“หรือว่าคุณเป็ผู้พิการทางเสียงเหรอคะ?”
???
เอ๊ะ?
“คุณเป็ผู้พิการทางเสียง พูดไม่ได้ใช่ไหมคะ?”
“อ่า… อืม อืม!!!”
พูดออกมาไม่เป็คำเลย! แล้วแบบนี้ผมจะแก้ความเข้าใจผิดนี้ได้ยังไงกัน เริ่มไปกันใหญ่แล้วสิ!
“ที่ยังตอบกันได้แบบนี้ แปลว่ายังได้ยินที่ฉันพูดสินะคะ”
“อ่า… อืมอืม”
ไว้ก่อนก็แล้วกัน ปล่อยให้เข้าใจผิดแบบนี้ไปก่อนก็ได้ อย่างแรกต้องรู้ให้ได้ก่อนว่าเธอมาที่นี่ทำไม เื่การสื่อสารของผมไว้กลับไปแก้ทีหลัง
ว่าแต่จะถามได้ยังไงเนี่ย? ลองแบบนี้แล้วกัน
“อ่า เอ่อ อา อี อี อา ไอ อ่อ”
“อ่อ จะถามว่าฉันมาที่นี่ทำไมใช่ไหมคะ?”
“อืมอืม”
เหมือนเธอจะเข้าใจแฮะ โล่งใจหน่อยที่คุยกันรู้เื่
“พอดีว่าฉันอยากเข้าชมรม ‘นักศึกษาตนเอง’ ค่ะ!”
“อ๊ะ”
หมายความว่าไงกัน อยากเข้าชมรม ‘นักศึกษาตนเอง’ เนี่ยนะ
นับั้แ่ชมรมนี้ถูกสร้างมาเพื่อเป็ห้องส่วนตัวของผมที่ไม่มีใครอยากข้องเกี่ยว แทบจะไม่เคยมีใครมาขอสมัครเลย
มีก็แต่พวกที่เข้าห้องผิด เข้าใจผิดว่าเป็ชมรมคนเก็บตัวห้องข้าง ๆ ที่ผมเคยไปสมัครเพราะคิดว่าอาจเป็พวกเดียวกัน แต่เขาก็ยังไม่รับ
แต่กลับมาสมัครชมรมผม!?
มีโอกาสไหมที่เธอจะเข้าใจผิดเหมือนคนอื่น ๆ ก่อนหน้านี้ แต่เธอก็พูดชื่อชมรมเราออกมาชัดเจน งั้นลองถามย้ำเพื่อความแน่ใจดีกว่า
“อ่า อืม เอ้า อม อม อิด อาว”
“ถามว่าฉันเข้าชมรมผิดหรือเปล่าใช่ไหมคะ? ก่อนหน้านี้ก็พูดไปชัดเจนนะคะ ว่าฉัน้าเข้าชมรม ‘นักศึกษาตนเอง’ ไม่ผิดแน่นอนค่ะ”
ไม่ได้เข้าใจผิดเหรอ…
เอาไงดีล่ะ ทีนี้ผมไม่เคยคิดถึงเื่มีคนอื่นในชมรมเลย ต้องหาวิธีทำอะไรสักอย่างแล้ว
“อุน อัง อ่อน อะ อับ”
“ให้นั่งก่อนสินะคะ ได้ค่ะ แต่เก้าอี้มีแค่ตัวเดียว ให้ฉันยืนก็ได้นะคะ”
“ไอ เอ็น ไอ อับ”
“ขอบคุณนะคะ”
เธอนั่งลงที่เก้าอี้ที่ผมเคยนั่งมาตลอด
ตอนนี้มีคนมาอยู่ในห้องนี้ ตัวเป็ ๆ แล้วสิ ตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูก มือผมสั่นไปหมด
แถมคนที่มายังเป็ผู้หญิงน่ารักมาก ๆ อีกด้วย
ถ้าผมทำอะไรไม่ดีออกไป จะเป็ข่าวลือแย่ ๆ ตามหลังเหมือนครั้งก่อนอีกไหมนะ?
