บทที่ 18
“ยังครับ ยังไม่สำเร็จ แต่เมื่อวานที่ได้ลองติดตามเป้าหมายไปแล้ว ผมก็คิดว่าไม่จำเป็นต้องใช้หรอก เพราะสกิลที่มีก็ช่วยแค่เรื่องการเดินทางสะดวกขึ้นเท่านั้น แถมยังมีคูลดาวน์นานเป็นวัน ถ้าไม่จำเป็นจริงๆก็คงไม่ใช้ด้วยซ้ำ คุณก็มีข้อมูลสกิลของผมอยู่แล้วใช่ไหมล่ะ? ลองเปิดดูสิ” กรตอบพร้อมยักไหล่ไปด้วย เขาคิดว่าเรื่องแค่นี้เทพผู้มีประสบการณ์น่าจะเข้าใจได้ง่ายๆ และนี่ก็เป็นการกวนประสาทฝ่ายตรงข้ามเล็กน้อย ในแบบสุภาพหน่อยๆ แต่เทพสาวผมทองที่เข้าใจไปว่าอีกฝ่ายขิงใส่ ต้องการอวดว่าตัวเองเก่งทั้งที่เป็นแค่เทพฝึกหัดก็กำหมัดแน่น และเตรียมจะตะโกนด่าสวนกรออกไป แต่คายะที่เห็นอาการนั้นแล้วก็เข้ามาห้ามปรามก่อนจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ไปมากกว่านี้“เดี๋ยวๆใจเย็นๆก่อนนะมิลลี่ คุณกรเขาก็แค่บอกพวกเราเรื่องสกิลจากความคิดของเขาเท่านั้น และดูเหมือนว่าพี่เลี้ยงของเขาจะไม่ได้แนะนำอะไรมาเลย ทำให้เขาอาจจะเข้าใจอะไรบางอย่างคลาดเคลื่อนไปบ้าง เอาเป็นว่าเธอนั่งลงสงบสติอารมณ์ก่อนแล้วเดี๋ยวฉันจะถามต่อเองนะ”“ชิ!” เมื่อมีคนเข้ามาห้ามปรามมิลลี่ก็ยอมนั่งลงกอดอกไปเงียบๆ แต่ก็ยังไม่หายโกรธเทพหนุ่มอยู่ดี“เอาล่ะค่ะคุณกร ดิฉันขอสรุปความเข้าใจจากที่คุณเล่ามาทั้งหมด เริ่มจากที่ว่าสกิลทั้งสามของคุณ ล่องหน ไร้ตัวตน และปีกนั้นคุณไม่ได้เป็นคนเลือกเอง แต่เป็นพี่เลี้ยงของคุณเป็นคนเลือกให้ใช่ไหมคะ?” คายะกล่าวถามกรถึงสิ่งที่เธอเข้าใจ“ใช่ครับ ตามที่คุณเข้าใจเลยคุณคายะ” กรสบายใจไม่น้อยเมื่อเทพธิดาผู้ใจดีเป็นคนคุยกับเขา“ถ้าอย่างนั้นคำถามต่อไปนะคะ คุณกรทราบไหมว่าสกิลเทพนั้นสำคัญอย่างไร?”“อืม...ก็คงจะเป็นตัวช่วยในเวลาฉุกเฉินเท่านั้นล่ะครับ เพราะการที่จะทำให้คนสองคนตกหลุมรักกันตามเควสที่ระบุไว้นั้น ผมก็แค่สร้างโอกาสให้ทั้งสองคนเจอกันบ่อยๆ ในบรรยากาศที่โรแมนติกเควสก็สำเร็จได้แล้ว ที่สำคัญผมสามารถวาร์ปไปยังเป้าหมายเมื่อไรก็ได้ การติดตาม และคอยช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆก็น่าจะเพียงพอแล้วนะครับ” กรตอบออกมาตามความรู้สึกจริงๆของตัวเอง ซึ่งน่าเชื่อถือ และไม่มีข้อพิรุธใดๆให้จับผิด ทั้งคายะ และมิลลี่ที่ได้ฟังคำตอบของกามเทพฝึกหัดต่างก็หันมามองหน้ากันอย่างพร้อมเพรียง ด้วยความรู้สึกติดขัดในใจบางอย่าง สีหน้าที่แสดงความไม่เข้าใจของสองเทพสาวนั้นชัดเจนจนสะกิดใจกรไปด้วย สำหรับกามเทพหนุ่มแล้ว สิ่งที่เขาตอบมันมาจากความรู้สึกตามคำถามที่ถามมา มันไม่มีถูกหรือผิดทั้งนั้น‘หรือว่าฉันจะทำอะไรผิดแปลกจากชาวบ้านไปงั้นเหรอ? แต่มันก็ไม่น่าจะมีเรื่องอะไรที่เลวร้ายเลยนี่ สกิลที่เลือกมานั้นก็ดูธรรมดามาก ส่วนเรื่องการพยายามให้เป้าหมายทั้งสองคนรักกัน ด้วยการช่วยเหลือเล็กน้อยให้เป็นไปตามธรรมชาติมันก็ดีไม่ใช่เหรอ?’ กรยิ่งคิดยิ่งไม่เข้าใจ เพราะสิ่งที่ทำตลอดระยะเวลาภารกิจก็มีเพียงคอยจับตามองเป้าหมาย และคนข้างเคียงอย่างใกล้ชิดเท่านั้น (ถึงบางครั้งจะใกล้มากไปก็เถอะ)“เอ่อ...คุณกรคะคือคุณก็ไม่รีบที่จะทำเควสให้เสร็จเร็วๆเหรอคะ?” เป็นคายะที่ถามขึ้นด้วยความสงสัยในขั้นตอนการทำเควสของกามเทพฝึกหัด“ใช่ครับ นี่ผ่านไปแค่วันเดียวเอง กว่าภารกิจจะหมดเวลาก็เดือนกว่าผมยังมีเวลาอีกเยอะครับ แล้วดูจากเป้าหมายทั้งสองคนก็มีใจให้กันด้วย หากพวกเขามาเจอกันก็ไม่ยากเลยที่จะตกหลุมรักกันอีกครั้ง แถมพวกเขายังพยายามที่จะติดต่อกันอยู่ด้วย แค่มีก้างขวางคอมากไปหน่อยเท่านั้นที่ทำให้เสียเวลาไปบ้าง” กรอธิบายตามที่เขาคิดอีกครั้ง“อืม...ถ้าคุณกรเลือกที่จะใช้วิธีการแบบนี้ก็ไม่ได้เสียหายอะไรนะคะ แค่ดิฉันคิดว่ามันจะช้าไปหน่อยเท่านั้น ตอนนี้ทางเราก็หมดคำถามแล้ว ต้องขอบคุณที่คุณกรให้ความร่วมมือในวันนี้ด้วย และต้องขออภัยในความไม่สะดวกนะคะ ยังไงก็ขอให้เดินทางปลอดภัยค่ะ” แม้ว่าคายะจะไม่เข้าใจความคิดของกร แต่ในเมื่อเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุที่เกิดขึ้น ข้อมูลที่ได้จากกรก็ไม่มีพิรุธอะไร เธอจึงได้แต่จบการสอบสวน และเชิญชายหนุ่มออกจากห้องไปอย่างสุภาพ กรที่รู้สึกว่าจู่ๆเทพสาวก็ตัดจบเรื่องราวแบบงงๆก็ได้แต่ทำตามเท่านั้น เพราะตอนนี้ในหัวสมองของเขาก็มีแต่เรื่องไม่เข้าใจเต็มไปหมด เขาไม่รู้เลยว่าวิธีการทำเควสที่กำลังทำอยู่มันมีปัญหาตรงไหน หลังจากเทพหนุ่มเดินออกมาจากห้องเขาก็ยังคงเดินคิดอยู่ในภวังค์ไปตลอดทาง ส่วนทางด้านเทพธิดาทั้งสองยังคงนั่งปรึกษากันอยู่ในห้องสอบสวน ด้วยความไม่เข้าใจในตรรกะของกรที่เลือกทำในหนทางที่แตกต่างจากเทพคนอื่นๆ“นี่คายะ แน่ใจใช่ไหมว่าสมองของเจ้านั่นไม่ได้เพี้ยน ทั้งที่มีสกิลดีๆให้เลือกตั้งเยอะแยะแต่กลับเลือกสกิลไร้ประโยชน์กับเควสกามเทพมาซะงั้น แถมยังไม่คิดจะใช้สกิลช่วยทำเควสอีกเพราะคิดว่าให้ความรักของเป้าหมายทั้งสองคนค่อยเป็นค่อยไปเนี่ยนะ? แล้วเมื่อไรเควสมันจะเสร็จกันล่ะ” มิลลี่ถามเพื่อนด้วยสงสัยในตัวกามเทพฝึกหัดจริงๆ“แต่สำหรับฉันนั้นคิดว่าคุณกรเขาเป็นซื่อๆนะ เมื่อพี่เลี้ยงพูดอะไรออกมาเขาก็เชื่อหมด สุดท้ายพอรู้ว่าพี่เลี้ยงสอนเขาไม่ดีก็เลยคิดเอาเองตามที่เข้าใจ ที่จริงฉันก็อยากแนะนำเขานะแต่ดูเหมือนว่าเขาจะมั่นใจในแนวทางของตัวเองมาก ก็เลยไม่ได้พูดอะไรออกไป” คายะบอกความในใจของตนออกมา พร้อมสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลใจไม่น้อย ที่ไม่อาจช่วยอะไรเพื่อนบ้านหน้าใหม่ของเธอได้“เรื่องนี้นายนั่นก็ดูมั่นใจจริงๆนั่นแหละ เควสระดับ F+ มันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร ถึงแม้จะเป็นมือใหม่ก็เถอะ แต่ปกติแล้วเควสประเภทบวก(+) จะเป็นเควสที่เคยมีคนทำพลาดมาก่อน ทำให้ความยากของมันเพิ่มขึ้น และความยากของมันในตอนนี้ก็คือเวลาที่เหลือแค่ 1 เดือน นายกรจะรู้ไหมนะว่าถ้าพลาดขึ้นมาจะเป็นยังไง?” มิลลี่เกิดข้อสงสัยใหม่ขึ้นมาในใจ“-100 แต้มมันก็โชว์ขึ้นมาบนหน้าเควสแล้วไม่ใช่เหรอ คุณกรก็คงจะรู้แหละ แต่ถ้าเขาทำพลาดขึ้นมาทั้งที่ตอนนี้ยังไม่มีสักแต้ม ก็หมายความว่า...” คายะลองทบทวนตามสิ่งที่เพื่อนสาวบอก ก็ทำให้เธอคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ แต่ยังไม่ทันจะพูดออกมาอีกฝ่ายก็ชิงพูดแทรกขึ้นมาก่อน“นายกรจะมีเงินติดลบ100 แต้ม และยังมีอีกเรื่องที่เทพมาใหม่ไม่ได้นึกถึงนั่นก็คือ ค่าเช่าห้องพัก” มิลลี่หันมาสบตาคายะ และกล่าวเน้นย้ำปัญหาของกามเทพหนุ่ม“เอิ่ม...นี่เธอจะหมายความว่านอกจากแต้มติดลบ 100 แล้ว เขายังต้องค้างค่าเช่าเดือนแรกอีก 100 แต้ม รวมเป็นติดลบ 200 แต้มใช่ไหม?” คายะเข้าใจสิ่งที่เพื่อนต้องการจะสื่อแล้ว ตัวเธอเองจึงรู้สึกได้ว่ากรนั้นอาจจะพบเจอกับเรื่องที่เลวร้ายในอนาคตอันใกล้“นั่นก็ในกรณีที่เขาทำเควสไม่สำเร็จนั่นแหละนะ อืม...พอพูดมาถึงตรงนี้ฉันก็คิดว่านายกรคงยังไม่รู้ว่าหากแต้มติดลบถึง 1,000 แต้มแล้วอะไรจะเกิดขึ้น ซึ่งมันร้ายแรงกว่าการถูกไล่ออกจากวิมานหลายเท่า” มิลลี่กล่าวออกมาด้วยความรู้สึกขนลุก เมื่อคิดถึงสิ่งที่เทพหนุ่มอาจต้องเจอหากแต้มติดลบไปจริงๆ คายะที่สบตากับเพื่อนสาวความรู้สึกขนลุกก็ได้เข้ามาครอบคลุมตัวเธอเช่นกัน เธอเข้าใจความนัยผ่านสายตาคู่ตรงหน้า การกลืนน้ำลายลงคอเป็นไปด้วยความยากลำบาก แต่เธอก็อดที่จะพูดออกมาไม่ได้ด้วยความเป็นห่วงกามเทพฝึกหัดผู้อาภัพ เพราะมันคือผลลัพธ์อันเลวร้ายที่สุดของเหล่าเทพ“ฉันคิดว่าคงต้องแนะนำอะไรกับเขาสักอย่างแล้วล่ะ ไม่อย่างนั้นคุณกรอาจจะต้องไปเกิดใหม่ก่อนเวลาอันควรก็ได้”