บทที่ 12 ปีศาจแห่งลางร้าย
ความเย็นเยียบที่ราวกับััิญญาโดยตรง ทำให้อวี้เจียวรู้สึกวิงเวียนและมึนงง ราวกับว่าสติสัมปชัญญะของเธอกำลังค่อย ๆ หลุดลอยออกไป
ความรู้สึกคุ้นเคยแบบนี้ ทำให้เธอนึกถึงตอนที่เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ ความรู้สึกของ่เวลาที่เฉียดใกล้ความตาย
สัญชาตญาณความ้ามีชีวิตรอดที่พลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างรุนแรง เธอ... ยังไม่อยากตาย...
ราวกับว่าพระเ้าได้ยินคำวิงวอนของเธอ
ในวินาทีถัดมา มีความอบอุ่นปรากฏขึ้นอย่างฉับพลันจากด้านหลัง ราวกับมีแสงอาทิตย์โอบล้อมร่างกายของเธอไว้ทั้งหมด
มันส่งกลิ่นอายอบอุ่นเหมือนแดดจัดที่ชวนให้รู้สึกปลอดภัย
ความเย็นเยียบตรงหน้ามลายหายไปทันที ราวกับถูกแสงตะวันขับไล่
อวี้เจียวไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ตอนนี้เธออยากจะลืมตาขึ้นมอง แต่กลับถูกแสงสีทองเจิดจ้าทิ่มแทงจนต้องขมวดคิ้วแน่น
"อืม..."
ราวกับรับรู้ถึงความไม่สบายของเธอ เสียงคุ้นหูดังขึ้นจากด้านหลังอย่างฉับพลัน
"อย่าเพิ่งลืมตา"
หลังจากได้ยินเสียงนั้น ใจของอวี้เจียวกระตุกวูบ
จนเผลอทิ้งตัวหมดแรงหงายหลังไปทันที
แต่เธอไม่ได้ล้มลงบนพื้น แต่กลับพุ่งเข้าสู่อ้อมกอดที่กว้างและอบอุ่นอย่างจัง
ในความรู้สึกกึ่งมีสติกึ่งพร่าเลือน เธอััได้ว่าตัวเองถูกอุ้มขึ้นในท่าเ้าหญิง
หลังจากที่ค่อย ๆ ปรับสายตาให้เข้ากับแสงตรงหน้าได้แล้ว เธอจึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
ใบหน้าหล่อเหลาของริสเตอร์ปรากฏอยู่ตรงหน้า ทำให้เธอรู้สึกใและอดไม่ได้ที่จะรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ
"คุณ..."
"ราชินี ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้?" ริสเตอร์จ้องมองอวี้เจียวด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความรัก ความห่วงใยที่แสดงออกอย่างชัดเจน
อวี้เจียวยิ่งรู้สึกกระอักกระอ่วนใจมากขึ้น
เธอเงยหน้ามองเขาอย่างอึดอัดใจ แต่พอเห็นอารมณ์ในดวงตาของเขา เธอก็ก้มหน้าลงอีกครั้ง แล้วเริ่มพูดโกหกอย่างเก้อเขิน
"ฉันเพิ่งกินข้าวเสร็จแล้วอยากขึ้นไปพักผ่อน แต่ดันเห็นหมอกดำพุ่งเข้ามา ฉันเลยวิ่งหนี..."
พูดมาถึงตรงนี้ เธอไม่รู้ว่าริสเตอร์จะเชื่อหรือไม่ แต่หัวใจของเธอกลับเต้นรัวไม่หยุด
ภาพที่ริสเตอร์ขับไล่หมอกดำยังคงอยู่ในความทรงจำ
และเธอก็เพิ่งได้รับความรู้สึกเหมือนกำลังจะตายเป็ครั้งแรกนับั้แ่เข้าสู่ดันเจี้ยนนี้
ก่อนหน้านี้เธอมักจะรู้สึกเหมือนเื่ทั้งหมดไม่ค่อยจริงนัก ราวกับเป็เพียงความฝัน
แต่จนถึงตอนนี้ เธอจึงได้รู้สึกอย่างชัดเจนว่า ถ้าไม่ผ่านด่านเกมนี้ เธอจะตายจริง ๆ
ริสเตอร์ดูเหมือนจะไม่รู้ว่าเธอกำลังคิดอะไร ตอนนี้มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย บนใบหน้ามีความรู้สึกจนใจอยู่บ้าง
"ผมบอกราชินีไปแล้วไม่ใช่เหรอ? ว่าเมื่อถึงตอนกลางคืนอย่าเพิ่งออกไปไหน ไม่อย่างนั้นจะถูกสัตว์ประหลาดจับไปกินนะครับ"
อวี้เจียวกะพริบตาแล้วเม้มริมฝีปากพลางพยักหน้า "ฉันเข้าใจแล้ว"
"ผมขอส่งราชินีกลับห้องนะครับ"
"ไม่ต้องหรอก..."
