บทที่ ยี่สิบสี่
ลอบโจมตี
วันที่จะต้องออกเดินทางไปเที่ยวชมเมืองกับราชวงศ์ของแคว้นมู่ก่านเมื่อแต่งกายเสร็จเรียบร้อย ฟ่านหนิงก้าวขึ้นรถม้าที่จัดเตรียมไว้ตรงหน้าจวนคณะทูตจางไป๋ซินกับเฟิงซวนยังคอยติดตามอย่างไม่ห่าง รถม้าขับเคลื่อนสู่เขตวังหลวง ลมยามเช้าโชยอ่อนพัดชายผ้าม่านคลุมหน้าต่างรถม้าไหวไปมา
ประตูวังหลวงเปิดกว้างต้อนรับ เมื่อฟ่านหนิงเดินเข้ามานางกำนัลในวังต่างก้มศีรษะทำความเคารพ นางก้าวผ่านลานหินขาวเข้าสู่ตำหนักรับรอง ก่อนที่จะได้พบกับเหล่าเชื้อพระวงศ์ของแคว้นมู่ก่านอีกครั้งหลังจากสองวันก่อน
องค์หญิงสอง...หลิวเหม่ยปรากฏกายในชุดสีม่วงอ่อนปักดอกโบตั๋น นางมีท่วงท่าสง่างาม แววตาอบอุ่นเมื่อทอดมองผู้คนส่วนองค์หญิงสี่...หลิวเจียว กลับต่างไปโดยสิ้นเชิง นางสวมอาภรณ์สีเขียวสดใสลวดลายไม้ไผ่ประดับทั่วทั้งชุดท่าทางคล่องแคล่วร่าเริงยังไม่สงบนิ่งเช่นพี่สาวอาจจะเพราะยังไม่ถึงวัยปักปิ่นซึ่งองค์หญิงทั้งสองพระองค์นี้เคยพบกันที่งานเลี้ยงต้อนรับและได้พูดคุยกันไปบ้างแล้ว
องค์หญิงสี่จึงเป็ฝ่ายเอ่ยคำทักทายเสียงใสั้แ่ยังไม่ทันถึงระยะสามก้าว“คุณหนูฟ่าน!วันนี้งามเหลือเกินสีเหลืองปักลายเช่นนี้ทำให้ท่านดูราวกับเทพธิดาบุปผาเลยทีเดียว”
ฟ่านหนิงยกชายกระโปรงเล็กน้อยโค้งกายลง “องค์หญิงสี่กล่าวชมเกินไปแล้วเพคะหากกล่าวว่างาม หม่อมฉันเห็นว่าสีเขียวสดใสขององค์หญิงสี่ต่างหากที่คือเทพธิดาแมกไม้”
องค์หญิงสี่ที่อายุน้อยที่สุดในการเดินทางตามกำหนดการวันนี้หัวเราะชอบใจคำยกยอของฟ่านหนิงนักเดินมาคล้องแขนอีกฝ่ายอย่างสนิทสนม “เ้าพูดดีนัก ข้าชอบเ้า!”
