ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    บทที่ 17 ไฟว์ฟอร์ซ

                     

                    การลงทุนแบบเน้นคุณค่า (value investing) คือหลักการลงทุนแบบหนึ่งที่มองว่าการลงทุนในหุ้นคือการลงทุนเป็๞หุ้นส่วนในธุรกิจเหมือนเป็๞เ๯้าของกิจการ โดยมองไปที่คุณค่าหรือมูลค่าที่แท้จริงของกิจการ และซื้อเมื่อกิจการหุ้นนั้นมีราคาที่ถูกหรือราคาที่เหมาะสมไม่แพง


                    ไฟว์ฟอร์ซโมเดล (Five Forces Model) คือ โมเดลที่ใช้ในการวิเคราะห์ธุรกิจ วิเคราะห์โครงสร้างอุตสาหกรรมและคู่แข่ง สภาพการแข่งขันของตลาด เพื่อนำไปใช้ในการวางกลยุทธการแข่งขันในการดำเนินธุรกิจ

                    ผู้คิดทฤษฎีนี้คือ ไมเคิล อี พอตเตอร์ ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา

                    ซึ่งทฤษฎีนี้เป็๞หนึ่งในเครื่องมือยอดฮิตที่นักลงทุนแบบเน้นคุณค่านำมาใช้วิเคราะห์หุ้นบริษัทที่เขาคิดจะซื้อลงทุน



    --------------------------------------------------



                     ณรัชต์เรียบเรียงความคิดนิดนึงก่อนพูดกับนายตำรวจหนุ่มต่อ


                     "พวกกลุ่มยานยนต์ หุ้นบ้านเราถึงไม่มีบริษัทผลิตรถยนต์ แต่บริษัทผลิตส่วนประกอบต่าง ๆ ส่งให้บริษัทรถยนต์มีอยู่เยอะ ส่วนปั๊มน้ำมัน บ้านเรามีหลายบริษัทหลายยี่ห้อ ล่าสุดบริษัทน้ำมันแห่งชาติก็เพิ่งเข้าตลาดหุ้นมาไม่นาน พวกค่าน้ำค่าไฟ ถึงการประปากับการไฟฟ้าบ้านเราจะไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้นแต่ก็มีบริษัทจัดการน้ำบริษัทโรงไฟฟ้า ที่ขายน้ำขายไฟให้การประปากับการไฟฟ้าอยู่ ส่วนบริษัทสื่อสาร ก็มีอยู่ในตลาดหลายบริษัททั้งสีเขียวสีฟ้าสีส้ม ทางด้านสื่อและสิ่งพิมพ์ในตลาดหุ้นก็มีอยู่สองสามเ๯้าที่อยู่ในตลาดหุ้น"เขาแจกแจง



                     "ต่อไปเราก็เอาหลักวิเคราะห์ธุรกิจง่าย ๆ มาวิเคราะห์ว่าหุ้นบริษัทที่เราจะซื้อเป็๲ธุรกิจที่ดีและแข็งแกร่งพอจะอยู่ได้ยาวนานต่อไปและให้ผลตอบแทนที่ดีต่อเราได้หรือไม่" เขายกไฟว์ฟอร์ซโมเดลออกมาวิเคราะห์ตัวหุ้น


                    หนึ่งดูว่าธุรกิจนั้นคู่แข่งรายใหม่เข้ามาในธุรกิจได้ง่ายหรือเปล่า ในข้อนี้ดูเหมือนกลุ่ม พวกบริษัทยานยนต์ บริษัทน้ำมัน กับพวกสื่อสิ่งพิมพ์ ถ้าคู่แข่งใหม่จะเข้ามาทำธุรกิจแข่งนั้นจะง่ายหน่อย ขอแค่มีเงินทุน ก็สามารถเริ่มธุรกิจได้แล้ว แต่ก็ไม่เชิงทั้งหมด เพราะพวกบริษัทผลิตชิ้นส่วนให้บริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นนี่ส่วนมากพวกบริษัทญี่ปุ่นเขาไม่ค่อยเปลี่ยนบริษัทที่ทำธุรกิจด้วยกันง่าย ๆ ต่างจากบริษัทฝรั่ง

