี่ยนจื๋อชี้ไปที่อาจารย์อู๋ซึ่งนอนกองอยู่บนพื้น"แล้วทำไมเขาถึงสลบไปแบบนั้น?"
สวีเหรินยืนตัวแข็งทื่อราวกับหุ่นไม้สีหน้าเหม่อลอย ราวกับยังไม่ฟื้นคืนสติจากอาการตกใจอย่างรุนแรง"น่าจะเป็นเพราะ... มันกระทบกระเทือนจิตใจเกินไป...จนรับไม่ไหวน่ะครับ..."
ลู่เหยียนชูก้าวขึ้นไปดูอาการแวบหนึ่งก่อนจะหัวเราะ แล้วหันไปหาทั้งสามคน "ไม่ได้แกล้งทำครับสลบไปจริงๆ"
ไอ้หมอนี่ยังจะหัวเราะออกอีกเหรอถึงเขาจะไม่อยากยื่นมือเข้าไปยุ่งเท่าไหร่นักแต่จี้เยี่ยนจื๋อก็ยังหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเตรียมจะโทรเรียก 120[1]
ทว่าในตอนนั้นเองจี้ทิงก็เอ่ยขัดขึ้น"เดี๋ยวก่อนครับ"
เขาก้าวไปข้างหน้าพลางดึงทิชชูจากบนโต๊ะออกมาสองแผ่นก่อนจะเดินไปหยุดตรงหน้าอาจารย์อู๋แล้ววางทิชชูแผ่ลงบนหน้าอกของอีกฝ่าย
จี้ทิงใช้นิ้วอังตรงเส้นเลือดใหญ่ที่ลำคอเพื่อเช็กชีพจรและสังเกตอาการครู่หนึ่งเมื่อยืนยันได้ว่าไม่มีอาการชักกระตุกเขาจึงใช้นิ้วหนีบลงบนส่วนยอดที่นูนเด่นตรงกึ่งกลางหน้าอกด้านขวาของอาจารย์อู๋โดยมีทิชชูกั้นไว้
เขาออกแรงที่ปลายนิ้วแล้วบิดสวนทางอย่างแรง
จี้เยี่ยนจื๋อรู้สึกราวกับดวงตาถูกสิ่งสกปรกโสมมแปดเปื้อน"จี้ทิง นายไปบิด..."
"อ๊ากกกก!!"
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังลั่นอาจารย์อู๋เด้งตัวขึ้นมานั่งตัวตรงทันควัน ก่อนจะใช้มือปัดป้องหน้าอกพัลวันนวดไปพลางสูดปากครางด้วยความเจ็บปวดไปด้วย
คนสลบอยู่ดีๆดันไปหยิกหัวนมเนี่ยนะ? ลู่เหยียนชูรู้สึกว่าเรื่องนี้น่าสนใจไม่น้อยเขาหันไปถามจี้ทิง "มันคือวิธีอะไรเหรอ?"
"ในกรณีที่มีอาการหมดสติแบบไม่ได้เกิดจากโรคภัยไข้เจ็บอย่างพวกคนเมาเหล้าเป็นต้น การหยิกตรงจุดนี้จะได้ผลดีกว่าการกดจุดเหรินจง [2]ครับ"
จี้ทิงนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะพูดเสริม"แต่ถ้าพวกคุณประเมินอาการไม่เป็นก็อย่าใช้วิธีนี้เลยครับโทรเรียกหนึ่งสองศูนย์จะดีที่สุด"
เมื่อคนฟื้นแล้วและสิ่งที่ต้องการพูดก็พูดไปหมดแล้วเขาจึงหันไปมองอาจารย์อู๋ "คุณลองเก็บไปคิดดูให้ดีก่อนจะถึงพรุ่งนี้..."
