บทที่ 8
ลักษมีเคยผ่านบทเรียนรักเพียงครั้งแรกและครั้งเดียวกับเดวิดมากกว่าสามปีที่แล้ว แม้ในใจจะต่อต้านการรุกรานจูบของเขาแต่ลึกยิ่งกว่าลึก ก้นบึ้งหัวใจของเธอกลับโหยหาสิ่งนี้มานาน
เธอไม่ปฏิเสธจูบจากเขาปล่อยให้ปลายลิ้นอุ่นซ่านสอดเข้ามาควานคว้าตวัดขึ้นลงเพื่อชิมลิ้มรสหอมหวานเธอตอบรับัันั้นอย่างละมุนอุ่นละไมค่อยๆดูดดุนโต้ตอบสนองความกระหายในรสใคร่ที่ถูกบ่มและกักเก็บมายาวนาน
ดังนั้นขนอ่อนจึงลุกชันไปทั้งตัวเมื่อมือสองข้างของเขาเลื่อนขึ้นลงเพื่อไล้ผิวเนื้อไปมาบนท่อนแขนระหว่างที่เธอกำลังเพลินในปลายลิ้นนั้น...เมื่อเขาดันร่างเธอไปชิดขอบกระจกเขาก็ถอนจูบออกทำให้เธอถึงกับหายใจยาวๆไม่ทั่วท้องเหมือนถูกใครสูบเอาอากาศไปจากปอด
แต่ยังไม่ทันได้ประท้วง เขาก็ซุกหน้าเข้าซอกคอลากปลายลิ้นไปตามกกหู ตวัดเข้าร่องหูเล็กๆดุนเข้าออก ทำให้เธอถึงกับสยิวซ่าน ครางเสียงแหบพร่าไม่เป็คำอีกทั้งจิกปลายเท้าลงกับพื้นกระเบื้องจนเกร็ง ปลายนิ้วมือของเธอก็จิกลงบนแผ่นหลังเขาเหมือนมีไฟแล่นเปรี๊ยะไปั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า
เธอเชิดคางขึ้นพลางแอ่น่ตัวเมื่อมือของเขาลูบไปมาทุกส่วนสรรพางค์กาย สอดเข้าไปภายใต้เสื้อนอนเนื้อบางรีบปลดตะขอบราอย่างช่ำชอง เพียงพริบตาบราสีหวานก็หลุดไปจากทรวงอกได้ยินเสียงเขาหยอกขึ้น
“คนจะนอน ใครเขาใส่ยกทรงกันละคุณ”
“เอ่อ...”
แล้วเขาก็ถลกเสื้อนอนเธอขึ้นเหนือเนินทรวงครอบปากลงบนเม็ดตุ่มที่แข็งคัด ขบเม้มดูดคลึงจนสีหน้าเธอบิดเบ้ไปหมดสองมือเปลี่ยนที่มาดึงทึ้งเส้นผมอ่อนหยักสีน้ำตาลอ่อนของเขาวินาทีนั้นเหมือนจะขาดใจเสียให้ได้จนเธอยังรู้สึกว่าแม้เพียงเขาแตะเนื้อต้องตัว่บนลำธารกลางลำตัว่ล่างยังไหลเยิ้มพรักพร้อมเสียด้วยซ้ำ
“พอเถอะค่ะ”
เธอได้แต่คิดว่าแม้ใจปรารถนาจนตะครั่นตะครอราวกับมีพิษไข้แต่พอนึกว่ามันเร็วเกินไปหรือไม่ที่จะใจอ่อนยอมทอดกายให้เขาเชยชมอีกทั้งที่ตลอดสามปีเธอขุ่นเคืองเขาจนไม่ยอมกลับมาเหยียบที่นี่
แต่พอเขาฉกปลายลิ้นไปที่ตุ่มสวาทเนืองๆทั้งที่มือก็ขยำฐานเต้าอย่างเมามัน เธอก็ปล่อยให้ใจเตลิดลอยล่องราวกับผีเสื้อกลางคืนที่โฉบฉวัดเฉวียนพร้อมผสมพันธุ์เมื่อตัวผู้ช่างหล่อเหลาเอาการขนาดนี้