องค์หญิงสองเห็นภาพความร่าเริงก็พลันยกยิ้มเดินตามเข้ามาแล้วยกมือมาประคองมือฟ่านหนิงไว้ “วันนี้พวกเรามีคุณหนูฟ่านร่วมทางคอยช่วยปรามความซนขององค์หญิงสี่ ข้าคิดว่าการออกไปชมเมืองคงสนุกกว่าทุกครั้งแน่”
สิ้นคำขององค์หญิงสองไม่นานองค์ชายสาม...หลิวหรงก็ก้าวเข้ามาในห้องโถง เขาสวมอาภรณ์สีเทาเงินคลุมทับด้วยผ้าไหมลายัเล่นเมฆ่เอวแขวนหยกประจำกาย รูปร่างสูงโปร่งสง่างามแววตาเมื่อทอดมองเหล่าสตรีทั้งสามก็องอาจเป็ประกายเช่นผู้เพิ่งเข้าวัยหนุ่ม
“วันนี้ข้าอาสาดูแลคุ้มกันพวกเ้าเอง” คำพูดฟังจริงจังทว่ารอยยิ้มบนริมฝีปากทำให้บรรยากาศผ่อนคลาย
ฟ่านหนิงยกมือคารวะเล็กน้อย “มีองค์ชายสามร่วมด้วยเช่นนั้นวันนี้พวกเราย่อมไม่เกิดเื่ไม่คาดฝัน” วาจาว่าเช่นนั้นแต่ความคิดสวนทางปลอดภัยจริงหรือไม่ก็ต้องดูกันอีกที
หลังจากทำความเคารพและทักทายกันแล้ว คณะเล็กๆ ก็ออกเดินทางจุดหมายแรกคือทะเลสาบิเยว่หูทะเลสาบกว้างใหญ่เบื้องหน้าใสสะท้อนแสงอาทิตย์ราวกระจกเงารอบด้านรายล้อมด้วยต้นหลิวเรียงราย แ่ไหวตามแรงลมด้านหลังทะเลสาบคือทิวเขาซ้อนสลับหลายลูกสูงต่ำตระการตากลุ่มเมฆขาวลอยอ้อยอิ่งปกคลุมยอดเขา ราวกับภาพวาดที่มีชีวิต
เหล่าสตรีกางร่มผ้าแพรสีสดเพื่อกันแดดเดินทอดน่องไปตามทางหินริมฝั่งทะเลสาบ พลางชมธรรมชาติด้วยกัน
“เสียดายที่ต้องมาตอนกลางวันทั้งที่ที่นี่ขึ้นชื่อความงามเวลากลางคืนข้าอยากให้คุณหนูฟ่านได้กลับมาอีกครั้งจริง”องค์หญิงสองหลิวเหม่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สะท้อนถึงความเสียดายจากใจจริง
“ใช่ๆที่นี่เวลากลางคืน ยิ่งคืนที่พระจันทร์เต็มดวงเหมือนว่ามีพระจันทร์สองดวงเลยทีเดียวงดงามสบายตาเป็ที่สุด ไว้คุณหนูฟ่านกลับมาอีกนะ” องค์หญิงสี่เอ่ยเสียงใสฟ่านหนิงจึงก้มหน้ารับจากนั้นเด็กสาวก็เหลือบตามองรอบกายก่อนจะคิดบางอย่างขึ้นมาได้ “พี่สามเ้าคะสถานที่งดงามเพียงนี้มิลองแต่งกลอนให้พวกเราฟังสักบท”
หลิวหรงหัวเราะในลำคอเล็กน้อยกับคำขอของน้องสาวหากแต่เขาก็ไม่ปฏิเสธ ร่างสูงสง่ากวาดตามองฟ้า น้ำ และูเารอบกายคล้ายกำลังครุ่นคิดหาคำเหมาะสมอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยบทกลอนออกมาด้วยเสียงทุ้มชัด
“เมฆคลอเขาน้ำใสสะท้อนฟ้า
กิ่งหลิวเอนร่ายรำในสายลม
ภาพงามฉายจับจ้องตาวันหวนคืน
มิอาจดับคะนึงถึงหนึ่งในใจ”
