ชายหนุ่มพูดกับลีโอด้วยเสียงเรียบๆ แต่คงความหมายแท้จริงของเหตุผลในการต่อสู้ไว้หนักแน่น แววตาดุดันเอาจริงที่สุด เขาก้าวเท้าเข้ามาหาเด็กหนุ่มด้วยท้วงท่าสง่างามและใจเย็น
"คุณเป็นตัวอะไรกันแน่" ลีโอถาม ปากสั่นได้ยินเสียงฟันกระทบกันชัดเจน
"คุณใช้วิธีไหน สปีริตเหรอ? ใช้มันผสานกับหินเวทย์มนต์เหรอ? หรือวัตถุเวทย์อื่นๆ ใช้อะไรชนิดใดกัน ทำไมถึงเรียกปีศาจแบบนั้นออกมาได้"
"ข้าไม่จำเป็นต้องตอบคำถามเจ้า"
ฝ่ายตรงข้ามตอบกลับ
"กระผมไม่เคยมีเรื่องกับคุณ แล้วทำไมต้องการจะฆ่าผมด้วย"
เด็กหนุ่มร้องถามอีก คราวนี้อีกฝ่ายหยุดเท้ายืนนิ่งกับที่
"ข้าเองก็ไม่ได้หมายใจจะฆ่าเจ้า แต่แค่อยากให้รู้สำนึก ว่าไม่ควรทำพฤติกรรมป่าเถื่อนกับใครทั้งสิ้นเหมือนเมื่อครู่ที่เจ้าคิดจะทำเด็กสาวคนนั้น"
ลีโอสังเกตุท่าทางอีกฝ่าย เมื่อเห็นว่าเขาไม่ขยับเข้ามาใกล้จึงเริ่มมีสติขึ้นมาบ้าง ในสมองส่วนลึกบอกกับเขาว่า ชายคนนี้อันตรายยิ่งกว่าอะไรที่เคยพบเจอมาในชีวิต แววตาสีน้ำตาลคู่นั้นเสมือนผนึกอะไรซักอย่างซึ่งเป็นสิ่งที่ทรงพลังมหาศาลอยู่ภายใน ครั้งแรกที่ชายหนุ่มผู้นี้เคลื่อนเข้ามาปรากฏตัวอยู่เบื้องหลังเขา ทันทีที่ถูกจ้องมองด้วยแววตา ราวกับถูกจอมอสูรคว้าวิญญาณหลุดออกไปจากร่าง ไหนจะต่างหูรูปร่างประหลาดสีม่วงอมดำตรงติ่งหูข้างซ้ายนั่นอีก มันส่องแสงให้เห็นเพียงชั่วขณะเมื่อตอนกล่าวอะไรบางอย่างกับลิซาน่า พอรู้ตัวอีกที สัตว์ร้ายร่างใหญ่ก็ปรากฏตัวออกมาแล้ว
ลีโอแม้จะไม่แน่ใจนักว่าคนคนนี้เก่งซักแค่ไหน แต่ด้วยใจที่ยังเป็นวัยรุ่นอยู่ ก็มิวายอยากทดลองท้าทายดูซักครั้ง เขาโยนมีดสลับมายังมือด้านซ้าย ใช้หลังมือขวาปาดเหงื่ออย่างรนๆแล้วค่อยๆเคลื่อนล้วงไปหยิบของบางสิ่งออกมาจากสะโพกเหน็บด้านหลัง รูปทรงยาวเป็นแท่งสีขาวโพลน มันคือเครื่องดนตรีประเภทเป่าชนิดหนึ่ง ซึ่งเคยถูกนำมาใช้กับคณะเดินทางก่อนหน้านี้นั่นเอง
"เฮอะ มาตอนนี้ต่อให้คุณคิดอยากจะฆ่ากระผมจริงๆก็ใช่ว่าจะทำได้ง่ายๆ ความหยิ่งผยองอันน่ารังเกียจนั่น....."
