ดินแดนมนุษย์ ณ ทวีปอันห่างไกล มีเมืองขนาดใหญ่แห่งหนึ่งถูกปกครองโดยตระกูลที่แข็งแกร่ง ตระกูลนี้มีชื่อว่าตระกูลโม่ ตระกูลโม่มีระดับจักรพรรดิอยู่หลายสิบคน
ความยิ่งใหญ่ของพวกเขา อาจจะมากกว่าสำนักใหญ่บางแห่งเลยด้วยซ้ำ ความพิเศษของตระกูลนี้ คือเคล็ดวิชาเซียน มันเป็ตำราบ่มเพาะที่ต้นตระกูลได้รับมาจากเซียนผู้หนึ่ง ทว่าน่าเสียดาย ที่เคล็ดวิชานี้อาจจะมีเนื้อหาขาดหายไปบางส่วน ทำให้ตำรานี้มันไม่สมบูรณ์....
จากคำบอกเล่าต่อๆกันมา ตำราบ่มเพาะมรดกตระกูลโม่ถ้าบุรุษฝึกฝนจนถึงแก่นแท้ ยามใดที่บรรลุถึงระดับเทวะ จะมีวิถีแห่งเซียนปรากฏขึ้นมาจากทางด้านหลังของบุรุษผู้นั้น วิถีแห่งเซียนมีลักษณะคล้ายดังดวงอาทิตย์แผ่รัศมีสีทองออกมา ส่วนสตรีถ้าฝึกถึงระดับเทวะ วิถีแห่งเซียนของคนผู้นั้น จะเป็รูปพระจันทร์เต็มดวงสีขาว.... ตำราบ่มเพาะนี้จึงมีชื่อเรียกว่า ตะวันจันทรา
แต่เนื่องจากวิชาตะวันจันทรา มีบางส่วนที่ขาดหาย จึงทำให้ผู้ที่ฝึกถึงระดับเทวะ ไม่บังเกิดวิถีแห่งเซียนอย่างที่มันควรจะเป็ ซ้ำร้ายหากสตรีนางใดฝึกฝนถึงจุดๆหนึ่ง ร่างกายของนางจะถูกพลังย้อนกลับ ทำให้ตบะแตกจนไม่สามารถฝึกฝนได้อีกตลอดชีวิต บางรายอาจจะร่างกายพิการ หรือกลายเป็บ้าไปก็มี มันเลยกลายเป็วิชาต้องห้ามของสตรีทุกคนในตระกูล
ถึงแม้ว่ามันจะมีข้อเสียที่ใหญ่หลวง แต่มันก็ยังนับได้ว่าเป็สุดยอดวิชา เพราะมันช่วยให้บุรุษบรรลุถึงระดับจักรพรรดิได้อย่างรวดเร็ว หากผู้ใดเกิดมามากพร์ ก็มีโอกาสสูงที่จะบรรลุถึงระดับเทวะ ....ด้วยเหตุผลเช่นนี้เอง ทางตระกูลโม่จึงให้การยอมรับบุรุษมากกว่าสตรี และเมื่อราวๆ200ปีก่อน บรรพบุรุษตระกูลโม่ หลังจากบรรลุระดับเทวะ เขาก็ออกเดินทางค้นหาวิธีแก้ไข ทำให้วิชานี้สมบูรณ์มากที่สุด.....
ผ่านมา200ปี หัวหน้าตระกูลคนปัจจุบันถูกบังคับให้ลงจากตำแหน่ง เนื่องจากเขาไม่สามารถให้กำเนิดบุตรชายได้ ซ้ำร้ายบุตรสาวของเขายังพิการจากการฝืนบ่มเพาะวิชาตะวันจันทรา มันจึงเป็ข้ออ้างให้ฝูงหมาป่าที่จ้องตำแหน่งหัวหน้าตระกูล บีบบังคับให้เขาสละตำแหน่ง.........