เขา ‘ตก’ เธอั้แ่สามปีก่อนจนเธอเองนั่นแหละหลงรักเขามิอาจโงหัวขึ้น
และเขาก็ ‘กินตับ’ เธอทิ้ง่นานจนเธออยากให้เขากินแล้วกินอีก จนทำให้เธอถึงกับเก็บคืนอันเร่าร้อนหลายปีก่อนไปเฟ้อฝันจนจำเป็ต้องสร้างจินตนาการนั้นด้วยตัวเองมาหลายปี
และขณะนี้เมื่อเขาลากปลายลิ้นไปยังหน้าท้องอันแบนราบ เธอถึงกับหดตัวเกร็งไปหมดอ้าปากร้องแต่ไม่มีเสียง และจำต้องผลักศีรษะเขาออกเมื่อรับรู้ว่าปลายจมูกโด่งกำลังแนบซุกไปยังซอกหลืบแห่งความกระสันที่เต็มไปด้วยเกสรดอกไม้อันชวนให้ภมรแวะเวียนมาชิม
ยังไม่ทันไร...เธอก็ไปถึงจุดสุดยอดครั้งแรก
“หยุดค่ะ”
เขาเงยหน้าขึ้นมอง ท่ามกลางแสงอ่อนจากราตรีกาลที่พาดผ่านมายังใบหน้าคมของเขาเห็นแววหงุดหงิดอยู่ในนั้น เขาจึงเอ่ยกับเธอเสียงกระด้าง
“ทำไม!?”
“อย่าทำไปมากกว่านี้เลยค่ะ”
เขายิ่งฉุนเฉียวหนักข้อ“คุณไม่้าผมรึไง”
“ฉันยังไม่พร้อม”
เธอไม่อยากบอกเขาหรอก...มันน่าอายเกินไปถ้าจะบอกเขาว่าเธอสุขสมไปถึงวิมานดอกไม้ก่อนหน้าแล้วหนึ่งครั้งจึงได้แต่พูดอ้อมแอ้ม
“คุณรับปากกับฉันแล้วว่าจะไม่ล่วงเกินฉัน”
“ตอนไหน”
ทว่าเขาทำไขสือ
“ที่เราตกลงกันไงคะ”
“ผมไม่ได้พูด”
“การที่คุณเงียบก็ถือว่าคุณตกลงแล้วไงคะ”
เขาก็เลยหยุดแค่นั้น ถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะเปิดบานเลื่อนประตูแล้วกลับไปทิ้งตัวลงบนโซฟาหยิบผ้าห่มขึ้นคลุมแล้วปิดเปลือกตาลง
เธอได้แค่บิดปากคว่ำ...ทำเป็งอนลูกไม้นี้ใช้ไม่ได้ผลหรอกค่ะ!
//////////////////////////////////////
เดวิดตื่นเช้าตรู่อาบน้ำแต่งตัวสวมสูทสีเทาอ่อนทับเสื้อเชิ้ตสีขาวติดแบรนด์แต่กลับถือเนกไทลงมาข้างล่าง...เห็นบิดามารดาลงมานั่งเล่นอยู่ที่โซฟา ก็เอ่ยถาม
“พ่อกับแม่กินอะไรรึยังครับ”
“แม่แกกินน้ำผลไม้แก้วเดียวก็อยู่ละส่วนฉันว่าจะดื่มกาแฟสักถ้วย แกเอาด้วยไหมละ จะได้ให้ป้าอิ่มมาเสิร์ฟพร้อมกัน”
“ผมขอกาแฟดำละกันครับ”
ป้าอิ่มที่ยืนอยู่ใกล้ๆจึงเข้าครัวไปจัดการตามคำสั่งของคุณผู้ชายแห่งบ้านเพียงครู่เดียวก็นำกาแฟดำทั้งสองแก้ววางไว้โต๊ะกลางกรุกระจก
เดวิดยกขึ้นจิบขณะที่บิดากางหนังสือพิมพ์อ่าน
“วันนี้พ่อจะเข้าบริษัทไหมครับ”