อวี้เจียวพยายามปฏิเสธด้วยความใ แต่เธอกลับััได้ว่าริสเตอร์อุ้มเธอเดินตรงไปทางบันไดเรียบร้อยแล้ว
เธอดิ้นเล็กน้อย แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ ก็รู้สึกว่าน่องของตัวเองเริ่มสั่นเล็กน้อย เหมือนเป็ตะคริวขยับเขยื้อนไม่ได้
ริสเตอร์สังเกตเห็นเช่นกัน เขาจึงออกแรงอุ้มเธอแน่นขึ้นเล็กน้อย แล้วกระชับตัวเธอขึ้น
"ราชินีกอดผมไว้จะดีกว่า ไม่อย่างนั้นอาจจะรู้สึกไม่ค่อยมั่นคงนะครับ"
อวี้เจียวหมดทางเลือก เธอรู้สึกว่าท่านี้ไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่
คิดแล้วคิดอีก สุดท้ายก็ยอมเชื่อฟังโดยเอาแขนโอบรอบคอเขา
เมื่อกลับถึงห้อง ริสเตอร์อุ้มอวี้เจียวด้วยมือข้างเดียวอย่างง่ายดายเพื่อเปิดประตู
พอนั่งลงบนโซฟา ข้อเท้าของเธอถูกมือใหญ่ร้อน ๆ จับไว้ อวี้เจียวถึงได้รู้สึกตัวอีกครั้ง
"คุณ..."
"ราชินีเพิ่งได้รับความใ น่องดูเหมือนจะเป็ตะคริว ผมขอนวดให้หน่อยนะครับ"
"ไม่ต้องหรอก..."
อวี้เจียวอยากดึงขากลับมาตามสัญชาตญาณ แต่ถูกชายคนนั้นจับไว้ด้วยแรงที่มากกว่า
"ถ้าไม่นวดละก็ ตอนกลางคืนอาจจะรู้สึกไม่สบายนะ"
อวี้เจียวสบตากับดวงตาที่จริงจังและตั้งใจของเขาแล้วชะงักไป
จากนั้นยังไม่ทันได้ตอบสนอง ก็เห็นว่าเขาเริ่มนวดข้อเท้าของเธอเองแล้ว
แรงของเขาค่อนข้างมาก อวี้เจียวอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปจับชายเสื้อของตัวเอง
หางตาของเธอแดงเรื่อเล็กน้อย และเผลอส่งเสียงครางเบา ๆ
"เจ็บ..."
"คุณอดทนหน่อยนะครับ ถ้ารู้สึกว่าทนไม่ไหว คุณอาจจะหาอย่างอื่นทำก็ได้"
คำพูดของเขาดูเหมือนจะมีนัยบางอย่าง อวี้เจียวแม้จะรู้สึกทรมานอยู่บ้าง แต่ก็ยังจับความหมายในคำพูดของเขาได้อย่างฉับไว
"งั้น...งั้นฉันขอถามอะไรคุณสักหน่อยได้ไหม?"
ริสเตอร์ไม่ได้ปฏิเสธ "ได้แน่นอน"
นี่เป็โอกาสดี
อวี้เจียวตาเป็ประกาย ตอนนี้เธอใช้มือขาวนวลจิกขอบไม้ของโซฟาไว้แน่น พยายามอดทนกับความรู้สึกปวดตึงที่น่องขา แล้วเอ่ยถามเสียงเบา
"คุณรู้จักไอเซอร์ไหม?"
"........."