>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>
ตระกูลโม่
เขตสงบจิต ณ ตำหนักไผ่ขจี
ภายในตำหนักมีบ้านหลังเล็กๆ ถูกสร้างขึ้นมาจากไม้ไผ่ทั้งหลัง ภายในบ้านมีของตกแต่งเพียงไม่กี่ชิ้น รอบๆ ตัวบ้านเป็ป่าไผ่เขียวขจี บรรยากาศอันสดชื่น ดูเรียบง่าย พอจะบ่งบอกได้ว่า ผู้ที่อาศัยอยู่มีลักษณะนิสัยใจคอเป็เช่นไร
โต๊ะเก้าอี้ไม้ไผ่ทำอย่างง่ายๆ มันถูกวางเอาไว้ตรงหน้าเรือน ซึ่งบนเก้าอี้มีหญิงสาวนางหนึ่งกำลังนั่งอยู่ หญิงสาวนางนี้มีอายุประมาณ25ปี นางมีใบหน้าที่สวยแต่ไม่ถึงกับงามล้มเมือง ความสวยของนางนับว่าดูธรรมดาสำหรับโลกใบนี้ ในแววตาของนางมีแต่ความนิ่งเฉย คล้ายว่านางผ่านอะไรมามากมายในชีวิต บรรยากาศที่แผ่ออกมาจากตัวของนาง เหมือนดังฤดูใบไม้ผลิ มันทั้งอบอุ่นและเงียบสงบ
บนโต๊ะไม้ไผ่ มีอุปกรณ์ทำสวนวางเอาไว้หลายสิบชนิด ข้างๆ อุปกรณ์มีต้นบอนไซสูงประมาณ2ไม้บรรทัดใส่กระถางตั้งอยู่ บอนไซต้นนั้นถูกจัดเป็ทรงลู่ลม ชนิดต้นไม้ที่เอามาทำบอนไซ นับได้ว่าดูแปลกตา มันมีลักษณะใบเป็รูปทรงหยดน้ำสีขาวอมฟ้า ออกผลคล้ายต้นเชอร์รี่ โคนต้นของมันมีขนาดใหญ่กว่าต้นแขนแต่ปลายกิ่งมีขนาดเล็ก ทั้งที่ต้นมีขนาดไม่ใหญ่แต่ผลของมันดกมาก ดกชนิดที่ว่าแทบจะหาใบไม่เจอ ลักษณะโดยรวมของบอนไซต้นนี้ อย่างน้อยมันต้องมีอายุมากกว่าหลายสิบปีเป็แน่
หญิงสาวเผยรอยยิ้มน้อยๆออกมาก่อนจะหยิบกรรไกรมาตัดแต่งกิ่งบอนไซเบื้องหน้า ผลที่ดกได้ถูกหญิงสาวตัดทิ้งไปหลายลูก การตัดแต่ละครั้งนางต้องระมัดระวังเป็พิเศษ จนเวลาล่วงเลยผ่านไป ในที่สุดนางก็วางกรรไกรลง พร้อมกับเผยรอยยิ้มด้วยความพึงพอใจออกมา
การใช้ชีวิตของนาง ราวกับว่านางเป็เพียงหญิงสาวธรรมดาที่มีความสุขไม่ต่างจากผู้อื่น แต่ใครจะรู้ว่ามันไม่ได้เป็ดั่งเช่นที่ตาเห็น......
หญิงสาวนางนี้มีชื่อว่าโม่เยว่ซิน บิดานางเป็หัวหน้าตระกูลคนปัจจุบัน มีชื่อว่าโม่หยาง.. เขาเป็หัวหน้าตระกูลมาเกือบ60ปี มีพร์ที่หาได้ยากเฉกเช่นเดียวกับท่านบรรพบุรุษโม่ซาน บิดาของนางสามารถบรรลุถึงขั้นจักรพรรดิระดับปลายเข้าสู่ขั้นครึ่งก้าวสู่เทวะ ได้ก่อนอายุ70ปี ทุกคนต่างคาดหวังว่าบิดาของนางต้องบรรลุระดับเทวะได้ก่อนอายุ100ปีเป็แน่....แต่จนแล้วจนรอดบิดาของนางก็ยังอยู่ในระดับเดิม... ในอีก3วันบิดาของนางจะอายุครบ130ปีพอดี ซ้ำร้ายในวันนั้นจะเป็วันที่ต้องเลือกหัวหน้าตระกูลคนใหม่อีกด้วย
ส่วนมารดาของนางมีชื่อว่า มู่ปิงหยุน นางเป็ผู้ฝึกตนระดับราชัน หากแต่ประมาณ27ปีก่อน หลังจากที่มารดาของนางให้กำเนิดนางขึ้นมา จู่ๆมารดาของนางได้สูญเสียตบะไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ ผลกระทบที่ตามมา นอกจากนางจะไม่สามารถบ่มเพาะได้แล้ว สิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้น คือนางไม่สามารถมีบุตรได้อีก ส่วนโม่หยางพอได้รู้ข่าวเขาก็ไม่ได้กล่าวโทษหรือขับไล่ภรรยาของตน กลับกันบิดาของนางได้ดูแลเอาใจใส่พวกนางมากขึ้นกว่าแต่ก่อน แม้มารดาของนางจะบอกให้บิดารับภรรยาเข้ามาใหม่ แต่บิดาของนางจะชอบทำเป็หูทวนลมไม่รับรู้อะไรอยู่ตลอด.....