"ไม่ๆๆ!" อาจารย์อู๋ยังไม่ทันลุกขึ้นยืนด้วยซ้ำเขาก็แทบจะโผเข้ามากราบแทบเท้าจี้ทิง "ทุกอย่างให้เป็นไปตามผลการสอบสวนของตำรวจครับทางมหาลัยจะไม่เข้าไปก้าวก่ายอีกเด็ดขาด!"
จี้ทิงมองเขาด้วยสายตาราบเรียบ"คุณตัดสินใจแทนทุกคนได้งั้นเหรอ?"
"ได้ครับ ได้แน่นอน!" ท่าทางของอาจารย์อู๋ในตอนนี้ต่อให้จี้ทิงอยากจะได้ดวงจันทร์เขาก็คงจะรีบไปต่อบันไดให้โดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
จี้เยี่ยนจื๋อกับลู่เหยียนชูสบตากันด้วยความสงสัยในใจยิ่งทวีความอยากรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้
ฐานะของพวกเขาทั้งสองคนอาจจะทำให้อาจารย์อู๋หวาดเกรงจนไม่กล้าตุกติกแต่สำหรับจี้ทิงแล้ว ชายผู้นี้กลับแสดงออกถึงความหวาดกลัวที่สลักลึกเข้าไปในกระดูกถึงขั้นที่ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงๆ
เมื่อเห็นอีกฝ่ายรับคำเป็นมั่นเหมาะจี้ทิงก็ไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ เขาหมุนตัวเดินจากไปทันที
จากนั้นทุกคนเดินออกจากห้องวีไอพีก่อนจะลงจากตึก จี้เยี่ยนจื๋อก็เหลืออดจนต้องสั่งให้จี้ทิงไปล้างมือ
"เอาเจ้านี่ไปเช็ดซะ" จี้เยี่ยนจื๋อขมวดคิ้วด้วยความรังเกียจ
จี้ทิงโยนทิชชูในมือทิ้งแล้วรับทิชชูเปียกฆ่าเชื้อจากเขามา
"วันหลังห้ามไปแตะต้องของสกปรกสุ่มสี่สุ่มห้าอีกไม่อย่างนั้นนายก็ไม่ต้องเข้าบ้าน"
ท่ามกลางคำขู่ของจี้เยี่ยนจื๋อทั้งคู่ก็เดินออกมาจากร้านอาหาร ลู่เหยียนชูไม่อยู่แล้วมีเพียงสวีเหรินที่ยืนเหม่อลอยอยู่ริมถนน
"ลู่เหยียนชูไปแล้วเหรอ?"
สวีเหรินตอบกลับช้าไปครึ่งจังหวะ"เปล่าครับ ตอนเรามามันไม่มีที่จอดรถ เขาเลยเดินไปเอารถตรงโน้น"
จี้เยี่ยนจื๋อสั่ง"งั้นก็ดี คุณก็ขึ้นรถผม แล้วกลับด้วยกัน"
"เอ๋? แต่... แต่ผมยัง..."
จี้เยี่ยนจื๋อพูดยัดเยียดทันที"ธุระของลู่เหยียนชูสำคัญหรือว่าเรื่องของอาจารย์จี้ของคุณสำคัญกว่ากัน?"
"แน่นอนว่าต้องอาจารย์จี้ครับ!" คราวนี้สวีเหรินไม่เฉื่อยชาแล้ว
จี้ทิงมองจี้เยี่ยนจื๋อด้วยความไม่เข้าใจ"ผมไม่ได้มีธุระอะไรนี่ครับ"
"หุบปาก"
เขาจำเป็นต้องพาตัวสวีเหรินคนซื่อคนนี้ออกไปไม่อย่างนั้นแค่ลู่เหยียนชูหลอกถามไม่กี่ประโยคหมอนี่คงคายความลับออกมาจนหมดไส้หมดพุงแน่
ด้วยเหตุนี้เมื่อลู่เหยียนชูขับรถวนมาถึง ทั้งสามคนก็หายวับไปกับตาเสียแล้วเขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุดยิ้มเยาะตัวเอง "ที่บอกว่าเขาเป็นพวกใจแคบเนี่ย...ไม่ได้พูดผิดไปเลยจริงๆ"
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
เดิมทีทั้งสามคนควรจะมุ่งหน้ากลับตระกูลจี้แต่ระหว่างทางจี้เยี่ยนจื๋อได้รับสายโทรศัพท์สายหนึ่ง ไม่รู้ว่าปลายสายพูดอะไรมาเขาจึงหักพวงมาลัยเลี้ยวกลับลำทันที
"ไม่กลับแล้วเหรอครับ?"