เขาจับขลุ่ยขึ้นมาประทับทำท่าจะเป่า
"ผมจะทำลายมันไปพร้อมกับคุณให้สิ้นซาก"
บทเพลงถูกบรรเลงขึ้นหลังกล่าวจบ ท่วงทำนองทั้งดุดันและทรงอำนาจ ลอยประสานสายลมกรรโชกซึ่งพัดผ่านเข้ามาตรงจังหวะพอดีราวกับอำนาจอัศจรรย์แห่งมนตรา ซัดใส่หน้าของชายหนุ่มผู้ยืนห่างออกไป เสียงไพเราะเสนาะหูแว่วกระจายไปทั้งกองขบวนเกวียน ดั่งลำนำศิลป์ของยอดกวีที่ถูกขับกล่อมจนชำนาญการ นิ้วทั้งเก้ายยกขึ้นกดสลับไปมา กรีดเรียงขยี้เสียงตัวโน๊ตตามลำดับเมโลดี้สรอดคล้องกับจังหวะลมที่เป่าเข้าไปในขลุ่ย เปลี่ยนเสียงให้กลายเป็นคลื่นความถี่ลอยตามลมแผ่ปรกคลุมทุกอณูพื้นที่ เด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังนั่งบัญชาการอสูรรวมถึงคล็อกครัชและพวกรีอาร์ก็ได้ยินทั่วถึง ฝั่งทาร่าและอลิเบลที่กำลังปะทะกันอยู่ก็หยุดมือเอาไว้ แต่คงยืนหยั่งเชิงจดๆจ้องๆกันอยู่ไม่ประมาทเปิดช่องว่างให้อีกฝ่ายได้ฉวยโอกาศแม้แต่น้อย ทั้งสองเอียงหูฟังบทเพลงที่แว่วมาด้วยความฉงนใจ
"โอ้ มาแล้วๆ ลองถ้าเจ้าหมอนั่นเอาจริงขึ้นมาด้วยการบรรเลงเพลงนี้ล่ะก็ อย่าหวังว่าพวกเจ้าจะรอดไปได้เลย แน่นอนรวมถึงเจ้าปีศาจตนนี้ด้วย"
อลิเบลใช้จุกไม้สีน้ำตาลขนาดเล็กยัดหูสองข้างเอาไว้เหมือนรู้ลำดับเหตุการณ์ต่อจากนี้ เธอหันมาดูลิซาน่ากับเทียร์บี้แล้วสบตาทาร่าแสยะยิ้มยักคิ้วให้ ขณะเดียวกันนั้นทาร่าก็เริ่มสัมผัสได้ถึงความผิดปกติในห้วงอากาศแปรปรวน เธอหันตะโกนบอกลีอาร์ให้ระวังตัว ซึ่งอีกฝ่ายรู้อยู่ก่อนแล้ว
"ระวังตัวไว้ มีบางอย่างแปลกๆ"
"รู้แล้วน่า" รีอาร์ตอบกลับทำหน้าเครียด
สายลมอ่อน พัดเข้ามาใส่แต่แฝงกลิ่นไอของคลื่นพลังงานบางอย่าง หากไม่ใช่ผู้ใช้สปีริตก็ไม่สามารถสัมผัสพลังงานพวกนี้ได้ แม้จะเบาบางแต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนยืนอยู่ในน้ำ โดนคลื่นซัดจนผิวหนังสัมผัสได้ มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ยิ่งเผลอฟังเสียงบรรเลงขลุ่ยด้วยแล้ว ยิ่งทำให้สติคล้อยตามดวงตาพล่ามัวแปลกๆ รีอาร์ตบหน้าตัวเองเรียกสติ เหลือกตาขึ้นเล็กน้อย รีบร้องตะโกนบอกคนอื่นๆเหมือนนึกอะไรออก
"มนต์สะกด แย่แล้ว ทุกคนรีบอุดหูเร็ว"
พร้อมกับเอ่ยเขาใช้หัวแม่มือสองข้างอุดหูแล้วโน้มก้มตัวลงต่ำโดยสัญชาติญาณ แต่ดูเหมืนจะสายเกินไปเสียแล้ว ด้วยกลเม็ดหรือพลังเหนือธรรมชาติรูปแบบใดก็ตามที่เกิดขึ้นจากการบรรเลงขลุ่ยบัดนี้คนในกองเกวียนเริ่มมีอาการปวดหัวคล้ายถูกของแข็งหนีบเข้าที่ขมับสองข้าง ต่างก็ทรุดหมอบสองมือกุมขมับคว้ำหน้าชักดิ้นชักงอกองเกลื่อนพื้นกันเป็นจำนวนมาก พลังบางอย่างไร้รูปร่างและอำนาจทำลาย แต่ให้ผลที่รุนแรงกว่าระเบิดสำแดงผลของมันอย่างดีเยี่ยม คนนับร้อยล้มทั้งยืนกระเสือกดิ้นไปมาอย่างน่าเวทนา ราวกับโดนพิษร้ายในรูปสายลมเล่นงานไม่มีผิด