....และพอโม่เยว่ซินอายุได้9ขวบ นางจึงเริ่มบ่มเพาะเคล็ดวิชาตะวันจันทราโดยที่ไม่ได้บอกใคร ตามจริงมันไม่มีทางเป็ไปได้เลยที่เด็กอายุ9ขวบจะสามารถฝึกฝนได้.....แต่นางกลับเข้าใจทุกคำที่เขียน อักษรทุกตัวนางเข้าใจความหมายของมันทั้งหมด อีกทั้งนางยังััถึงปราณฟ้าดินได้อีกด้วย หลังจากนางฝึกฝนไปได้สักระยะ ร่างกายของนางเริ่มเปลี่ยนไป นางมีความแข็งแรงมากเกินคำนิยามของเด็กน้อย
หนึ่งปีผ่านไป เด็กสาวยังคงซ่อนความสามารถเอาไว้ นางเพียงหวังว่า หากนางแข็งแกร่งขึ้น อย่างน้อยนางอาจจะแบ่งเบาภาระของบิดานางได้บ้าง
จนกระทั่งเด็กสาวอายุได้13ขวบ มารดาของนาง เริ่มจะสงสัยในตัวของนาง ในคืนหนึ่งมู่ปิงหยุนจึงแอบมาดูลูกสาวที่ชอบทำตัวลับๆล่อๆในยามค่ำคืน จนนางได้เห็นเื่อัศจรรย์ใจ นางรู้แล้วว่าลูกของนางฝึกยุทธ์ได้ แต่ตำราบ่มเพาะที่เด็กน้อยฝึก นางกลับดูไม่ออก มู่ปิงหยุนเลยตัดสินใจว่าพรุ่งนี้ค่อยสอบถามจากเด็กน้อย ตามจริงนางว่าจะไปปรึกษาสามีของนาง แต่่นี้สามีของนางเอาแต่บ่มเพาะเพื่อทะลวงสู่ระดับเทวะ ใน่4ปีที่ผ่านมานางจึงไม่ค่อยได้เห็นสามีของนางเลย
ในขณะที่มู่ปิงหยุนกำลังจะหันหลังเดินกลับที่พัก จู่ๆนางก็ได้ยินเสียงกรีดร้องจากลูกสาวตัวน้อยของนาง เสียงกรีดร้องอันเ็ปทรมาน ทำให้หัวใจของนางสั่นไหว ขนทั่วตัวลุกชัน นางรู้สึกหวาดกลัวจับใจ นางกลัวว่าโม่เยว่ซินลูกสาวเพียงคนเดียวของนางจะเป็อะไรไป.... โดยไม่ต้องคิด นางวิ่งสุดชีวิตรีบเข้าไปดูอาการของโม่เยว่ซิน....และสิ่งที่นางเห็นทำให้หัวใจของนางแทบแตกสลาย เด็กน้อยเบื้องหน้ากำลังนั่งคุกเข่ากรีดร้องด้วยความทรมาน มือน้อยๆสองข้างของนาง กุมศีรษะเอาไว้แน่น มิหนำซ้ำทวารทั้ง4ยังมีเืไหลย้อนออกมาอีก ผู้เป็แม่เช่นนาง พอเห็นลูกสาวที่เป็ดั่งแก้วตาดวงใจอยู่ในสภาพแบบนั้น นางก็แทบจะสิ้นสติ ร่างกายของนางสั่นเทิ้ม หัวใจรู้สึกเ็ปเหมือนถูกมารร้ายบีบมันเอาไว้
พอเด็กน้อยเห็นมู่ปิงหยุ่นผู้เป็มารดา นางก็แสดงอาการใ เสียงกรีดร้องค่อยๆเงียบลง ก่อนเด็กน้อยจะเผยรอยยิ้มที่ยากลำบากออกมา
ความเ็ป ทำให้ใบหน้าของเด็กน้อยกระตุก เม็ดเหงื่อไหลซึมออกมาจากใบหน้า ในเวลานั้นเด็กน้อยโม่เยว่ซินเพียงแค่ไม่อยากให้มารดาต้องเป็ห่วง นางเลยฝืนกลั้นความเ็ปเอาไว้
มู่ปิงหยุนเมื่อเห็นลูกสาวส่งยิ้มที่บิดเบี้ยวมาให้ นางก็ทนไม่ไหวอีกต้องไป นางรีบวิ่งเข้าไปกอดเด็กน้อยเอาไว้แน่น น้ำตาที่ไม่เคยหลั่งรินมานานหลายปี กลับไหลพรากดังน้ำป่า มันไหลออกมาจากดวงตาทั้งสองข้างของนาง โดยที่นางไม่พูดอะไรออกมาสักคำ
โม่เยว่ซินพอเห็นมารดาร้องไห้ ความเ็ปที่นางข่มเอาไว้ก็ถึงคราวพังทลาย น้ำตาของนางมันไหลปนกับเืสีแดงสด เสื้อผ้าของนางเปรอะเปื้อนคราบโลหิตจนมันย้อมชุดของนางจนแดงฉาน หลังจากมู่ปิงหยุนอุ้มลูกสาวมารักษาในเรือน เพียงไม่นานนางก็ได้รับข่าวร้ายจากหมอที่มาดูอาการ......เด็กสาวพิการเสียแล้ว???? ตลอดชีวิตนางจะบ่มเพาะไม่ได้อีก ซ้ำร้ายขาของนางยังไร้เรี่ยวแรง นางไม่สามารถเดินได้อีกแล้ว!!!