บทกลอนจบลง บรรยากาศรอบกายเหมือนเงียบงันไปชั่วขณะก่อนเสียงหัวเราะเบาๆ และการตบมือดังขึ้นพร้อมกัน
องค์หญิงสี่ที่ตบมือไปด้วยตาหยีด้วยรอยยิ้มพลางชื่นชมพี่ชายตนเอง“พี่สามเก่งที่สุด!เวลาสั้นๆ เพียงเช่นนี้ยังแต่งกลอนได้ตั้งสี่ประโยคทั้งยังจับใจยิ่งนักเ้าค่ะ”
องค์หญิงสองเอ่ยเสริม “นั้นสิน้องชายข้าแต่งบทกลอนเก่งถึงขนาดนี้แต่ไม่น่าเชื่อเลยว่าผู้ที่ยังไม่มีคู่หมั้นคู่หมายจะแต่งกลอนความรักได้ข้าต้องทูลเสด็จพ่อให้เตรียมหาคู่หมายให้เสียแล้ว”
หลิวหรงหัวเราะเสียงดังขึ้นเล็กน้อย สายตาทอประกายขี้เล่น “พี่หญิงอย่าเย้าแหย่ข้าเลย อย่ารีบหาคู่ให้ข้าเลยข้าแต่งกลอนเลียนแบบอย่างที่นักกวีมักประพันธ์กันเท่านั้น ไม่ได้คิดอะไรเลยจริงๆ”
ฟ่านหนิงพยักหน้าเอ่ยคล้อยตามไปกับวงสนทนา “หากใครได้เป็คู่ขององค์ชายสาม คงต้องมีวาสนามากทีเดียว”
“พูดเช่นนี้คุณหนูฟ่านเล่ามีคู่หมายหรือยัง” หลิวเจียวโพล่งถามอย่างคะนอง ทำเอาฟ่านหนิงชะงักเล็กน้อยแต่ก็รีบตอบกลับด้วยท่าทางนิ่งเรียบ
“มิกล้าเพคะหม่อมฉันเพียงกล่าวอย่างไร้การไตร่ตรอง”
หลิวเหม่ยรีบก้าวเข้ามากล่าวก่อนที่เื่จะทำให้บรรยากาศเสีย“คนที่พูดไม่ไตร่ตรองคือองค์หญิงสี่ผู้นี้ต่างหากพูดเช่นนี้ได้อย่างไร” แล้วนางก็เคาะหน้าผากของน้องสาวสองครั้งเป็การตักเตือน
จากนั้นจึงเกิดเสียงหัวเราะดังครืนจากกลุ่มผู้สูงศักดิ์แล้วขบวนเล็กๆ ก็พากันเดินชมทิวทัศน์ต่อโดยพูดคุยกันไม่ขาดสายไปด้วย
โดยมักจะเป็ฟ่านหนิงที่มักจะตอบคำถามและเล่าเื่แคว้นต้าหลิงเฉิงให้เชื้อพระวงศ์ทั้งสามฟังเป็การทำหน้าที่ที่นางถูกสั่งมาแต่ต้น จนทำให้ต้องถูกพามากับคณะทูตซึ่งก็คือการแลกเปลี่ยนเื่ราวศิลปวัฒนธรรมและวิถีชีวิตความแตกต่างและเหมือนกันของทั้งสองแคว้น หรือบอกเล่าแม้กระทั่งรสชาติชาและขนมที่นิยมในเมืองหลวงบรรยากาศตลอดการชมทะเลสาบจึงครึกครื้นอย่างยิ่ง
หลังจากใช้เวลาอยู่ที่ิเยว่หูครู่ใหญ่ทั้งหมดจึงทยอยกันกลับออกจากลานหินอีกฝั่งของริมทะเลสาบ่เวลาที่แสงอาทิตย์สายสาดต้องผืนน้ำระยิบระยับดั่งกระจก งดงามแต่ก็รุนแรงจนตาพร่า
ฟ่านหนิงก้าวตามคณะแต่ทุกฝีก้าวเต็มไปด้วยการคิดคำนึงใจยังคงเฝ้าเตือนตน หากตอนนี้เดินตามกำหนดการเดิมจะต้องไปสู่จุดที่อันตรายในที่สุดเพราะที่ต่อไปการเข้าชมตัวเมือง ในชาติก่อนเคยเป็ที่เกิดเหตุซุ่มโจมตี