"แม้จะเก่งซักแค่ไหน แต่เมื่อมาอยู่ต่อหน้าพลังแห่งเสียงศักดิ์สิทธิ์ ก็ต้องสิ้นฤทธิ์ทุกรายไป ฮ่าๆๆ คราวนี้พวกเจ้าได้ตายจริงๆแน่"
อลิเบลพูด เธอแสยะยิ้มหัวเราะราวกับคนบ้า มองดูศัตรูทยอยล้มดิ้นทรมาณต่อหน้าต่อตา ทาร่าเองก็ไม่ยกเว้นเธอทรุดฮวบคว่ำหน้าลงทันทีที่อลิเบลกล่าวจบ ตาเหลือกโตมีน้ำตาไหลออกมาพร้อมกับเลือดจมูก ท่าทางกระอึกกระอวยอึดอัน แต่ไม่สามารถส่งเสียงร้องออกได้เหมือนมีอะไรติดคอ ขยับปากพงาบๆหายใจแรง ใบหน้าซีดเหลืองมองเห็นเส้นเลือดปูโปนขึ้นมาตลอดทั้งใบหน้า
"ไหนขอดูหน่อย...... หืมมมมม สีหน้าดูดีใช้ได้เลยนี่ จริงๆการตายทรมานแบบนี้มันก็เหมาะสมกับคนแบบหล่อนดีอยู่หรอก แต่ว่ามันไม่สะใจข้าเลยซักนิด"
อลิเบลเชยคางของทาร่าขึ้นมอง แววตาเธอมีเส้นเลือดฝอยเต็มไปหมด เนื้อตาสีขาวเริ่มแดงลามเข้ามาหาแก้วตาเรื่อยๆ ขบฟันแน่นเขม็งจ้องอลิเบลเหมือนจะสบถสาปแช่ง ฝ่ายตรงข้ามยิ้มเยาะอย่างเพลินใจก่อนทิ้งศรีษะของหล่อนใส่พื้นแล้วใช้เท้าเหยียบซ้ำ ใบหน้างามจมทรายไปเกือบครึ่ง อลิเบลวาดดาบในมือขวาขึ้นเหนือศรีษะแล้วออกแรงกดลงมา เป้าที่เล็งไว้คือส่วนคอของทาร่า เธอหมายจะตัดหัวให้ขาดออกจากร่าง
"จงเกลียดชังโชคชะตาตัวเองที่บังอาจนำทางเจ้ามาต่อกรกับข้าคนนี้ซะ ถือว่าเป็นเกียรติที่ได้ตายด้วยมือของข้า ยายขยะไร้ค่า"
!!ฉัวะะ!! ทันทีที่สิ้นเสียง โลหิตแดงก็สาดกระเด็นพุ่งเป็นสาย ร่างของเธอแน่นิ่งทันทีที่ถูกคมอำมหิตสับเข้าอย่างจัง ภาพอันน่าสยดสยองนั้นถูกบันทึกโดยสายตาของพยานแวดล้อมทั้งหลายที่นอนเกลื่อนบนพื้นทราย ใครคนหนึ่งตะโกนขึ้นท่ามกลางความเงียบตะลึงของทุกคน
"นายหญิง ม่ายยยยย"
รีอาร์รีบตะกุยพื้นวิ่งเข้าหาร่างภรรยาสาวแม้เขาจะทรมาณจากเสียงสะกดไม่แพ้คนอื่นๆ พยุงร่างของหล่อนขึ้นแล้วเอ่ยทั้งน้ำตา
"ปลอดภัยนะ ข้าคิดว่าเจ้าจะไม่รอดเสียแล้ว"
"อะ..อืมมม" เธอพยักหน้าตอบกลับ
"นายหญิง ไม่นะ ลุกขึ้นสิขอรับ นายหญิง"
กลุ่มโจรสวมฮูดขานเรียกเจ้านายเหมือนคนไร้สติ ร่างของหล่อนล้มแน่นิ่งไม่ไหวติงอยู่บนพื้น ห่างไม่ไกลจากจุดที่รีอาร์และทาร่านั่งอยู่ เหนือศรีษะทั้งสอง ร่างใหญ่ทมึนยืนเป็นเงาคลุมปรกกันแสงร้อนผ่าวจากดวงอาทิตย์ให้ เจ้าอสูรยักษ์ยกเท้าขึ้นมาสลับหัวเลียจนครบทั้งสามหัว เลือดที่ติดตรงเล็บถูกชำระจนสิ้น
