ในตอนกลางคืนอากาศค่อนข้างเย็นหล่อนหาวออกมา ตามด้วยเสียงท้องร้องโครก
เมื่อตอนกลางวันเจอเหตุการณ์ร้ายๆ ใเกือบตายถึงแม้ว่าข้าวเย็นจะมีให้เลือกเต็มโต๊ะ แต่ก็กินไม่ค่อยลงแต่ตอนนี้ฝงซื่อเจินรู้สึกหิวซะแล้ว
ในห้องมีแค่ขวดน้ำร้อน 1 ขวดขนมปังสักกล่องก็ไม่มี ฝงซื่อเจินมองไปบนเตียงอยู่นาน อยากจะต้มบะหมี่กินสักชามคิดแล้วก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่า จนต้องลุกขึ้นมาจากเตียงทันที
หล่อนใส่ชุดนอนแล้วคลุมด้วยผ้าคลุมไหล่1 ผืน ใส่รองเท้าแตะ เดินลงบันไดมาอย่างเงียบๆ เดินตรงไปที่ห้องครัว
ในห้องโถงเงียบกริบมีแต่เสียงนาฬิกาโบราณเดินต็อกแต็กไปมาอยู่ในบ้าน
ห้องรับแขกเล็กมีหน้าต่างบานหนึ่งยังปิดไม่สนิทลมพัดเข้ามา พัดไปตลอดทางเดิน ฝงซื่อเจินยืนอยู่หน้าห้องรับแขกเล็กมองไปที่ผ้าม่านหน้าต่างที่ถูกพัดปลิว ครั้งก่อนหล่อนนั่งรอสัมภาษณ์ที่นี่แต่ก็ไม่นานเท่าไหร่แค่ 3 วันผ่านมานี้เอง แต่ว่ารู้สึกเหมือนมันผ่านไปแล้วครึ่งปีอย่างไรอย่างนั้นแหละ
มีมือข้างหนึ่งโผล่มาจากความมืดปิดปากฝงซื่อเจินเอาไว้ ฝงซื่อเจินยกแขนขึ้นฟันข้อศอกไปทางด้านหลังกระแทกเข้าไปที่ท้องของคนที่อยู่ด้านหลังอย่างจัง
“โอ๊ยยยย” ผู้ชายร้องออกมา ด่าเสียงเบาๆ
ฝงซื่อเจินได้ยินเสียงแบบนี้แล้ว ก็นิ่งอึ้งไปจากนั้นผู้ชายก็หมุนตัวกลับ กดตัวหล่อนเข้าไปติดกับฝาผนังลมหายใจของผู้ชายสะอาดอบอุ่น แต่มือกลับหนักไม่เบาเลยจับไหล่ของฝงซื่อเจินจนรู้สึกเจ็บ
ฝงซื่อเจินตั้งสติขึ้นมาและพูดเสียงเบา “เจ็บนะ เบาๆ หน่อยได้ไหม!”
หรงเจียซั่งปล่อยมือออกจากไหล่ของฝงซื่อเจินมือทาบอยู่บนฝาผนัง สายตาจ้องมองไปที่หล่อนไม่ขยับ
“ครูฝงกลางดึกกลางดื่นไม่หลับไม่นอนออกมาหาอะไรเหรอครับ?”