ครั้นคณะเดินไปใกล้ถึงลานจอดรถม้า ฟ่านหนิงที่ยกมือประคองร่มผ้าแพรพลางเอ่ยเสียงเรียบ“ช่างน่าเสียดายที่กำหนดการวันนี้มิได้มีไปชมทิวทัศน์เมืองจากที่สูงหม่อมฉันคิดว่าหากได้มองเมืองทั้งเมืองจากมุมสูง คงงดงามมิใช่น้อยเช่นกัน”
น้ำเสียงนั้นแฝงไว้ด้วยความเสียดายแต่ก็เหมือนเพียงเอ่ยตามอารมณ์ไม่ได้คิดมาก แต่แท้จริงเป็การหยั่งเชิงหาทางเลี่ยงกำหนดการอันตรายต่างหาก
องค์ชายสามได้ยินก็ก้าวเดินช้าลงหันมามองนางด้วยแววตาพินิจครู่หนึ่งก่อนเอ่ยตอบ “ความจริงแล้วแคว้นมู่ก่านก็มีสถานที่หนึ่งเหมาะแก่การชมเมืองจากเบื้องสูงอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก เพียงแต่หากแวะที่นั่น กำหนดการเดิมอาจไม่อาจทำได้ครบถ้วน”
คำพูดยังไม่ทันขาดเสียงองค์หญิงสองหลิวเหม่ยก็ยกยิ้มอ่อนโยนเสริมขึ้นมา “กำหนดการนี้ตั้งขึ้นเพื่อให้แขกเมืองอย่างคุณหนูฟ่านไม่ใช่หรือและการให้ทูตได้ชมทิวทัศน์ที่ประสงค์น่าจะสำคัญกว่า” หลิวเหม่ยชะงักวาจาหันมองน้องๆว่าเห็นด้วยหรือไม่ พอไม่มีเสียงค้านก็กล่าวต่อ “เช่นนั้นหากคุณหนูฟ่านประสงค์ก็เลือกเถิดว่าจะอยากไปที่ใดบ้าง”
ฟ่านหนิงสบโอกาสที่ไม่คิดว่าจะได้ง่ายๆ เช่นนี้ก็ยกยิ้มบางแววตาฉายประกายคลายกังวล “เช่นนั้นหม่อมฉันขอเสนอว่าบางทีเราอาจสลับจากการลงไปเดินชมตัวเมืองเปลี่ยนเป็การมองจาก้าแทนก็ได้เพคะ เป็อีกความงามที่แตกต่างออกไป”
หลิวหรงริมฝีปากโค้งขึ้นน้อยๆ “ในเมื่อคุณหนูฟ่านอยากชมข้าก็จะจัดกำหนดการให้ใหม่ เปลี่ยนสถานที่ตามนั้นเถิด ที่ว่าคือ โค่วเฉียนซานเขาลูกนั้นห่างจากที่นี่ราวหนึ่งชั่วยาม บนยอดเขาสามารถมองเห็นเมืองทั้งเมืองทอดตัวอยู่เบื้องล่างงดงามราวภาพวาด”
“ฟังดูน่าสนใจยิ่งนักพี่สาม! ข้าก็ไม่เคยไป เราไปที่นั่นกันเถอะ” หลิวเจียวเอ่ยเสียงใสช่วยเสริมพลางหมุนร่มในมือเล่นแววตาเปล่งประกายตื่นเต้น
คณะเล็กๆ จึงตกลงเปลี่ยนแผนทันทีขบวนรถม้าเคลื่อนไปตามเส้นทางขึ้นเขาที่หลิวหรงแนะนำ เส้นทางแม้เป็ทางขึ้นเขาแต่กลับกว้างและเรียบกว่าที่คิด ราวกับถูกผู้คนใช้ขึ้นลงอยู่เสมอสองข้างทางมีเสียงต้นสนพัดเรียงรายคลอไปกับสายลม
ฟ่านหนิงที่นั่งในรถม้าเท้าแขนมองออกไปนอกหน้าต่างภาวนาให้เส้นทางที่เปลี่ยนไปก็จะส่งผลให้เหตุการณ์เปลี่ยนตาม บางทีครานี้อาจจะไม่มีการซุ่มโจมตี