วันชัยสั่นหน้า“ไม่ดีกว่า ฉันว่าจะอยู่เป็เพื่อนหลาน ฉันสั่งคุณนุช เลขาฯของฉันไว้ละถ้ามีงานด่วนก็ให้ติดต่อมา...อ้อ เพิ่งนึกได้อีกเื่ตกลงโฆษณาผลิตภัณฑ์ของบริษัท่บ่ายวันนี้ ฉันขอเลื่อนไปสักวันมะรืนนะ”
“ได้ครับยังไงผมจะให้ทุกฝ่ายเข้าประชุมแล้วเสนอแผนงานพร้อมกันอีกทีส่วนตัวนักแสดงก็รอดูจากสตอรีบอร์ดที่เอเจนซี่เสนอมาให้นะครับ รอบที่แล้วขอแก้ไปนิดหน่อย...เพราะผมอยากจะให้มันเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่อีกทางหนึ่งจะได้ทาร์เกทลูกค้าเพิ่มขึ้น”
“อันนั้นแกจัดการไปแต่ฉันขอเป็คนตัดสินใจเลือกนักแสดง”
“ได้ครับ”
เมื่อคุยเื่งานเสร็จดีน่าจึงเอ่ยทัก “ว่าแต่ทำไมแกยังไม่ผูกเนกไทให้เรียบร้อยละ ถือเอาไว้ทำไม”
เขายิ้มพราวที่มุมปากไม่ยอมตอบ จนกระทั่งเสียงเล็กเจื้อยแจ้วดังมาก่อนตัวจากชั้นบน พอทุกคนเงยขึ้นมองจึงเห็นคุณแม่ยังสาวกำลังจูงมือเด็กชายลงมาจากบันได
“มะคืนดีเดย์ฝันสนุกมากเลยค้าบแม่”
“เหรอจ๊ะฝันว่าอะไรน้า”
“ฝันว่ามีหมีตัวใหญ่กำลังต่อสู้กับปีศาจแล้วก็ชนะด้วยค้าบ”
คุณย่าได้ยินก็ร่วมวงสนทนาตอนที่เด็กชายวิ่งมาประจบ “ปีศาจอะไรจ๊ะเด็กดื้อ”
เด็กชายหันมาทางเดวิด“ปีศาจหน้าเหมือนคุณลุงหน้าดุเลยค้าบ”
ทุกคนหัวเราะกันครืนมีเพียงแต่คนถูกเอ่ยเปรียบว่าเป็ ‘ปีศาจ’ หน้างอขึ้นมา เขาจึงถามแก้เก้อ “แล้วทำไมปีศาจถึงแพ้หมีตัวใหญ่ละครับ”
“ก็ดีเดย์มีดาบวิเศษค้าบดีเดย์เข้าไปช่วยแม่หมีตัวใหญ่”
จินตนาการเด็กหนอเด็ก...ฟังแล้วก็ทะแม่ง...นี่เผลอๆอาจคิดว่าเขานั่นแหละคือปีศาจและคุณแม่แสนสวยคือแม่หมีตัวใหญ่ ส่วนตัวเองเป็อัศวินน้อย
เด็กชายยังคงคุยเจื้อยแจ้วแต่เขาอยากคุยกับแม่หมีตรงหน้ามากกว่า
ลักษมีสวมชุดแพทเทิร์นเดิมแต่เขากลับหงุดหงิดเมื่อเสื้อเนื้อบางสีแดงตัวในทำไมมันคว้านคอจนลึกเห็นเนินอิ่มตรงกลางเนียนละเอียด จนแอบเผลอคิดถึงรสชาติการดูดดุนเมื่อคืนนี้
“คุณ”
เธอเหลือบตามอง...ยิ้มบางๆทำเป็หยิ่ง ทั้งที่เมื่อคืนนี้เขาแกล้งงอน แต่ก็ไร้ผล...ไม่มีมาง้อเขาสักแอะที่ปล่อยให้เขาตกค้างขาดตอนทั้งที่อาวุธั์ของเขาพร้อมรบจนตั้งโด่ไปค่อนคืน
จู่ๆเธอมาทำเป็งอนเขาตอนเช้านี้ได้อย่างไรกัน!