“โครก”
เสียงท้องร้องของฝงซื่อเจินตอบคำถามแทนได้ดี
ความมืดปิดบังสีหน้าที่เคอะเขินของฝงซื่อเจินเอาไว้แต่กลับไม่สามารถบังจากสายตาที่กำลังหัวเราะเยาะของหรงเจียซั่งไว้ได้
“พวกผู้หญิงอย่างพวกคุณนี่กลางวันทำท่าทางไม่กล้ากินอะไรที่จริงเอาไว้มาแอบกินตอนกลางคืนงั้นสินะ”
ฝงซื่อเจินหัวเราะหึหึเงยหน้าขึ้นมามอง “คุณชายเชิญตามสบายนะคะ ฉันขอตัวขึ้นไปข้างบนก่อน”
“เดี๋ยวก่อน”หรงเจียซั่งคว้ามือของฝงซื่อเจินเอาไว้“บ้านตระกูลหรงคงไม่ถึงขนาดแค่ข้าวมื้อเดียวยังเลี้ยงครูไม่ได้หรอกน่าครูอยากจะกินอะไรครับ เดี๋ยวนักเรียนจะเอามาให้”
พูดจบก็ดึงมือฝงซื่อเจินเดินตรงไปที่ห้องครัว
สายตาของฝงซื่อเจินมองลงมาที่มือของตัวเองที่ถูกมือผอมๆเห็นริ้วกระดูกระหว่างนิ้วนั้นจับเอาไว้หมุนตัวไปตามมือที่อยู่ตรงหน้าที่ถูกเงาของตัวเองบังเอาไว้สายตาของหล่อนตะลึงและรู้สึกวุ่นวายใจเป็ที่สุด
ในห้องครัวมีหม้อเหลืออยู่ 1 ใบในนั้นมีเนื้อตุ๋นอยู่ กลิ่นหอมของน้ำซุปในหม้อลอยออกมาจากประตูกลิ่นหอมจูงจมูกของคนที่อยู่นอกห้องครัวทั้งสองคนเข้ามาดึงดูดเข้าไปเหมือนกองทัพมดกรูเข้าไปหาน้ำหวาน
“โครกๆๆ”
คราวนี้เป็เสียงท้องร้องของหรงเจียซั่งบ้างแล้ว
ฝงซื่อเจินหัวเราะก๊ากเหมือนกับคราวนี้ได้แก้แค้นที่เมื่อตะกี้นี้ถูกเยาะเย้ยเอาไว้
คนรับใช้ที่เฝ้ากะกลางคืนนอนหลับอยู่ข้างๆเตา กรนเสียงดัง
ทั้งสองคนค่อยๆ ผลักประตูเข้าไปให้สัญญาณมือสื่อสารกัน ร่วมไม้ร่วมมือกันอย่างดีเยี่ยมหรงเจียซั่งยกหม้อเนื้อตุ๋น ฝงซื่อเจินหยิบขนมปังบาแก็ต 2 ก้อน เดินย่องๆ และหยิบอย่างเบามือจากนั้นกลับออกไปทางประตู
หรงเจียซั่งรีบเดินเกินไปเท้าเตะเข้ากับหม้อทองแดงที่อยู่บนพื้น เสียงดังแก๊ง
เสียงกรนของคนรับใช้เงียบไปแล้วทั้งสองคนต่างก็มีเหงื่อไหลซึมออกมา ชะงักอยู่ตรงนั้นไม่กล้าขยับไปไหน
ผ่านไปครู่หนึ่งได้ยินเสียงคนรับใช้พลิกตัว เสียงกรนดังขึ้นอีกครั้ง
หรงเจียซั่งถอนหายใจพาฝงซื่อเจินเดินตัวปลิวออกไปจากห้องครัว
คนรับใช้ที่เดินตรวจกลอนประตูตอนกลางคืนเดินตรงมาตามทางเดินกว่าจะเห็นก็เกือบจะประจันหน้ากับเขาเข้าแล้ว
ขณะที่หรงเจียซั่งกำลังลังเลใจฝงซื่อเจินก็คว้าจับไหล่ของเขาดึงไปเบาๆ ดึงเขาเข้าไปที่มุมตึกข้างๆ บันไดหรงเจียซั่งเก้ๆ กังๆ เดินตามฝงซื่อเจินเดินย่องเท้าขึ้นไปบนชั้น 3
“ฉัน...” ฝงซื่อเจินมองของกินที่อยู่ในมือของทั้งคู่“ฉันกินขนมปังนิดหน่อยก็พอแล้ว ส่วนที่เหลือคุณชายกินเถอะค่ะ”
“นี่มันของในบ้านฉันแท้ๆ จะต้องให้เธอมาแบ่งให้งั้นเหรอหะ?”หรงเจียซั่งพูดเสียงฟึดฟัด “ยุ่งยากจริงๆ เลย ช่างเถอะ มากับฉัน!”
เขาสะบัดหัวสายตาสื่อให้ฝงซื่อเจินรู้ว่าให้เดินตามมา
ในความมืดมัวใบหน้าหล่อเหลาสะอาดสะอ้านของเด็กหนุ่ม ดูแล้วเจริญหูเจริญตา แต่อากัปกิริยากลับยโสไร้มารยาทสิ้นดีมันทำให้ฝงซื่อเจินต้องรู้สึกเบื่อหน่าย จนไม่มีอะไรจะพูดเลย
หรงเจียซั่งพาฝงซื่อเจินเดินตามไปจนถึงหน้าห้องของเขาใช้ไหล่ดันประตูเปิดออก
แสงสว่างส่องออกมาจากในห้องฝงซื่อเจินเคืองตาจากแสงจนต้องหลบสายตา ครู่หนึ่งก็รู้สึกเหมือนหรงเจียซั่งดึงขนมปังจากมือของหล่อนไป
“นั่งตามสบายเลย” หรงเจียซั่งพูด
ฝงซื่อเจินสายตาปรับเข้ากับแสงได้แล้วมองไปรอบๆ ห้อง ตาโตยิ้มยิงฟันออกมาสีหน้าหน้าเจื่อนๆ
ข้าวของเครื่องใช้ในห้องของหรงเจียซั่งบ่งบอกถึงนิสัยความเป็เด็กผู้ชายที่แท้จริงเรียบง่ายสุดๆ นอกเหนือจากโต๊ะหนังสือที่สำคัญแล้ว ที่เหลือก็เป็ตู้ใบใหญ่ๆ ที่มีสติกเกอร์ติดอยู่เต็มไปหมดบนตู้วางด้วยโมเดลหลากหลายรูปแบบ มีเครื่องบินเล็กใหญ่หลากหลายประเภท
“ของพวกนี้เป็ของเธอเองหมดเลยเหรอ?” ฝงซื่อเจินเดินไปที่หน้าตู้มองพิจารณาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เครื่องบินพวกนี้เหมือนใช้งานได้จริงเลยรายละเอียดปลีกย่อยครบถ้วนมากขนาดตัวหนังสือที่อยู่บนตัวเครื่องบินก็ยังละเอียดชัดเจนอีกด้วย
ฝงซื่อเจินยังสังเกตเห็นตู้ใบใหญ่อีก 2 ใบมีเครื่องบินอยู่ประมาณ 10 กว่าลำ แต่เป็แบบเดียวกันหมด
หรงเจียซั่งคงไม่ยอมให้พวกแม่บ้านมาแตะต้องของสะสมพวกนี้ของเขาแน่ๆถ้าอย่างนั้นเขาก็ต้องเป็คนปัดกวาดเช็ดถูดูแลรักษาของรักของหวงพวกนี้ด้วยตัวเองสินะ
“อย่าจับซี้ซั้วนะ” หรงเจียซั่งพูดขึ้น“โมเดลพวกนั้นไม่ใช่ถูกๆ นะครูทำงานที่บ้านนี้ครึ่งปีก็ยังซื้อของพวกนี้ไม่ได้เลย”
ฝงซื่อเจินถามขึ้น“เครื่องบินพวกนี้มีประเภทไหนบ้างเหรอ?”
“เป็เครื่องบินโจมตีรุ่นต่างๆของยุโรปสมัยายุโรปน่ะ ส่วนอันนั้นเป็โมเดลใหม่ล่าสุดของเครื่องบินโดยสารของสาธารณรัฐน่ะ”หรงเจียซั่งฉีกขนมปัง เปิดฝาหม้อออก โบกๆ พัดๆ ปากหม้อ “เธอไม่กินเหรอไง?”
กลิ่นหอมเย้ายวนของเนื้อตุ๋นลอยผ่านหน้าไปทำให้ต้องกลืนน้ำลายด้วยความหิวจนฝงซื่อเจินต้องปล่อยวางเื่เครื่องบินเอาไว้ก่อน นั่งลงบนโซฟา
ทั้งสองแบ่งขนมปังคนละก้อน ฉีกจิ้มกินกับน้ำซุปกินอย่างเอร็ดอร่อย
ฝงซื่อเจินถามขึ้น “กังฟูนี่เธอเรียนที่โรงเรียนทหาร?”
หรงเจียซั่งตอบเสียงห้วน “ทำไม?”
“มันเท่มากๆ” ฝงซื่อเจินพูดยอ “ไม่คิดเลยว่าฝีมือเธอจะดีขนาดนี้”
“แล้วตอนแรกเธอคิดว่าฉันเป็ยังไงกัน?” หรงเจียซั่งเอียงคอถาม “แล้วตอนแรกที่คุณนายพูดกับเธอหล่อนพูดถึงฉันว่ายังไงบ้าง?”
ฝงซื่อเจินไม่อยากพูดถึงเื่ระหว่างแม่ลูกให้เกิดความขัดแย้งขึ้นอีกเลยพูดออกไปแบบเลี่ยงๆ “คุณนายบอกแค่ว่าเธอเพิ่งกลับมาถึงเซี่ยงไฮ้ ยังไม่ค่อยคุ้นชินกับการใช้ชีวิตประจำวันที่นี่”
หรงเจียซั่งมองเจตนาของฝงซื่อเจินออกเลยขำออกมาอย่างเ็าเบาๆ พูดขึ้นว่า “หล่อนจะพูดอะไรบ้าง ที่จริงแล้วฉันก็รู้อยู่แล้ว เธอไม่อยากจะมาแส่หาเื่ถือว่าฉลาดใช้ได้นี่”
ฝงซื่อเจินยิ้มๆ ค่อยๆ ฉีกขนมปัง พูดขึ้น “ไม่ว่าจะยังไงอะนะ ฉันเองก็มีตามีวิจารณญาณพอที่จะคิดเองได้น่า ฉันดูนักเรียนของฉันออกว่าเป็ยังไง”
หรงเจียซั่งเลิกคิ้วขึ้น พูดออกมา “แล้วตอนนี้เธอมองฉันเป็คนยังไง?”