เมื่อเวลาล่วงไปเกือบหนึ่งชั่วยาม ขบวนก็มาถึงโค่วเฉียนซานท้องฟ้าเบื้องบนเปิดโล่ง เมฆขาวลอยละล่องเหนือยอดไม้ เสียงนกก้องกังวานอยู่ไกลๆขบวนรถม้าจึงหยุด เบื้องหน้าคือทางเดินหินที่ทอดขึ้นสู่ยอดเขาเป็เส้นทางคดเคี้ยวประมาณหนึ่งจนรถม้าขึ้นไม่ได้ต้องเดินเท้าอีกพักหนึ่ง
องค์หญิงสองลงรถม้าก็ก้าวออกมายืนรอด้านข้างพลางมองสำรวจสถานที่ตามมาด้วยองค์หญิงสี่ที่ตื่นเต้นจนไม่เก็บกิริยาะโโลดเต้นดั่งเด็กน้อยที่ออกท่องเที่ยวครั้งแรก ส่วนฟ่านหนิงที่ยังคงนิ่งหัวใจเริ่มคล้ายยกูเาออกจากอกเพราะทุกอย่างที่นี่เงียบสงบนักคงจะไม่มีเหตุการณ์อะไรแล้ว
จากนั้นนางจึงเหลือบมองหลิวหรงซึ่งเดินนำไปข้างหน้าสั่งการองครักษ์ที่ติดตามมาให้กระจายตัวตรวจสอบและรักษาความปลอดภัยตลอดทางเดิน นางพลันโล่งใจบางทีการเดินทางครั้งนี้อาจไม่เกิดเหตุร้าย
หากแต่ใครเล่าจะล่วงรู้ได้ว่าต่อให้ฟ่านหนิงสามารถเปลี่ยนเส้นทางกะทันหันเหตุการณ์บางอย่างที่ฟ้าได้กำหนดไว้ก็ยังมิอาจหลบเลี่ยงได้หลังจากรถม้าหยุดลงที่เชิงเขาทั้งคณะจึงลงจากรถม้าเพื่อเริ่มต้นเดินเท้าต่อไป เพราะหนทางข้างหน้าคดเคี้ยวแคบชัน
แสงแดดสาดลงผ่านพุ่มสนสูงเรียงราย ขณะที่เสียงรองเท้ากระทบกับกรวดหินใต้เท้าคล้ายบอกว่าหนทางกำลังจะยากขึ้นทว่าทุกคนยังมีท่าทีสบายใจ เพราะคิดว่าเพียงแค่เดินขึ้นชมทิวทัศน์เท่านั้น
แต่แล้ว...เสียงหวีดหวิวของลูกธนูกลับดังแหวกอากาศมาเสียก่อนจะทันตั้งตัวลูกธนูดอกหนึ่งพุ่งปักลงที่ลำต้นไม้ใหญ่ตรงหน้าแรงกระแทกจนเปลือกไม้แตกกระจายเพราะพลาดเป้าแต่ก็มีธนูตามมาติดๆพุ่งเข้าใส่คณะยังดีที่ถูกองครักษ์ไหวตัวทันใช้กระบี่ปัดออกได้ก่อนองค์หญิงสี่หลิวเจียว ถึงกับร้องอุทานใเฮือกถอยหลัง ก่อนที่เงาร่างสีดำหลายสายจะทะยานออกมาจากพุ่มไม้หนาทั้งสองด้าน
“พวกเฮยตู!” องครักษ์คนหนึ่งตวาดเสียงต่ำทันที พลางชักกระบี่ออกจากฝักโลหะวาววับสะท้อนแดดยามบ่าย
เสียงโลหะปะทะกันดังขึ้นแทบจะในทันใด ฟันแทง ปัดป้องและเสียงร้องคำรามผสมกันอื้ออึง สายลับจากแคว้นเฮยตูปรากฏตัวนับสิบพุ่งเข้าหาคณะอย่างดุดันองครักษ์ของหลิวหรงกับเหล่าองค์หญิงก็ต่างตั้งขบวนขึ้นป้องกันหอกสั้นและดาบยาวตวัดวูบวาบจนแสงสะท้อนเข้าตา
ฟ่านหนิงก้าวถอยหลังกระชับร่มในมือแน่นที่ถือติดมือมาเพราะคิดว่าอาจจะต้องใช้เมื่ออยู่บนเขาแต่ใบหน้างามไม่ได้ตื่นตระหนกนางหันไปทางองค์หญิงสองและองค์หญิงสี่ที่คล้ายจะคุมสติจะไม่อยู่แล้ว
“รีบกลับไปที่รถม้าเถอะ!”