ไม่ใช่เพียงแค่นั้น ในคืนเดียวกันไม่รู้ว่าข่าวของโม่เยว่ซิน หลุดออกไปได้อย่างไร.....มันเลยทำให้โม่หยางสามีของนางที่ปิดด่านฝึกตนและกำลังจะทะลวงขั้นไปสู่ระดับเทวะต้องาเ็สาหัส ความโชคร้ายที่ทั้งสองคนได้รับ ทำให้คนอื่นๆเวทนาสงสาร
แม้ปัจจุบันเด็กสาวจะเติบโตเป็ผู้ใหญ่แล้ว แต่ทุกครั้งที่นางคิดถึงเหตุการณ์ในคืนนั้น หัวใจของนางจะรู้สึกเ็ปทรมาน นับั้แ่คืนนั้น นางเอาแต่โทษตัวเอง ว่าเป็คนที่ทำร้ายบิดา นางเป็ตัวนำเคราะห์ร้ายมาสู่ครอบครัว าแในใจที่ฝังลึกจึงเป็เหตุให้นางเนรเทศตัวเอง มาอยู่ในตำหนักไผ่ขจีอันห่างไกลผู้คน แม้บิดาของนางจะไม่ได้กล่าวโทษอะไร แต่ใจของนางยังปล่อยวางไม่ได้ นางจึงต้องจำใจเดินออกมา
"ซินเอ๋อ นั้นลูกกำลังทำอะไรอยู่.....แม่เอาขนมมาเยี่ยม พ่อของเ้าฝากผลไม้กับหนังสือมาให้เ้าด้วยนะ " หญิงวัยกลางคนใบหน้าคล้ายกับหญิงสาว นางเดินเข้ามาพร้อมกับสาวใช้ที่ถือห่อผ้าเอาไว้ในมือ หญิงนางนี้คือมารดาของนาง มู่ปิงหยุน
หญิงสาวเพียงแค่ยิ้มตอบรับทักทาย บทสนทนาของสองแม่ลูกดำเนินไปได้เพียงชั่วครู่ ก่อนมีชายชุดสีดำเดินเข้ามาพร้อมกับหญิงสาวนางหนึ่ง.....ทั้งสองคนเป็ลูกของผู้าุโรอง ชายหนุ่มมีใบหน้าที่หล่อเหลา เขามีโครงหน้าที่เรียวยาว จมูกเป็สันได้รูป ริมฝีปากสมส่วนไม่ใหญ่ไปไม่เล็กไป มีคิ้วเรียวดุจดังกระบี่ เพียงแต่ดวงตาของเขาเรียวเล็ก มันเหมือนตาของเหยี่ยว ซึ่งทำให้เขาดูค่อนข้างเป็คนเ้าเล่ห์ เขาชื่อว่า โม่เฟยเทียน
ส่วนน้องสาวของเขาชื่อ โม่ลู่เสียน นางมีใบหน้าที่เรียกได้ว่าน่าอัศจรรย์...นางคือสาวงามล่มเมือง ผิวพรรณขาวผ่องอมชมพู ริมฝีปากอวบอิ่มน่าลิ้มลอง ดวงตากลมโตสีอำพัน รูปร่างยั่วยวนชวนค้นหา น้ำเสียงไพเราะดังเสียงพิณจาก์ ทว่าช่างเป็เื่ที่น่าเสียดาย เสียงที่ไพเราะของนางมันแฝงมาด้วยถ้อยคำที่ทำให้นางดูเหมือนนางมารร้ายในละคร
"เหมือนข้าจะมาถูกเวลานะ ไม่คาดคิดเลย ว่าจะเจอคนที่น่าสังเวชพร้อม
ๆกันถึงสองคน คิกคิก~" หญิงสาวที่มาใหม่เอามือปิดปากหัวเราะคิกคัก เสมือนว่านางได้พบเจอเื่สนุก
.
.
.
โม่เยว่ซิน