                     ส่วนบริษัทพวกกลุ่มขายน้ำขายไฟ หรือกลุ่มสื่อสาร นี่ยากหน่อยถ้าจะมีคู่แข่งใหม่เข้ามา เพราะพวกกลุ่มสื่อสารต้องใช้ใบอนุญาตหรือสัมปทาน และกลุ่มขายน้ำขายไฟ เขาก็จะมีสัญญาซื้อขายกับการประปา การไฟฟ้าโดยตรง ซึ่งธุรกิจสองกลุ่มนี้ไม่ใช่มีเงินอย่างเดียวแล้วจะเข้ามาทำธุรกิจได้


                     สอง ดูว่าบริษัทที่เราจะซื้อมีอำนาจต่อรองกับบริษัทที่ส่งวัตถุดิบให้บริษัทหรือไม่ พวกบริษัทน้ำมัน สื่อสิ่งพิมพ์ถือว่ามีอำนาจต่อรองกับผู้ส่งวัตถุดิบดีหน่อยเพราะราคาน้ำมัน ราคากระดาษ ถ้าไม่อยากซื้อกับบริษัทนี้ก็ไปซื้อกับบริษัทอื่นได้เพราะสินค้าโภคภัณฑ์หาได้ทั่วไป ซื้อที่ไหนก็ได้ ส่วนกลุ่มอื่นพวกสื่อสาร และสาธารณูปโภคไม่ค่อยมีปัญหาเ๹ื่๪๫นี้เพราะวัตถุดิบไม่ใช่สิ่งสำคัญในธุรกิจ


                     สาม คือ อำนาจต่อรองของลูกค้า ดูว่าลูกค้ามีอำนาจต่อรองกับบริษัทได้มากหรือไม่ เช่นพวกธุรกิจโรงพยาบาล ร้านค้าปลีก เวลาเราเข้าไปใช้บริการเราไม่สามารถต่อรองราคาได้เลย ซึ่งธุรกิจพวกนี้เมื่อลูกค้ามีอำนาจต่อรองต่ำ กิจการเขาจึงสามารถขึ้นราคาได้ง่ายและส่วนใหญ่ยังไปต่อรองกับผู้ส่งวัตถุดิบได้สูงมากอีกด้วย

                    แต่กลุ่มบริษัทน้ำมัน สื่อสิ่งพิมพ์มีอำนาจต่อรองกับลูกค้าต่ำเพราะบริษัทน้ำมันต้องอิงกับราคาตลาดโลก ส่วนสื่อสิ่งพิมพ์ก็ต้องตั้งราคาไว้ตายตัวขยับราคาขึ้นได้ยากในขณะที่ราคากระดาษนั้นขึ้นลงไม่คงที่

                    พวกหุ้นบริษัทที่มีลูกค้ารายเดียวหรือน้อยรายส่วนมากจะมีอำนาจต่อรองต่ำเพราะถ้าลูกค้าย้ายไปหาเ๯้าอื่น บริษัทอาจเสียหายหนัก แต่หุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคที่มีลูกค้าเป็๞การประปาหรือการไฟฟ้าเ๯้าเดียวอาจจะต่างกันอยู่บ้างเพราะลูกค้าที่เป็๞กิจการรัฐบ้านเราส่วนใหญ่ใจดี้ ใจดี ไม่เคยเอาเปรียบเอกชน มักจะเน้นไปทางชอบเสียเปรียบเอกชนมากกว่า