"ขอบคุณมาก คุณหนู" รีอาร์เงยหน้าพูด ลิซาน่ายิ้มรับตอบกลับโดยการพงกหัว
ก่อนที่ดาบของอลิเบลจะสับเข้าต้นคอทาร่า ห่างเพียงสามนิ้วเท่านั้นคมดาบก็จะได้ดื่มเลือดเหยื่อของมันแล้ว ในนาทีชี้เป็นชี้ตาย อสูรร้ายก็เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ด้วยความเร็วสูงผิดกับขนาดตัวที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง มันออกแรงเบาๆตวัดอุ้งเท้าเข้าใส่จากทางด้านหลัง แม้จะออมแรงแล้วแต่ด้วยความคมของกรงเล็บ ก็เฉือนเข้ากลางหลังของอลิเบลลึกพอสมควร ความสาหัตของบาดแผลนี้ทำให้เธอหมดสติลงทันทีแต่ไม่ถึงกับเสียชีวิต ช่วยทาร่าให้พ้นวิกฤตได้อย่างทันท่วงที
ลิซาน่าถอนหายใจยาวมองรอบๆ เสียงดนตรีหยุดลงแล้ว สมาชิกกองเกวียนคนอื่นๆเริ่มพยุงตัวนั่ง บางส่วนก็ทยอยยืนขึ้นเรี่ยวแรงของพวกเขากลับมาพร้อมๆกับเสียงเพลงปริศนาสิ้นสุดลง เด็กหญิงอยู่บนที่สูงเหลียวเห็นคนสองคนยืนห่างออกไปไม่ไกล
คนหนึ่งยืนแหงนหน้าชูแขนขวาเหนือศรีษะ มือของเขากำคอของอีกฝ่ายไว้แน่นในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามเหมือนจะสิ้นสภาพไร้กำลังต่อต้าน ปล่อยขลุ่ยในมือร่วงลงพื้นเจ้าตัวดิ้นสุดแรงแต่ไม่สามารถขัดขืนอีกฝ่ายที่มีกำลังที่เหนือกว่าได้ เด็กชายพยายามสุดชีวิตใช้ทั้งขาและเท้าถีบแต่ไม่ถึง ระยะช่วงแขนกับลำตัวของทั้งคู่ห่างกันพอสมควร ลีโอที่กำลังกระเสือกกระสนเอาชีวิตรอดได้เค้นปราณจากทั่วร่างไหลมารวมที่แหวนนิ้วกลางข้างขวา
อัญมณีสีแดงเม็ดเล็กเท่ากรวดเริ่มส่องแสงจากเบาบางกระทั่งสว่างจ้าเพียงไม่กี่วินาทีที่ได้รับสปีริตสังเวย เกิดเป็นอักขระวงเวทย์กลมขนาดกว้างเท่าฝ่ามือลอยออกมาเหนืออัญมณีนั้นห่างราวๆ 1 นิ้ว อักษรนับสิบหมุนวนตามเข็มนาฬิกาอยู่ภายในพลังแสงวงกลมซึ่งลอยออกมา ก่อนระเบิดออกแล้วแปรสภาพเป็นเพลิงขนาดกว้างพุ่งใส่ชายหนุ่มตรงหน้าในทันที สายเพลิงพุ่งเป็นเส้นไปด้านหลังท่วมร่างของเป้าหมายจนมองไม่เห็นตัว กลายเป็นเสาแนวนอนยาวกว่า 100 เมตร ความร้อนรุนแรงของเพลิงกาฬอุณหภูมิสูงส่งมาถึงกลุ่มของคล็อกครัช หัวหน้าคณะเดินทางถึงกับอุทานเพราะผิวสัมผัสความร้อนเฉียบพลัน แม้ยืนห่างกันไกลแต่สามารถรับรู้อุณหภูมิขนาดนั้นได้ แสดงว่าเพลิงต้องมีความร้อนมหาศาลกว่าเพลิงปกติทั่วไปแน่นอน คาดว่าบุคคนที่ถูกพลังอัคคีระดับนี้พลาญคงไม่มีใครรอดชีวิตไปได้
"เจ้าหมอนั่น" รีอาร์รำพึงด้วยความเป็นห่วงบุรุษผเนจร
"ฮ่าๆๆๆๆ เป็นไงล่ะไอ้คุณปีศาจ โดนเวทย์เพลิงของกระผมเข้าไปตรงๆแบบนี้ต่อให้มีกี่ชีวิตคุณก็ไม่รอดแน่ๆ"