ฝงซื่อเจินครุ่นคิด พูดขึ้น “ฉลาด กล้าหาญ มีความเป็มิตรไมตรีดี แต่ไม่ค่อยได้รับความเชื่อถือจากคนอื่น”
หรงเจียซั่งยิ้มเยาะเย้ยขึ้น “ครูฝง เธอเป็คนที่ชอบประจบมากที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมาเลยจะมีใครก้าวร้าวกับเธอได้ลงล่ะเนี่ย”
ฝงซื่อเจินพูดขึ้น “ใช่แล้ว ปกติใครๆ เขาก็รักและเอ็นดูฉันทั้งนั้น ในตอนทะเลาะกันเสียงมันก็จะเงียบๆหน่อย ไม่มีคำหยาบคาย”
หรงเจียซั่ง “...”
ฝงซื่อเจินยังถามขึ้นอีกว่า “ที่โรงเรียนทหารยังสอนอะไรเธออีก?”
หรงเจียซั่งค่อยๆ พูดขึ้น “ั้แ่เช้ายันเย็น ไม่เรียนหนังสือก็เรียนการต่อสู้น่าเบื่อแทบตาย”
“เธอเรียนได้ดีทั้งสองอย่างเลยนะ”ฝงซื่อเจินพูดขึ้น “ฉันเห็นแบบทดสอบที่เธอทำแล้ว”
หรงเจียซั่งก้มหน้าฉีกขนมปังจิ้มน้ำซุปหน้าตาไม่รู้สึกรู้สามีเพียงแค่คิ้วที่เลิกขึ้นเล็กน้อยเท่านั้นที่บ่งบอกถึงความรู้สึกข้างในจริงๆ ของเขา
ฝงซื่อเจินดูแล้วรู้สึกน่าสนใจ จึงถามขึ้น“ทำไมไม่ยอมให้คนอื่นรู้ความสามารถของเธอล่ะ?โดนคนอื่นเขาเข้าใจผิดอยู่ตลอดเลย ในใจเธอไม่มีความสุขเลยสินะ”
หรงเจียซั่งหัวเราะขึ้นมาด้วยความจองหอง“บนโลกนี้คนปัญญาทึบมีอยู่เยอะแยะมากมายถึงแม้จะได้รับคำชื่นชมเยินยอจากพวกเขาก็เถอะ แล้วมันจะมีความหมายอะไรกัน? หะ”
ฝงซื่อเจินรู้สึกขำอยู่ในใจรู้สึกว่าหรงเจียซั่งพูดออกมาแบบนี้มีความเอาแต่ใจเหมือนเด็กไม่มีผิดแต่ก็รู้สึกอีกอย่างหนึ่งว่าเขาเป็ก็เป็คนที่ค่อนข้างใส่ใจคนรอบข้างซึ่งก็เป็สิ่งที่น่ารักไม่เลวเลย
ตอนที่หล่อนอายุเท่าเขาในตอนนี้ที่จริงแล้วก็อายุพอๆ กับเขานั่นแหละ เพราะว่าเรียนอยู่โรงเรียนที่มีชื่อเสียงความสามารถเป็ที่ประจักษ์ต่อสายตา ไม่ค่อยคบหาสมาคมกับใครๆและก็ไม่ชอบที่จะเข้าหาผู้คนก่อน และก็ไม่แคร์ว่าใครจะนินทาหรือวิพากษ์วิจารณ์ลับหลังยังไงจนกระทั่งฐานะที่บ้านเจอทางตันฝงซื่อเจินก็เพิ่งจะรู้ว่าความหยิ่งยโสนั้นมันกินไม่ได้ จึงได้เรียนรู้ด้วยตัวเองในที่สุดว่าจะใช้ชีวิตอย่างไรให้อยู่รอดบนโลกใบนี้ให้ได้
หรงเจียซั่งมีความรู้ความสามารถรอบด้าน ฐานะครอบครัวพร้อมสมบูรณ์แน่นอนว่าความยโสโอหังนั้นมีมากกว่าหล่อนหลายเท่า ตราบใดที่หรงเจียซั่งยังแสดงละครใส่หน้ากากแกล้งโง่ให้ยืดเยื้อต่อไปได้หรงเจียซั่งเองก็ยังคงมีเงินมารองรับให้สามารถแสดงละครต่อไปได้
เพียงแต่หรงเจียซั่งจะยืดเยื้อไปได้อีกนานเท่าไหร่กัน?