“กลับไปที่รถม้าก่อน”
สองเสียงหันมาเอ่ยพร้อมกันฟ่านหนิงลั่นวาจาแทบจะเกือบเวลาเดียวกันกับองค์ชายสามหลิวหรงจึงหันไปมองสตรีที่ยังคุมตัวเองได้ดีแม้จะเกิดเหตุการณ์ซุ่มโจมตีกะทันหันเช่นนี้อย่างแปลกใจ
สององค์หญิงแม้ใจเต้นแรงราวกลองศึกแต่ก็รีบพยักหน้ารับฟ่านหนิงคว้ามือสตรีสูงศักดิ์ทั้งสองมาไม่ให้ห่างตัวและให้เดินไปด้วยกันเหตุผลไม่ใช่จะปกป้องอย่างเดียวเพราะฟ่านหนิงก็้าองครักษ์ขององค์หญิงทั้งสองให้ปกป้องนางเช่นกันจางไป๋ซินที่ตามมาคนเดียวจะพอได้อย่างไรฉะนั้นนางจึงไม่สามารถออกนอกอาณาเขตอารักขาได้
ทั้งสามรีบสาวเท้าถอยกลับโดยมีองครักษ์อีกส่วนหนึ่งกันไว้ข้างกายฟ่านหนิงจึงคว้าแขนเสื้อหลิวเจียวให้ก้าวเท้าเร็วขึ้นเพราะหลายครั้งที่เด็กสาวก็ใจนก้าวขาไม่ออกขณะที่ด้านหลังเสียงดาบฟาดฟันดังต่อเนื่องไม่ขาด
เมื่อมาถึงใกล้ลานจอดรถม้าฟ่านหนิงถึงปล่อยองค์หญิงทั้งสองแล้วรีบชี้ให้ทั้งสองกลับขึ้นรถม้าพวกนางเพราะเฟิงซวนที่ก่อนนี้คอยอยู่เฝ้าที่รถม้าตามสมทบข้างกายนางแล้วเฟิงซวนที่ออกมาก็ไปร่วมต่อสู้กับสายลับจากเฮยตูกับเหล่าองครักษ์ทันทีฟ่านหนิงจึงหันมาสั่งจางไป๋ซินขณะที่กำลังขึ้นรถม้า “เ้าจงอยู่ช่วยเฟิงซวนสู้ด้านนอกเถอะ”
“จะดีหรือเ้าคะ!?” จางไป๋ซินตอบทันทีเพราะคิดว่าตนควรอยู่ใกล้คุณหนูใหญ่ไว้จะดีกว่า
“เ้าจะให้เฟิงซวนสู้คนเดียวหรือข้าขึ้นรถม้าได้ก็ปลอดภัยแล้ว”ฟ่านหนิงส่งสายตาเฉียบคมแน่วแน่
ในที่สุดจางไป๋ซินจึงต้องยอมคว้ากระบี่ที่เก็บซ่อนไว้ที่ข้างรถม้าออกมา เพราะสิ่งที่คุณหนูพูดก็เป็ความจริงนางจะปล่อยให้ศิษย์พี่รองต่อสู้อยู่คนเดียวได้อย่างไรหลังส่งนายหญิงขึ้นรถม้าแล้วนางก็หันกลับไปสมทบการต่อสู้กับเฟิงซวน