"ไปที่บริษัทก่อน" สีหน้าของจี้เยี่ยนจื๋อไม่ได้เปลี่ยนไปนักเพียงแต่เพิ่มความเร็วรถขึ้นเล็กน้อย
...
เมื่อรถเคลื่อนเข้าสู่ลานจอดรถฟางเจี๋ยก็มายืนรออยู่ที่หน้าลิฟต์นานแล้ว
"นายพาสองคนนี้ไปที่ห้องทำงานฉันก่อน" หลังจากจี้เยี่ยนจื๋อสั่งความจบเขาก็ก้าวเท้าเข้าลิฟต์อีกตัวไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากประตูลิฟต์ปิดลงฟางเจี๋ยก็ผายมือเชิญทั้งสองคน "คุณชายรอง คุณสวีเชิญทางนี้ครับ"
เมื่อมาถึงห้องประธานฟางเจี๋ยก็นำน้ำส้มมาเสิร์ฟให้คนละแก้ว "ผมจะอยู่ที่ห้องเลขานะครับมีอะไรเรียกผมได้ตลอดเวลา"
"ขอบคุณครับ" จี้ทิงเอ่ย
"ยินดีครับ"
หลังจากเลขาปิดประตูออกไปสวีเหรินที่กลั้นคำพูดมาตลอดทางก็เปิดปากขึ้นเสียที "อาจารย์จี้ คุณ..."
จี้ทิงส่งสัญญาณให้เขารอสักครู่แล้วพาเขาเข้าไปในห้องพักผ่อนด้านในก่อนจะพูดขึ้น "ที่นี่ไม่มีกล้องวงจรปิด พูดมาเถอะ"
"อาจารย์จี้ คุณห้ามทำแบบนั้นเด็ดขาดนะครับเรื่องนี้ทางตำรวจต้องสืบสวนจนได้แน่นอน"
จนถึงตอนนี้เมื่อสวีเหรินนึกถึงคำพูดที่จี้ทิงทิ้งท้ายไว้เขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ
สำหรับบุคลากรสายงานวิจัยสิ่งที่แสดงถึงศักยภาพของปัจเจกบุคคลและกลุ่มคณะได้ดีที่สุดย่อมหนีไม่พ้น‘ผลงานการวิจัย’
อย่างเช่นมหาวิทยาลัยปักกิ่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงปีนี้ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการสำคัญๆของมูลนิธิวิทยาศาสตร์ธรรมชาติแห่งชาติ แผนสนับสนุนเทคโนโลยีและโครงการความร่วมมืออื่นๆ อีกกว่าสิบรายการ
จี้ทิงเลือกหยิบยกโครงการที่มีงบประมาณการวิจัยสูงที่สุดมาสามโครงการโดยเน้นตัวอย่างไปที่โครงการแผ่นฟิล์ม PPS [3] ที่อาจารย์อู๋มีส่วนเกี่ยวข้อง
แผ่นฟิล์มPPSเป็นวัสดุพอลิเมอร์ชนิดใหม่ที่มีกระบวนการผลิตซับซ้อนมากในอดีตถูกผูกขาดโดยต่างชาติมาโดยตลอดแต่มหาวิทยาลัยปักกิ่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ใช้เวลาถึงสามปีในการวิจัยและปรับปรุงสายการผลิตนำร่องจนสำเร็จทำให้บริษัทเทคโนโลยีวัสดุใหม่สามารถผลิตได้เองในประเทศ