ฝงซื่อเจินก้มหน้าขำสายตาที่มองต่ำลงมีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงการแสดงออกซึ่งความเ็าในใจลึกๆ
ลมพัดเข้ามาจากนอกหน้าต่าง ลมพัดเมฆหมอกกระจาย พระจันทร์โผล่พ้นออกมาเป็รูปครึ่งเสี้ยวแสงจันทร์นั้นส่องสว่างมายังฝงซื่อเจินพอดีเหมือนมีผ้าขาวบางปลิวลงมาปกคลุมหล่อนเอาไว้ แสงตกกระทบลงบนใบหน้าที่ขาวใสดวงตาทั้งคู่ที่เป็ประกาย มีความสุขุมลุ่มลึก
ใบหน้าของหล่อนเหมือนกับดอกบัวขาวที่อยู่ใต้แสงจันทร์ทำให้หรงเจียซั่งมีความรู้สึกตาลายนิดหน่อย เขาพยายามเพ่งมองให้ชัดเจนขึ้นและยังหันไปมองหล่อนโดยไม่ได้ตั้งใจ ฝงซื่อเจินกำลังครุ่นคิดอยู่แต่กลับมองไม่เห็นความผิดปกติของเขาเลย
ขนมปังในมือของหรงเจียซั่งถูกฉีกกินจนกินไม่ได้อีกต่อไปก็เลยทิ้งไปเสียอย่างนั้น พนมมือขึ้นที่หน้าอก พูดว่า“คุณครูวันนี้ขอบคุณที่ช่วยชีวิตให้รอดจากปืนนั่น จะจำใส่ใจไว้เลยครับจะต้องตอบแทนพระคุณให้ดีๆ เลย”
ฝงซื่อเจินได้สติกลับคืนมาแล้ว “เธอก็ช่วยฉันเอาไว้น่า เราหายกันแล้วนะ ขอเพียงแค่ต่อไปนี้เธอตั้งใจเรียน ทำให้ฉันลำบากน้อยหน่อย ฉันก็อนุโมทนาสาธุแล้วละดึกแล้ว พักผ่อนเถอะ ราตรีสวัสดิ์นะ”
หล่อนหันหน้าไปยิ้มอย่างอบอุ่นภายใต้แสงจันทร์ที่ส่องมาบนหน้าให้กับหรงเจียซั่งด้วยใบหน้าที่สดใสผุดผ่องเป็ยองใย
“ราตรีสวัสดิ์” หรงเจียซั่งพูดตอบเสียงใสมองตามหลังฝงซื่อเจินที่เดินหายลับตาออกไปจากประตูห้อง
ฝีก้าวแ่เบาแต่ละก้าวเดินห่างออกไปเรื่อยๆหรงเจียซั่งนั่งอยู่บนพื้นตัวคนเดียว ทอดสายตาเหม่อมองพระจันทร์
นาฬิกาลูกตุ้มโบราณส่งเสียงดังขึ้นดังครบ 12 ครั้ง ในที่สุดเวลา 1 วันที่แสนจะยาวนานก็ได้ผ่านไปแล้ว
หรงเจียซั่งเจอผ้าคลุมของฝงซื่อเจินหล่นอยู่บนพื้นพรม
เป็ผ้าคลุมไหมพรมจากขนแคชเมียร์ที่ดูเก่าๆหน่อย เป็สิ่งที่เหล่าคุณหนูรวยๆ ที่มีนิสัยน่ารักบอบบางนิยมใช้ในชีวิตประจำวันกัน
หรงเจียซั่งอดไม่ได้ที่จะลองหยิบผ้าคลุมนั้นขึ้นมาแนบเข้าไปใกล้ๆจมูก ัักลิ่นนั้นเบาๆ กลิ่นกายที่หอมบางเบาของฝงซื่อเจินนั้นถูกซึมทราบเข้าไปในหัวใจ
***ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/0818cc58522cbd86eda61452a3988291
***เวลาแชร์หรือเมาท์มอยนิยายเื่เมืองศิวิไลซ์ที่ไหนขอฝากแฮชแท็ก #เมืองศิวิไลซ์ #เรือนหอมหมื่นลี้ #readAwrite ด้วยน้า