“ว่าไงคะ”
เขาจึงยื่นเนกไทในมือให้เธอดู“ช่วยผูกให้ผมที”
แล้วเขาก็ลุกขึ้นยืนไม่สนสายตาของผู้ใหญ่สองเด็กหนึ่งที่ต่างมองมายังเขาเป็ตาเดียว...ก็เขาจะอ้อนเมีย...ทำไมละเธอจึงตัดความรำคาญใจ คว้าเนกไทไปถือไว้ แล้วก็จัดการผูกไปที่คอของเขาแต่ดูเอาเถอะ เล่นดึงปมซะแน่นเหมือนจะรัดคอ จนเขาต้องกระแอมไอ
“หึหึคิดจะผูกคอผมรึไง”
ทว่าเธอยกมือป้องปากมีจริตจะก้านขึ้นมา“ตายละ ฉันเผลอไปนิดเดียว”
แต่ดูเด็กน้อยนั่นปะไรผสมโรงเื่จริงกับฝันเป็ตุเป็ตะ “มามี๊ค้าบ เดี๋ยวปีศาจชักกะแด๊กนะค้าบ”
หลังจากนั้นทุกคนก็หัวเราะกันเอิ๊กอ๊ากแต่คนโดนรุมอย่างเขานี่สิ ชักหงุดหงิดชอบกล...จึงตัดบท ด้วยการย่อตัวลงกับพื้นยกแขนสองข้างไปทางเด็กชายตัวน้อย
“ดีเดย์ครับคุณลุงจะไปทำงานละนะ” แล้วเขาก็ทำเสียงแง๊วๆอ้อนเด็กโดยไม่รู้ตัว“มาให้คุณลุงหอมแก้มหน่อยสิครับ จะได้มีแรงไปทำงาน”
เด็กชายมีความลังเลเล็กน้อยพอหลายคนพยักหน้ารับ ก็เลยะโลงจากโซฟา ปราดมาถึงตัวเดวิด หอมแก้มซ้ายขวาดังฟอดเต็มแรงเดวิดจึงหอมแก้มนุ่มๆกลับคืนบ้าง
“ดีเดย์หอมไปตั้งหลายทีแบบนี้คุณลุงหน้าดุก็จามีแรงเยอะๆ แล้วก็จาได้หล่อๆน้าค้าบ”
“ทำไมครับ ตอนนี้คุณลุงไม่หล่อเหรอ”
“ไม่”พูดแล้วก็คิดอีก “เอ่อ หมายถึงหล่อค้าบแต่สู้ดีเดย์ม่ายด้าย”
แล้วเด็กชายก็หนีไปหอมแก้มคุณแม่คนสวย“มามี๊กลับมาบ้านไวๆนะค้าบ”
เขาก็เลยกระเซ้าลักษมีบ้าง
“อยากหอมแก้มแม่หมีบ้างจังเลย”
เธอจึงบิดปากคว่ำหันไปบอกลูกชาย “คุณแม่ไปทำงานก่อนนะลูก”
เด็กชายรับคำแล้วก็หันไปฝอยกับคุณย่าสนุกปาก “เมื่อคืนดีเดย์ฝันเห็นหมีตัวใหญ่มากดีเดย์จะวาดอวดคุณย่าค้าบเดี๋ยวไปเอากระดาษกับสีก่อนนะค้าบ”
พอเด็กน้อยวิ่งปรู๊ดไปเดวิดจึงเดินนำลักษมีไปที่โรงรถ
“เดี๋ยวคุณไปรถคันเดียวกับผม”
“ทำไมคะ?”
“ไปทางเดียวกันนโยบายช่วยชาติประหยัดน้ำมันไงคุณ”
“ให้ฉันไปพร้อมคุณไม่กลัวจะตกเป็ขี้ปากคนอื่นเหรอคะ”
“ช่างหัวคนพวกนั้นสิก็คุณเมียผม”
เป็อันว่า...ชั่วโมงนี้เดวิดพร้อมจะเปิดตัว ‘เมีย’
ที่สำคัญ เขาหวงเมียมาก!!