“คุณคะ เป็อะไรหรือเปล่า เห็นอยู่นิ่ง ๆ มาสักพักแล้ว”
“อ่า… อ่า”
“ไม่เป็สินะคะ”
อ่า… ตื่นเต้นเกินไปจนทำอะไรไม่ถูก แบบนี้ต้องตั้งสติ ใจเย็น ๆ ลงก่อน
งั้นลองหันไปมองเธออีกสักครั้ง แล้วสังเกตให้ดีกว่านี้หน่อย
แต่อยู่ ๆ หันไปมองตรง ๆ จะดูแปลกเกินไปไหมนะ
เอ๊ะ… ดูเหมือนจะมีน้ำชาที่เคยซื้อไว้ในห้อง
ชงให้เธอก่อนแล้วกัน จะได้มีข้ออ้างในการหันไปมอง
ดีเลย ดีเลย
“อ่า อ่า อืมอืม อ่า”
“ชาหรือคะ ขอบคุณมากนะคะ”
หว่า… เธอยิ้มน่ารักจังเลย
เหมือนเ้าหญิงที่เคยเห็นในหนังสือการ์ตูน แสงส่องออร่ากระจายไปทั่วห้องเลย
ไม่ว่าจะมองยังไง เธอก็ต้องเป็ลูกคุณหนูจากตระกูลผู้ดีแน่นอน
ท่าทางการนั่งของเธอไม่เหมือนการนั่งแบบสบาย ๆ เลย เหมือนคนที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดี
ท่วงท่าการจิบชา หลังตรง ไม่มีเอียงแม้แต่นิดเดียว ไหล่ผ่อนคลายเหมือนอยู่กลางทุ่งดอกไม้
จับหูถ้วยเบา ๆ ด้วยนิ้วโป้งและนิ้วชี้อย่างสง่างาม ยกชามาจิบทีละนิด เงียบ ๆ แล้ววางลงอย่างนุ่มนวล
ไม่มีแม้แต่เสียงกระทบของแก้วกับจานรอง
เพอร์เฟกต์… เกินไปแล้ว!!!
แต่ก็เหมือนมีบางอย่างแปลก ๆ ทั้งที่สมบูรณ์แบบขนาดนั้นแท้ ๆ
หรือผมอาจจะคิดมากเกินไป เพราะต้องอยู่คนเดียวมาตลอดก็เลยสังเกตท่าทีคนอื่นเก่งกว่าปกติ
ต้องคอยระวังไม่ให้เกิดเื่ผิดพลาดอีกครั้ง
เป็อีกเหตุผลที่ชื่อชมรมคือ “นักศึกษาตนเอง”
“คือว่า… ฉันยังไม่ได้แนะนำตัวเลย ขออนุญาตนะคะ”
“อ่า อ่า”
จริงด้วยสิ ผมยังไม่รู้ชื่อของเธอเลย
รู้แค่ว่าเธอคือพี่สาวของยูนะ สีผมของทั้งสองคนเหมือนกัน
แต่นิสัยนี่ต่างกันสุดขั้วแน่นอน
ยูนะน่าจะเป็น้องสาวคนแสบ จากการพูดตรง ๆ ไม่เกรงใจกันสักนิดเดียว
“ฉันชื่ออายะค่ะ อยู่ชั้นปี 2 ห้อง 1 เพิ่งย้ายเข้ามาเรียนวันแรก ฝากตัวด้วยนะคะ”
อ่า… น่ารักจัง
โอ๊ย เจ็บ! ดันเหม่อจนปลายนิ้วเท้าชนขาโต๊ะ
จะปล่อยสติหลุดลอยแบบนี้ไม่ได้ หันไปมองทางอื่นก่อนแล้วกัน
“เป็อะไรมากไหมคะ? จริงด้วย… ฉันยังไม่รู้ชื่อคุณเลย?”