รีโอหัวเราะทั้งใบหน้าและลำตัวสั่นเทิ่มเขม็งมองร่างดำเบื้องหน้าที่ถูกเพลิงลุกท่วมอยู่ สายอัคคียังคงเผาพลาญไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงง่ายๆ มันยิ่งโหมและรุนแรงมากขึ้นด้วยแรงโทสะของเด็กชายที่บีบเพิ่มอัดสปิริตเข้าสู่หินเวทย์มากขึ้นไปอีก
"ตายซะๆๆ ปิศาจอย่างคุณไม่สมควรมีตัวตนอยู่ การมีชีวิตของคุณถือเป็นสิ่งอันตรายบนโลกใบ..นะ....นี้"
เสียงลีโออ่อยลง ตาเหลือกโพลงค้างทั้งหนังตาและใบหน้าสั่นกระตุกระริกๆเหมือนกล้ามเนื้อเป็นตะคริว เขามองเห็นดวงตาสีน้ำตาลเรืองแสงสะท้อนอยู่ภายใต้ม่านเพลิงที่โหมซัดใสหน้า มันส่องแสงสวนกลับมาจ้องเขม็งใส่เจ้าของเพลิงเหมือนกับจะสูบเลือดเนื้อ ชั่วขณะนั้นหนุ่มน้อยรู้สึกว่าร่างกายหมุนด้วยความเร็วสูง และก่อนที่เขาจะทันเรียบเรียงเหตุการได้ สติของเจ้าตัวก็ดับวูบลงทันที
*!!โครมมมม!!* เสียงดังกัปนาทของการปะทะสนั่นก้องไปหมด เกวียนคันหนึ่งทรุดฮวบพังไม่เหลือโครงร่าง เกิดผุ่นคละคลุ้งลอยคลุมรอบๆทั้งคัน ลีโอสลบแน่นิ่งอยู่เหนือซากไม้ของรถคันนั้น หลังถูกซัดอัดเข้ากับเกวียน ร่างเพลิงลุกท่วมสาวเท้าอย่างองอาจเข้ามาหา หยุดยืนอยู่ต่อหน้าเขา ก่อนที่ลมทะเลทรายจะช่วยดับไฟที่ลุกไหม้ เผยให้เห็นกายงามกำยำล่ำสันซึ่งถูกย้อมดำด้วยการเผาไหมทั่วทั้งร่างไม่เว้นแม้แต่ใบหน้า เป็นเรื่องแปลกแต่จริงที่เขาไม่ได้รับความเสียหายแม้แต่ปลายเส้นผม ชายหนุ่มใช้มือลูบหน้าเช็ดคราบเขม่าออกแล้วมองดูเด็กชาย แสยะยิ้มตรงมุมปากและบ่น
"ไอ้เจ้านี่ ทำได้ไม่เลวเลยแฮะ ฮ่าๆๆๆ เกือบโดนย่างตายแล้วสิเรา"
เขาเอ่ยพร้อมเอามือกุมหน้าผาก
"ดูเหมือนจะยังมีลมหายใจแหล่ะนะ โชคดีที่ออมแรงได้ทัน ไม่งั้นหมอนี่คงตายไปแล้ว"
ชายหนุ่มเมินหน้าจากร่างเด็กชาย หันเดินเข้าไปหากลุ่มของรีอาร์ถามหาเหล้าดื่ม คนในขบวนเกวียนผงะกรามค้างกันเป็นแถวเพราะอึ้งในปาริหาริย์ต่างมองเขาตาเป็นประกาย ร่างนั้นไม่เพียงไม่ไหม้ไฟ แต่กลับไร้รอยขีดข่วนใดๆทั้งสิ้น คล็อกครัชตะคอกสั่งเสียงดังบรรดาลูกขบวนจึงตื่นจากอาการผงะกรีบไปนำเหล้าออกมาให้บุรุษปริศนาดื่ม เขายกขึ้นกระดกด้วยความกระหาย อุทานชอบใจในรสชาติของมันแล้วหันไหเหล้ายื่นให้รีอาร์ อีกฝ่ายรับมาดื่มต่อโดยไม่ลังเลเพื่อแสดงความนับถือ เขาเช็ดปากหลังดื่มเสร็จแล้วส่งขวดเหล้าคืนให้
"ขอบคุณท่านมาก"
รีอาร์กล่าวสั้นๆ ชายหนุ่มยิ้มรับ นักสู้คุ้มกันขบวนเกวียนมองเขาตาเป็นประกาย ก่อนหันไปสั่งการให้เก็บกวดความเสียหาย
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
บทประพันธ์ : มังกรขาวเล่าเรือง