//////////////////////////////////////////////
เมื่อเด็กชายตัวน้อยกำลังเห่อการวาดภาพความฝันตัวเองลงในกระดาษวาดรูปมือจับดินสอขีดๆไปตามจินตนาการปู่กับย่าก็เลยหันมาคุยกันถึงแผนการบางอย่างที่วันชัยบอกกับเมียเอาไว้
“แล้วเื่นายภีมนั่นคุณแน่ใจเหรอคะ”
ฝ่ายสามีจึงยิ้มมุมปาก“เอาน่า คนอย่างลูกเรามันต้องได้รับบทเรียนซะบ้าง...แล้วนายภีมก็เต็มใจ...คุณเองก็รู้นี่นาว่าจริงๆแล้วเื่ระหว่างลูกสะใภ้เรากับนายภีมคืออะไรไม่ต้องกังวลเื่ชู้สาวหรอก ไม่อย่างนั้นสามปีที่ผ่านมาป่านนี้หนูหมีตกลงปลงใจเป็เมียนายภีมไปละ”
ทว่าสีหน้าดีน่าก็ไม่คลายกังวล
“ฉันกลัวมันจะบานปลายน่ะสิคุณ”
“เื่เท่าขี้ผงน่าผมมั่นใจว่าลูกเรารับมือได้ ก็แค่ปวดหัวนิดหน่อย”
ทว่าบทสนทนานั้นจบลงเมื่อเด็กชายลุกขึ้นหยิบกระดาษที่มีภาพวาดมาอวด วันชัยมองแล้วก็อมยิ้มแก้มตุ่ยถามไปที่ลายเส้นขยุกขยิกตัวใหญ่มีเขาโง้งสองข้าง
“นี่ตัวอะไรน่ะลูก”
“ปีศาจค้าบคุณปู่เดี๋ยวดีเดย์จะลงสีแดง ลูกกะตาดำๆ”
“แล้วตัวนั้นละ”
“อันนั้นหมีตัวใหญ่ค้าบ”
คุณปู่หัวเราะร่าก็เด็กชายเล่นวาดหมีตัวใหญ่แต่ดูยังไงก็เป็หมีตัวเมีย...มีวิกผมยาวนุ่งกระโปรงอีกต่างหาก จนคุณย่าต้องขอมาดูบ้าง
“เก่งจังลูก...แล้วคนตัวเล็กๆมีดาบในมือนี่ละใช่ดีเดย์ไหมจ๊ะ”
“เย้ๆๆคุณย่าก็เก่งมากกกกคร้าบบบ รู้ด้วยว่าดีเดย์คือคนไหน”
ปู่กับย่าต่างสบตากัน...ดีเดย์เป็เด็กน่ารักขนาดนี้จะไม่หลงรักได้อย่างไร
////////////////////////////////////////////
กว่าเดวิดจะเข้าบริษัทเขาขับรถพาเธอไปนั่งดื่มกาแฟที่คาเฟ่ใกล้ๆอย่างใจเย็นทำให้เธอหงุดหงิดที่เขาแกล้งถ่วงเวลาอย่างไม่รู้ต้นสายปลายเหตุพอออกจากที่นั่นขึ้นมาบนรถ เธอก็เลยบ่นเขาอย่างไม่พอใจ
“ฉันเข้างานสายแบบนี้มันดูไม่ดีนะคะบอส”
“เรียกบอส ห่างเหินจัง”
“จะให้ฉันเรียกอะไรคะ”
“เรียกที่รัก ได้ไหมละคุณ”
เธอก็เลยกอดอกหน้าไม่รับแขกจนรถแล่นไปที่ลานจอดรถในตึก...สายตาของเหล่าพนักงานทั้งบริษัทเดียวกันและบริษัทอื่นที่เช่าพื้นที่ในตึก ซึ่งพอรู้จักมักจี่ต่างมองมาที่เธออย่างสงสัยเพราะข่าวลือสามปีก่อนหน้านี้มันดังเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่งเพราะมันคือไฟจากปากมนุษย์
เธอเชื่อว่าต้องมีคนพูดถึงเธอในทางลบ
กระทั่งเดวิดเข้าไปในลิฟต์ลักษมีก็บ่น “คุณช่วยยืนห่างๆฉันหน่อยสิคะ ดูสายตาที่ทุกคนมองมาสิ”
“แคร์อะไรผัวกับเมียมาทำงานด้วยกัน”
“แต่คนอื่นเขาอาจไม่ได้คิดแบบนั้น”
“คุณไม่จำเป็ต้องแคร์คนทั้งโลก”
