นับจากที่นางฟื้นขึ้นมา นี้ก็ผ่านมาราวสามสี่วันแล้ว หลังจากนอนอุดอู้อยู่ในห้องมานานหลายวัน ถึงเวลาที่นางต้องออกมาเผชิญหน้ากับความจริงเสียที
และวันนี้ก็เป็วันที่นางจะต้องทำความรู้จักบรรดาครอบครัว และทุกคนที่อยู่ในจวนแม่ทัพแห่งนี้
ทุกคนล้วนใช้สายตาแปลกๆ มองพิจารณาฮายอน นางพยายามแสดงท่าทางอ่อนโยนเรียบร้อย อีกทั้งบนใบหน้าก็ยังประดับด้วยรอยยิ้มที่แสนน่ารัก แต่ถึงกระนั้นคนที่มีสติฟั่นเฟืองมาถึงห้าปีกลับมีปัญญาเฉลียวฉลาดขึ้นมาอย่างกะทันหันก็ยังคงทำให้ผู้คนไม่อาจจะยอมรับได้
ตระกูลซอ เป็ตระกูลแม่ทัพที่ยิ่งใหญ่มาหลายชั่วอายุคน และได้รับความไว้วางใจจากจักรพรรดิองค์ก่อนเป็อย่างมาก ให้ดูแลปกป้องแผ่นดินนี้ โดยให้ประจำอยู่ที่เมืองชิลลา
---
แผ่นดินกว้างใหญ่อันประกอบไปด้วยสามดินแดนใหญ่ แต่ละเมืองมีภูมิประเทศที่แตกต่างกันไปบ้าง หนึ่งคือเมืองโคกูรยอ เป็เมืองหลวงติดทะเลมีเมืองท่ามากมาย รุ่งเรืองด้านการค้าขายและวัฒนธรรมอันหลากหลาย อีกหนึ่งคือเมืองชิลลา ซึ่งอยู่ในพื้นที่ราบลุ่มสลับเทือกเขาสูงตระหง่านในบางพื้นที่หากก็มีทัศนียภาพอันงดงามเป็เมืองแห่งการท่องเที่ยว และศิลปะวิทยาการ และสุดท้ายคือเมืองแพ็กเจ ที่ติดดินแดนทะเลทราย และดินแดนทุ่งหญ้าที่มีชนเผ่าต่างๆกระจายตัวกันลงหลักปักฐานอยู่
สำหรับพวกเขา สิ่งที่ทุกคนต่างให้การเคารพนับถือคือผู้มีความสามารถ และมีวรยุทธ์อันสูงส่ง เชื้อพระวงศ์แม้จะได้รับการเคารพให้อยู่เหนือคนทั่วไป หากแต่จะทำให้ทุกคนยอมรับนับถืออย่างจริงใจนั้นความสามารถก็ต้องอยู่ในระดับที่เป็ที่ยอมรับได้ด้วยเช่นกัน เพราะทั่วทั้งแผ่นดินไม่ได้มีเพียงแค่คนของราชสำนักเท่านั้น
ความแข็งแกร่งของผู้คนในแผ่นดินนั้นไม่ใช่เพียงให้ตนเป็ที่นับหน้าถือตาเท่านั้น แต่มันยังแสดงถึงความแข็งแกร่งของตระกูลและความแข็งแกร่งของบ้านเมืองด้วย
---
ตระกูลซอในปัจจุบันนั้น มีแม่ทัพซอมูยอง เป็ผู้นำตระกูล ซึ่งมีภรรยาสี่คน มีบุตรทั้งหมดห้าคน เป็บุตรชายคนโตหนึ่งคน และบุตรสาวสี่คน ซึ่งฮายอนนั้นเป็บุตรสาวคนเล็กที่เกิดจาก ฮูหยินซอราออนภรรยาคนที่สี่ของท่านแม่ทัพซอ ซอราออนเป็บุตรสาวบุญธรรมของเถ้าแก่เนี๊ยฮง ซึ่งเป็เ้าของโรงน้ำชาชื่อดัง ในเมืองชิลลา ปีนั้นเพราะว่าโดนดักปล้นจากโจรป่าระหว่างทางกลับจวน ทำให้ถึงแก่ชีวิต เหลือไว้เพียงแค่บุตรสาวที่สติฟั่นเฟือนผู้นี้
หลายปีมานี้ ยุคสมัยและขั้วอำนาจได้เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ตระกูลซอตกอยู่ในสภาวะย่ำแย่ ซ้ำยังสูญเสียความเชื่อใจและอำนาจที่อยู่ในราชสำนักไปอย่างมากทีเดียว หาก้าให้ได้รับความไว้วางใจ และอำนาจจากราชสำนักกลับคืนมาดังเดิม นอกจากจะต้องให้บุตรชายรับใช้ราชสำนักแล้ว ก็จำเป็ที่จะต้องส่งบุตรีเข้าไปถวายตัวในวังหลวง แต่ในรุ่นที่สี่ของตระกูลซอ นอกจากฮายอนที่เป็คนสติฟั่นเฟืองแล้ว บุตรีอีกสามคนที่เหลือก็ล้วนแต่ออกเรือนไปแล้วทั้งสิ้น ตระกูลซอที่ใหญ่โตก็เหลือเพียงหญิงสาวผู้นี้คนเดียว แต่นางกลับใช้ชีวิตอย่างคนสติไม่สมประกอบไปเรื่อยๆ แม้ว่าจะมีรูปโฉมที่งดงามปานล้มบ้านล้มเมืองแต่กลับทำได้เพียงแค่ประดับไว้อยู่ในบ้าน ราวกับดอกไม้ที่ปักในแจกันเพื่อสร้างความสวยงามเท่านั้น