                    สี่ เ๹ื่๪๫ สินค้าทดแทน ดูว่าธุรกิจของบริษัทนั้นมีสินค้าทดแทนหรือไม่ พวกน้ำมัน สื่อสาร สิ่งพิมพ์ ธุรกิจพวกนี้คงอีกนานหลายปีกว่าจะมีสินค้าทดแทน ส่วนบริษัทขายน้ำขายไฟต่อให้อีกห้าสิบปี คนก็คงยังใช้น้ำใช้ไฟเหมือนเดิม



                   สุดท้ายข้อห้า เ๱ื่๵๹ การแข่งขันภายในอุตสาหกรรม กลุ่มสื่อสารมีเพียงสามเ๽้า อาจจะแข่งขันกันดุเดือดบ้างแต่ก็มีกันอยู่เพียงสามเ๽้า กลุ่มสื่อสิ่งพิมพ์ก็แข่งกันดุเดือดแต่ลูกค้าก็มักเลือกสินค้าจากแบรนด์ที่ชอบอ่าน


                   ธุรกิจไหนยิ่งมีการแข่งขันมากยิ่งไม่ดี เพราะบางครั้งมักสู้กันด้วย๼๹๦๱า๬ราคาและโปรโมชั่น ซึ่งจะทำให้ธุรกิจกำไรลดลง


                    "พี่จะเห็นว่าหุ้นบางบริษัทมีทั้งข้อได้เปรียบและเสียเปรียบ ดังนั้นถ้าเราจะซื้อหุ้นเราต้องประเมินบริษัทที่เราจะลงทุนซื้อให้ดี"เขากล่าวสรุปปิดท้าย


                     ผู้มวดหนุ่มทำหน้ายุ่งยากเล็กน้อยก่อนกล่าว

                     "ทำไมมันดูยุ่งยาก ซับซ้อนจัง เพื่อนพี่ที่เล่นหุ้นด้วยกันเห็นเค้าไม่ต้องวิเคราะห์อะไรมากมายแค่ดูกราฟ ดูราคาหุ้นแป๊บเดียวเอง"


                     "เงินนะพี่ ไม่ว่ากับเ๹ื่๪๫อะไรมันไม่ได้หากันได้ง่าย ๆ หรอก ส่วนเพื่อนพี่ถึงจะเป็๞สายเทคนิคดูกราฟ แต่ก่อนจะมาดูกราฟจนลงทุนได้ เขาก็ต้องศึกษาเยอะเหมือนกันล่ะ กว่าจะมีความรู้พอลงทุนได้"ณรัชต์อธิบาย


                     ขณะจะเลคเชอร์ต่อ พี่สาวของณรัชต์ก็เดินถือถุงพะรุงพะรังมาถึงโต๊ะ


                    "หิวจัง หาอะไรทานกันดีไหมคะพี่อาท" นายตำรวจหนุ่มพยักหน้า และลุกขึ้นจากเก้าอี้ไปช่วยถือถุงต่าง ๆ ให้


                     "ลองบุฟเฟต์อีกเ๯้านะคะ เ๯้านี้นันยังไม่เคยทานเลย เห็นว่าเพิ่งมาเปิดที่ห้างฯ "พี่สาวเขาหยิบกระเป๋าที่โต๊ะขึ้นมาสะพายพร้อมเปรยถึงร้านอาหารบุฟเฟต์เ๯้าใหม่ที่เพิ่งมาเปิดที่ห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ได้ไม่ถึงอาทิตย์


                    นายตำรวจหนุ่มพยักหน้ารับ

                    ณรัชต์ลุกขึ้นถือหนังสือพิมพ์เดินตามหลังพี่สาวกับนายตำรวจออกจากร้านเครื่องดื่มไปทางห้างสรรพสินค้า


                     เข้าในร้านอาหารหลังสั่งอาหารกับชาเขียวเสร็จ นายตำรวจหนุ่มก็ชวนณรัชต์คุยต่อ


                    "ตามหลักวิเคราะห์ธุรกิจที่น้องนะว่ามา ธุรกิจแบบไหนถึงจะดีที่สุดเข้าเกณฑ์หมดทุกข้อ"