"ซี้ดดด"
มือใหญ่ที่เดิมนวดน่องอย่างเบามือ กลับออกแรงกดอย่างกระทันหัน ทำให้อวี้เจียวอดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเฮือกใหญ่
ในขณะเดียวกัน เท้าของเธอก็เผลออกแรงเตะเข้าที่ไหล่ของริสเตอร์
โชคดีที่ชายหนุ่มคุกเข่าข้างหนึ่งอยู่บนพื้น และเพราะร่างกายที่แข็งแรงของเขา แม้จะถูกเตะที่ไหล่ก็ยังไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่นิดเดียว
"ราชินี"
เมื่อเห็นริสเตอร์ขมวดคิ้ว แล้วใช้ข้อนิ้วลูบหลังเท้าของเธอที่ถูกอินธนูอันแหลมคมบนเสื้อของเขาครูดจนแดง อวี้เจียวก็รู้สึกแปลก ๆ ในใจ
"คุณอย่าทำแบบนี้ มันจั๊กจี้"
เดิมทีอวี้เจียวก็เป็คนขี้อ้อนและเอาแต่ใจอยู่แล้ว พอคิดว่าเมื่อกี้เขาบอกให้ถามได้แท้ ๆ แต่พอถามแล้วดันโกรธ เธอก็เริ่มไม่สบอารมณ์ขึ้นมาทันที
คิดไปคิดมาเธอดึงเท้าออกจากมือเขาทันที "คุณไปเถอะ ฉันไม่อยากถามแล้ว"
"ราชินี"
ริสเตอร์กลับไม่ยอมไป ตอนนี้เขามองเธอด้วยสายตาที่ดูจนใจ ดวงตามีแววเอ็นดูเจือปนอยู่
ทั้ง ๆ ที่เธอเป็ราชินี ลำดับศักดิ์ในเื่สูงกว่าเขาอีก
เมื่ออวี้เจียวที่สวมบทบาทนี้อยู่ต้องมาสบสายตาแบบนั้นของเขา เธอจึงรู้สึกไม่เป็ธรรมชาติขึ้นมาทันที
“อย่ามาคุยกับฉันด้วยท่าทางแบบนี้เด็ดขาดนะ!”
ริสเตอร์ส่ายหัวอย่างยอมแพ้ ราวกับรู้ว่าเธอโกรธจนพูดด้วยไม่รู้เื่ จึงเริ่มตอบคำถามก่อนหน้านั้นแทน
"ไอเซอร์เป็ชื่อของปีศาจที่นำความโชคร้าย ราชินีไม่ใช่คนที่ขี้กลัวที่สุดหรอกเหรอ? ทำไมถึงถามถึงเขาล่ะ?"
"โชคร้าย?" อวี้เจียวขมวดคิ้วเล็กน้อยหลังจากได้ยิน รู้สึกสงสัย "ทำไมล่ะ?"
ริสเตอร์ดูเหมือนจะไม่อยากพูดถึงสิ่งนี้เท่าไร ตอนนี้เขาจึงอธิบายสั้น ๆ แค่ประโยคเดียว
"เขาไม่ใช่คนที่มีชีวิต เป็ปีศาจที่ตายไปแล้วแต่ถูกผนึกไว้ในปราสาทเพราะความแค้นที่ฝังลึก"
พูดถึงตรงนี้ ริสเตอร์ก็ดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ เขาจ้องมองเข้าไปในดวงตาของอวี้เจียวอย่างจริงจัง แล้วเสริมว่า
"ก่อนหน้านี้ที่ผมเตือนราชินีให้ระวังก็คือเขานั่นแหละ และวันนี้ไม่รู้เพราะอะไร เขาทำลายผนึกและออกจากเขตแดนภาพลวงตาไปแล้ว มีความเป็ไปได้สูงมากที่เขาจะเพ่นพ่านอยู่ในปราสาท"
ตัวต้นเหตุที่ปล่อยปีศาจออกมา ในตอนนี้กลับหดตัวอยู่บนโซฟา แล้วถามเสียงอ่อย ๆ อย่างน่าสงสาร
"แล้วจะทำยังไงล่ะ?"
ริสเตอร์เห็นสีหน้ากังวลของเธอ จึงผ่อนคลายสีหน้าลงในที่สุด
"แค่อย่าเดินไปไหนมาไหนก็พอ หมอกดำเมื่อสักครู่คือสิ่งที่เขาปล่อยออกมา เพราะฉะนั้นต้องระวังให้มาก"