หลังก้าวเข้าในรถม้านางปิดบานหน้าต่างก่อนอย่างแรกก่อนที่จะกลับมานั่งหอบหายใจแม้จะไม่ได้ตระหนกจนคุมสติไม่อยู่แต่นางก็ยังหัวใจเต้นถี่เพราะความหวาดกลัวจนเมื่อปรับลมหายใจได้แล้วดวงตาจึงจับจ้องทิศทางรอบนอกผ่านม่านทางเข้าที่เปิดแง้มเล็กๆ
นางรออย่างทรมานให้การต่อสู้จบลงโดยองครักษ์จัดการสายลับของเฮยตูได้โดยไม่ต้องที่ใครมาช่วยขณะนั้นนางก็กำกำไลข้อมือแน่น เพราะในกรณีที่สายลับเฮยตูเอาชนะองครักษ์ได้นางจะได้ใช้อาวุธลับที่ซ่อนอยู่ในกำไลเป็การเอาตัวรอดขั้นสุดท้าย
ทว่าระหว่างที่ใจจดจ่อรอชัยชนะเสียงต่อสู้กลับขยับเข้ามาใกล้ขึ้นทุกทีคนร้ายบางส่วนเบนการต่อสู้มาทางขบวนรถม้าทำให้ม้าที่ถูกเสียงอาวุธและการปะทะรบกวนจึงเริ่มกระทืบเท้าซ้ำๆ หัวสะบัดแรงเสียงร้องแหลมเสียดแทงขึ้น
ด้านองครักษ์พยายามผลักการต่อสู้ออกห่างจากรถม้าแต่แล้วหนึ่งในสายลับกลับฟาดกระบี่ใส่ม้าตัวหน้าจนมันใสุดขีดแล้วออกฝีเท้าพุ่งพรวดนำออกไปโดยไม่มีสารถีคุมม้ารถม้าที่ฟ่านหนิงหลบอยู่จึงสะบัดแรงส่ายอย่างไรทิศทางจนในที่สุดก็ไปกระแทกชนเข้ากับรูปปั้นหินริมลานเสียงดังสนั่น
โครงเหล็กที่ยึดรถม้าสั่นะเืจนหลุดขาดม้าสองตัวเตลิดด้วยความใหายไป รถม้าจึงไถลออกจากลานลงสู่เนินลาดชันอย่างบ้าคลั่ง
ด้านนอกเสียงะโลั่น “รถม้าของคุณหนูฟ่านเตลิดไปแล้ว!”
เหล่าองครักษ์ที่กำลังต่อสู้ถึงกับหน้าถอดสีหลิวหรงซึ่งกำลังฟาดกระบี่ใส่ศัตรูหันขวับมาทางเสียงะโ ดวงตาแข็งกร้าวก่อนจะใช้แรงผลักศัตรูออกแล้วพยายามรีบตามรถม้าที่กำลังกลิ้งไปตามทางลาดแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว
ฟ่านหนิงซึ่งอยู่ภายในถูกแรงกระแทกเหวี่ยงจนร่างกระทบผนังไม้ข้างในอย่างแรงความเจ็บแล่นวาบทั่วศีรษะ ร่างเล็กทรุดเอนพิงฝาผนังรถม้าไร้เรี่ยวแรงภาพตรงหน้าพร่ามัว ก่อนสติจะดับวูบลง