                    "ธุรกิจผูกขาดครับ หรือธุรกิจที่มีขนาดใหญ่มากจนคู่แข่งหน้าใหม่เข้ามาสู้ไม่ได้" นายตำรวจหนุ่มคิดตามแล้วพยักหน้า


                     "ลงทุนกับธุรกิจพวกนี้ ราคาหุ้นอาจไม่ขึ้นลงหวือหวาแต่ราคาหุ้นจะขึ้นแน่นอนในระยะยาว ความเสี่ยงคงมีแค่นโยบายด้านการเมือง แต่บ้านเราเคยออกนโยบายมากระทบธุรกิจเอกชนที่ไหนกันล่ะ"เขากล่าว



                      หลังจากนั้นณรัชต์ก็ไม่ได้เลคเชอร์ต่อเพราะมัวแต่กินเนื้อย่างแข่งกับพี่สาว


                      "เดินดูอะไรเล่นในห้าง ให้อาหารย่อยกันค่ะพี่อาท"พี่สาวเขากล่าวหลังจากเดินออกจาร้านอาหาร


                       "จ๊ะ "นายตำรวจหนุ่มรับคำ



                      ขณะเดินตามพี่สาวเขาไปเรื่อย ๆ ในห้าง เขาก็เลคเชอร์นายตำรวจต่อ


                     "นอกจากหลักวิเคราะห์แบบไฟว์ฟอร์ซแล้ว การวิเคราะห์หาหุ้นแบบง่าย ๆ ก็มีอีกหลายอย่างนะครับ"


                      "อย่างเช่น การดูเทรนด์ ว่าต่อไปในอนาคต ธุรกิจอะไรจะเติบโตและขยายตัวได้ดี"


                       "ยกตัวอย่าง เช่น ..... " ณรัชต์และนายตำรวจหนุ่มชะงักเบรคพร้อมกัน ไม่ได้ตามพี่สาวเขาต่อ เพราะตอนนี้เธอได้เลี้ยวเข้าโซนชุดชั้นใน


                       "เช่น เทรนด์ชุดชั้นใน และยกทรง"ณรัชต์ไหลไปต่อ


                        "สมัยก่อน รุ่นแม่เราหรือก่อนหน้านี้ไม่กี่ปี พวกชุดชั้นในนี้ผู้หญิงจะไม่ค่อยเลือกกันนัก แบบไหนยี่ห้อไหนก็ได้เพราะใส่อยู่ข้างใน ธุรกิจนี้จึงเป็๲ธุรกิจธรรมดา"


                        "แต่เดี๋ยวนี้เทรนด์เปลี่ยนไปแล้ว ชุดชั้นในมีสินค้ามากขึ้น หลากหลายขึ้น สวยขึ้น หลายยี่ห้อเริ่มออกสินค้าใหม่ขึ้นมาแข่งขันกัน ผู้หญิงเริ่มให้ความสำคัญกับชุดชั้นในมากขึ้น แบรนด์ดีคนก็ซื้อมาก ตลาดขยายขึ้นทุกปี "


                        "หุ้นบริษัทผลิตชุดชั้นในจึงถือเป็๲หุ้นในเทรนด์ตอนนี้ตัวหนึ่ง"


                        "และข้อสำคัญ ผู้หญิงมีกำลังซื้อเกี่ยวกับความสวยงามสูงแทบจะอินฟินิตี้ จริงไหมล่ะพี่"


                       นายตำรวจหนุ่มพยักหน้าเห็นด้วยรัว ๆ


                      ณรัชต์กับนายตำรวจหนุ่มยืนจนปวดขาหน้าโซนชุดชั้นในอยู่นานกว่าพี่สาวเขาจะออกมาได้ พร้อมถุงอีกสองถุง


                     และกว่าพวกเขาจะออกจากห้างได้ก็อีกหลายชั่วโมงต่อมา.........