‘อุปกรณ์วิศวกรรมที่พวกคุณวิจัยเองมีสัดส่วนในสายการผลิตเพียงหกสิบแปดถึงเจ็ดสิบสองเปอร์เซ็นต์เท่านั้นส่วนอุปกรณ์ที่เหลือยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ’
ในตอนนั้นหลังจากจี้ทิงพูดจบ เขาก็ฉายภาพลายเส้นวิศวกรรมเครื่องกลลงบนผนัง‘แต่อุปกรณ์ชุดนี้ สามารถวิจัยและผลิตเองได้หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์แถมยังช่วยยกระดับคุณสมบัติการทนความร้อน ทนความเย็นและความทนทานต่อการกัดกร่อนของแผ่นฟิล์มให้สูงขึ้นกว่าเดิมได้อีกด้วย’
สิ้นคำพูดของเขาสวีเหรินก็ได้ยินเสียงอาจารย์อู๋แค่นหัวเราะออกมาอย่างเหยียดหยาม
ทว่าเมื่อจี้ทิงปล่อยภาพชุดที่สองและสามออกมาความโอหังบนใบหน้าของอาจารย์อู๋ก็เลือนหายไปในพริบตา
เขาถลันเข้าไปจ้องมองรายละเอียดทุกจุดบนผนังดวงตาเบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ ริมฝีปากเริ่มสั่นเทาโดยไม่รู้ตัว
จนกระทั่งจี้ทิงฉายภาพร่างชุดที่ห้าออกมาใบหน้าของอาจารย์อู๋ก็ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ ขาสองข้างสั่นพั่บๆราวกับจะยืนทรงตัวไม่อยู่
ประโยคสุดท้ายจี้ทิงพูดกดดันจนเขาอยากจะกัดลิ้นเสียให้ตายตรงนั้น ‘บริษัทจื้อเหิงลงทุนไปสามพันห้าร้อยล้านเพื่อผลิตสินค้าล็อตแรกไปแล้วถ้าความผิดพลาดของคุณทำให้บริษัทอื่นได้เทคโนโลยีล่าสุดนี้ไปคุณคิดว่าจื้อเหิงจะยอมปล่อยคุณไปไหม...’
จี้ทิงยังพูดไม่ทันจบอาจารย์อู๋ก็หน้าซีดเผือด ตาเหลือก ตัวสั่นกระตุกหนึ่งครั้งก่อนจะหงายหลังสลบเหมือดไปตรงนั้นทันที
เดิมทีจี้ทิงเตรียมข้อมูลของอีกสองโครงการไว้ด้วยเพราะคิดว่าอย่างน้อยอาจารย์อู๋ก็น่าจะทนฟังจนจบ แต่ใครจะคิดว่าแค่บทสรุปของรอบแรกอีกฝ่ายก็ทนไม่ไหวเสียแล้ว
เชิงอรรถ
[1]เบอร์ฉุกเฉิน 120 คือสายด่วนกู้ชีพหรือเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ของจีน
[2]จุดเหรินจง (人中) หรือจุดร่องริมฝีปากบนเป็นจุดปฐมพยาบาลตามตำราจีนโบราณที่เชื่อว่ากดแล้วจะช่วยให้ฟื้น
[3]แผ่นฟิล์ม PPS (Polyphenylene Sulfide Film) คือพลาสติกวิศวกรรมประสิทธิภาพสูง ประเภทกึ่งผลึกที่มีความโดดเด่นในเรื่องการทนความร้อนสูง สารเคมี และเป็นฉนวนไฟฟ้าได้ดีเยี่ยมฟิล์มชนิดนี้ถูกนำมาใช้ทดแทนวัสดุแบบเดิมในอุตสาหกรรมที่ต้องการความทนทานสูง