ชื่อผมเหรอ… เอาไงดีล่ะ
คุณอายะก็เข้าใจผิดว่าผมพูดไม่ได้ไปแล้ว แบบนี้คงต้อง… ตามน้ำเท่านั้นแหละ
ผมหยิบสมุดเปล่ากับปากกาที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมา เขียนแล้วยื่นให้คุณอายะอ่าน
“ปี 1 ห้อง 3 ฮารุโตะคุง สินะคะ ฝากตัวด้วยนะคะ”
อ่า… วินาทีที่เธอเรียกชื่อผมออกมา ใจผมแทบจะละลาย
ไม่มีใครเรียกชื่อผมด้วยน้ำเสียงที่ไม่มีความเกลียดชังหรือขยะแขยงมานานแค่ไหนแล้วนะ
น้ำเสียงของผู้หญิง… มันอ่อนนุ่มน่าฟังขนาดนี้ั้แ่เมื่อไหร่กัน
ผมนึกไม่ออกแล้ว ั้แ่ประถม หรืออนุบาลรึเปล่า
ช่างมันเถอะ แค่นี้ก็ดีมากแล้ว
ผมแทบจะลอยอยู่แล้ว
“ฮารุโตะคุง ฮารุโตะคุง เป็อะไรหรือเปล่าคะ เห็นชอบเหม่อลอยบ่อยั้แ่เมื่อกี้แล้ว ไม่สบายตรงไหนไหมคะ”
เกือบอีกแล้ว… คุณอายะนี่อันตรายจริง ๆ
น่ารักเกินไปแล้ว หรือเพราะผมไม่ได้คุยกับคนเป็ ๆ มานานกันแน่นะ
แต่เธอก็น่ารักจริง ๆ นั่นแหละ แถมยังเป็ห่วงผมอีก
ว่าแต่… เธอมาทำไมนะ?
มัวแต่เพ้อเจ้ออยู่ได้ รีบตั้งสติสิ
ผมตบแก้มตัวเองเบา ๆ เพื่อเรียกสติ
“อ่า อ่า อืมอืม อืมอ่า”
ยังพูดไม่ออกเหมือนเดิม แต่ก็พยายามทำท่าทางประกอบ ถึงจะงู ๆ ปลา ๆ ไปหน่อยก็เถอะ
“ค่ะ เข้าใจแล้ว จะให้ทำแบบทดสอบใช่ไหมคะ”
เข้าใจอีกแล้ว…
เธอเก่งเื่การตีความขนาดไหนกันเนี่ย สุดยอดไปเลย
แบบนี้ก็น่าจะไม่มีปัญหา
บังเอิญว่าผมเคยทำแบบทดสอบตนเองไว้ เพื่อหาว่าผมเป็คนแบบไหน
จะเชื่อถือได้แค่ไหนก็ไม่รู้ แต่ก็ดีที่อย่างน้อยยังมีผลงานส่งรายงานให้สภานักเรียนรู้ว่าเรายังมีตัวตน
ผมต้องให้เธอทำ อย่างน้อยมันก็เป็กิจกรรมเดียวของชมรม
และยังดูเป็ทางการพอ
ถ้าบอกไปตรง ๆ ว่าชมรมนี้เป็แค่ห้องส่วนตัวไว้กินข้าวและหลบผู้คน อาจจะเกิดข่าวแย่ ๆ ตามมาอีก
นี่คงเป็ทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว
“เสร็จแล้วค่ะ”
เร็วสุด ๆ
ผมยังไม่ทันได้เตรียมแผนอื่นไว้รับมือเลย
เธอตั้งใจทำจริง ๆ หรือเปล่าเนี่ย
ผมมองไปที่ใบหน้าของคุณอายะที่ดูจริงจัง พร้อมยื่นกระดาษแบบทดสอบให้
เมื่อมองคำตอบแล้ว ผมได้แต่… ตะลึง
“อ่า อืม อืม อืม”
“ให้กลับก่อนได้เลยสินะคะ”
“ขอบคุณมาก ๆ สำหรับวันนี้นะคะ พรุ่งนี้จะกลับมาฟังผลนะคะ”
เธอยกกระเป๋าใบเดิมเหมือนตอนเช้า แล้วเดินจากไปอย่างเรียบร้อย
กลิ่นหอมของหญิงสาวยังคงหลงเหลืออยู่ในห้อง
แต่ผมไม่มีเวลาคิดถึงเื่นั้น
ผมต้องตรวจสอบคำตอบของเธออย่างถี่ถ้วน… ไม่อาจปล่อยผ่านได้
“เธอเจออะไรมากันแน่… คุณอายะ!?”