“เด็กดี” ฮูหยินใหญ่เอ่ยออกมาอย่างปากอย่างใจอย่าง พลางเดินหน้าขึ้นไปจับมือของฮายอนเอาไว้
“ฮายอนฟื้นแล้วก็ดี ดีจริงๆ” ฮูหยินรองเองก็เอ่ยพูดจาเป็มิตรออกมาพร้อมกับมอบรอยยิ้มที่ไม่จริงใจมาให้
“นับเป็เื่ดีจริงๆ” ฮูหยินสามเองก็เอ่ยพูดจากับนางด้วยแววตาไม่เป็มิตรนัก
ในร่างของฮายอนนั้นคือิญญาของจองอิม ชาติที่แล้วนางรู้ดีถึงจิตใจที่ชั่วร้ายของมนุษย์ เวลานี้เมื่อเผชิญหน้ากับฮูหยินใหญ่และคนอื่นๆที่มีรอยยิ้มที่ไม่จริงใจกับความมืดมิดในดวงตา นางก็สามารถเข้าใจได้อย่างชัดเจน ทว่า นางที่พึ่งฟื้นขึ้นมานั้นก็มิได้แสดงท่าทีอะไรตอบกลับไป ทำเพียงแค่จำเื่เกี่ยวกับทุกคนเอาไว้ในใจของตนเท่านั้น
จากนั้นนางก็ต้องทำความรุ้จักพี่ๆอีกสี่คน พี่ชายคนเดียวของนางนั้นแสดงความห่วงใยและเป็มิตรมาให้อย่างจริงใจ แต่กลับกันพี่สาวอีกสามคนนั้น มีท่าทีไม่ชอบนางอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็พยายามแสร้งว่าเอ็นดูนาง
บนโต๊ะอาหารมีอาหารวางเรียงกันเต็มไปหมด ทุกคนนั่งลงประจำที่ของตน โดยที่มีท่านแม่ทัพซอและเถ้าแก่เนี๊ยฮง นั่งขนาบข้างซ้ายขวาของฮายอน ท่านพ่อและท่านยายของนางคอยตักอาหารและดูแลฮายอน ด้วยความอ่อนโยนและรักใคร่ เวลานี้ฮายอนได้ปกปิดความเยือกเย็นและเ็าในใจของตนเองไปแล้ว นางกำลังดื่มด่ำกับความอบอุ่นตรงหน้าไว้อย่างเต็มที่ ความอบบอุ่นที่นางไม่ได้ััมาเป็เวลานาน เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ จองอิมก็หวนคิดถึงบิดาและมารดาของตนในอดีต ไม่รู้ว่าตอนนี้พวกท่านจะเป็เช่นไรบ้าง จะรู้หรือไม่ว่านางได้ตายไปแล้ว และถ้ารู้แล้วจะเป็เช่นไร จะเสียใจมากเพียงใด ทำให้จองอิมรู้สึกเ็ปในหัวใจอย่างมากขึ้นไปอีก
“ฮายอน เ้าเป็อะไรไป?” ในรอยยิ้มที่พึงพอใจของเถ้าแก่เนี๊ยฮงนั้นมีความกังวลปรากฎขึ้นเล็กน้อย เพราะว่าตอนนี้นางเห็นว่าฮายอนมีสีหน้าขาวซีดขึ้นมา
ฮายอนที่เหม่อลอยไปชั่วขณะ เมื่อได้ยินคำถามของท่านยาย นางก็รีบดึงสติกลับมาก่อนจะยิ้มกลับอย่างอ่อนหวาน “ท่านยาย ข้าไม่เป็อะไร อาจเป็เพราะว่าหลายวันมานี้ไม่ได้กินอาหารจึงรู้สึกปวดกระเพาะอยู่บ้าง” ข้ออ้างนี้เหมาะสมเป็อย่างมากทำให้เถ้าแก่เนี๊ยฮงนั้นไม่สงสัยแม้แต่น้อย
“อายุสิบเก้า ต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด จะทำทุกอย่างนั้นเกรงว่าจะช้าไปเสียแล้ว” ฮูหยินใหญ่ปรึกษาหารือกับฮูหยินทั้งหลาย ถึงฮายอนที่ฟื้นขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“ข้าก็คิดเช่นนั้น...” ฮูหยินรองกล่าว
“นั่นสิ...นางจะทำอะไรได้? อย่างมากที่สุดก็แค่ไม่ใช่คนปัญญาอ่อนแล้วเท่านั้น...” ฮูหยินสามกล่าว
สิ่งที่พวกเขาพูดล้วนเป็ความจริง ต่อให้ฮายอนจะฟื้นขึ้นมาจริงๆ แล้ว แต่ว่าสติฟั่นเฟืองถึงห้าปี และก็มิเคยได้ฝึกฝนวรยุทธ์มาแม้แต่น้อย นางที่มีอายุสิบเก้าแล้วนั้นไม่อาจจะคาดหวังอันใดได้อีก
แต่ยังไงเสียนางจะไม่ยอมจำนนต่อสิ่งใด จะต้องเอาชื่อเสียงลาภยศของแผ่นดินนี้มาไว้ในมือตน จะใช้ความสามารถที่โดดเด่นและรูปโฉมที่งดงามนี้เหยียบบุรุษที่ลุ่มหลงในรูปโฉมงดงามของสตรีนั้นไว้ใต้เท้าของตนให้จงได้...