“แต่ฉัน...ฉันไม่ชอบให้ใครมองด้วยสายตาแบบนั้น”
“ถ้าคุณไม่เคยทำเื่แย่ๆอย่างที่พวกปากเสียมันเอาไปนินทาคุณก็ต้องมองข้าม...เพราะว่าเราไม่สามารถไปป่าวประกาศบอกให้ทุกคนรู้ได้ว่าความจริงคืออะไร”
“แต่ยังไงก็อย่ายืนตัวติดกันขนาดนี้ได้ไหมคะ”
เขายิ่งขยับไปใกล้เมื่อเธอสั่งห้าม
“ยิ่งใกล้แปลว่ายิ่งหวง เข้าใจตรงกันนะ”
เดวิดไม่สนโลก...กระทั่งออกมาจากลิฟต์เมื่อมองไปยังบริเวณหน้าห้องทำงานของเขา ทำให้ต้องขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัยที่จู่ๆก็มีโต๊ะชุดใหม่มาวางแทนที่ว่างโต๊ะเลขาฯส่วนตัวซึ่งถูกย้ายเข้าไปในห้องทำงานของเขาเมื่อวานนี้
ชุลีพร ซึ่งเป็พนักงานคนหนึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะนั้นพอเห็นเขาก็ลุกขึ้นสวัสดี
“ทำไมคุณชุย้ายมานั่งตรงนี้ครับ”
ชุลีพรจึงรีบรายงาน“ท่านประธานโทร.มาสั่งกับดิฉันเอาไว้ค่ะว่าให้ย้ายโต๊ะมานั่งหน้าห้องแทน...ส่วนโต๊ะคุณลักษมีก็อยู่ในห้องบอสตามเดิมค่ะ”
เขาจึงคิด...พ่อเขานี่แหละต้องเรียกว่า ‘ลาสบอส’ ของแท้
เอาเข้าจริงท่านประธานวันชัย เป็คนสั่งการทุกอย่าง!
“แล้วประธานให้เธอมาทำตำแหน่งอะไร”
“ท่านประธานบอกว่าให้เป็ผู้ช่วยคุณลักษมีอีกทีค่ะ”
“อ้อ เลขาฯของเลขาฯอีกทีงั้นสินะ”
พอเข้าใจบ้างละ...พ่อเขาเป็ผู้อยู่เื้ัทั้งหมดในการที่ลักษมีกลับมาทำงานที่นี่...แม้จะต้องส่ายหัวกับความเผด็จการของบิดาที่ยื่นมือมา...แต่ก็นึกขอบคุณท่านอยู่ในใจถ้าไม่ได้พ่อกับแม่ของเขาเป็คนสานสัมพันธ์ที่ลุ่มๆดอนๆของเขากับลักษมีเอาไว้ไม่รู้ป่านนี้เขาจะมีโอกาสได้แก้ตัวอีกไหม
ทว่าเขายังไม่ทันเดินเข้าห้องชุลีพรก็ร้องทัก
“บอสคะ”
“ว่าไง”
“มีคนมารอพบบอสกับคุณลักษมีค่ะ”
เขาหันไปมองหน้าเมียคนสวยลักษมีจึงถามชุลีพร
“ใครเหรอคะถึงมาหาทั้งฉัน ทั้งบอส”
แล้วบอสผู้ที่จู่ๆก็คันตายิบๆข้างขวาอีกก็เอ่ยเสียงเข้มเมื่อมองนาฬิกาข้อมือ...สายนี้ก็ไม่ได้มีนัดพบลูกค้าที่ไหน...แถมคนที่มาพบยังมาหาทั้งเขาและเมียของเขา
“ตกลงใครมากัน คุณชุ”
ชุลีพรจึงตอบเสียงอ่อย ไม่กล้าสบตาคนถามนัก “คุณภีมค่ะ”
เดวิดก้าวปราดเดียวถึงประตูเปิดกว้างด้วยความไม่สบอารมณ์จู่ๆหมอนั่นก็มาเหยียบถึงถิ่น...พอตวัดตามองเห็นเ้าของชื่อนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟารับแขกในห้องทำงาน พลังงานแห่งความเหม็นขี้หน้าก็ลอยฟุ้งอยู่กลางอากาศเพราะว่าบัดนี้เสือสองตัวอยู่ในห้องเดียวกันแล้ว!
/////////////////////////////////////จบบทที่ 8