"ฮ่าๆๆๆๆ ข้าคิดแล้วมิมีผิดที่มาดักรอพวกเจ้าสองคนอยู่ตรงนี้ นับว่าไม่เสียเวลารอจริง ๆ " เสียงหัวร่อพร้อมกับใบหน้าอันชั่วร้ายดังขึ้นเบื้องหน้าของ เว่ยเซี่ย กับ เตียวเหม่ย และนางหาใช่ใครอื่น ไป๋ฟู่ หนึ่งใน 4 ผู้คุ้มกฎของพรรคมารราคะนั้นเอง..
"หน็อย..! เจ็บใจนักข้านึกว่าจะหนีพ้นแล้วเชียว มิคาดเลยว่านางจะมาดักรออยู่ตรงนี้ได้" เว่ยเซี่ย กล่าวออกมาด้วยความแค้น
"หึหึ อย่าเสียใจไปเลยเจ้าหนู ถ้าจะโทษก็โทษที่เจ้าโชคไม่ดีเถิด เอาล่ะ ส่งคัมภีร์ทั้งสองเล่มมาให้มาซะ บางทีข้าอาจจะเมตตาส่งพวกเจ้าทั้งสองไปปรโลกแบบไม่ต้องทรมานมากให้ก็ได้" ไป๋ฟู๋กล่าวขึ้นอีกครั้งด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย แถมเจ้า เฟิงควาง และเจ้า วู๋ฟา ค่งซือ สองผู้คุมกฎที่อยู่ข้างกายนางยังเริ่มขยับเพื่อเตรียมจะบุกเข้ามาอีกด้วย
"สามต่อสองกระนั้นรึ? เสียเปรียบเห็น ๆ แต่ก็มิมีทางเลือกอื่นแล้ว ท่านแม่เล็กสู้ไหวหรือไม่.?" เว่ยเซี่ยหันไปเอ่ยถามภรรยา เอ๊ย!! แม่เลี้ยงเจ้าสำนักคนงามของมันที่ยืนถือกระบี่อยู่ข้าง ๆ พอเตียวเหม่ยได้ยินคำถามนางก็สะดุ้งตกใจเล็กน้อย บางทีคงเป็นเพราะยังไม่ลืมเหตุการณ์น่าอับอายก่อนหน้านี้ที่เกิดขึ้น แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามยามนี้นางจะเสียสมาธิไปไม่ได้ และยิ่งเตียวเหม่ยมีฐานะเป็นถึงเจ้าสำนักสตรีหยกสวรรค์อันน่าเกรงขามแล้วด้วย ไม่ว่าก่อนหน้าจะเกิดอันใดขึ้น ก็ต้องพักไว้ก่อน หากนางไม่รอด เว่ยหลินบุตรสาวนางก็จะพลอยลำบากไปด้วย
เตียวหน็อยยนิ่งเงียบไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยแววตาอันน่าเกรงขาม " ด้วยวรยุทธ์ของข้ายามนี้หากประมือกับพวกมันตัวต่อตัวก็คงไม่มีทางพ่ายแพ้ ก่อนหน้าที่บาดเจ็บเพราะนังอสรพิษนั้นเล่นลอบกัด คราวนี้อย่าหวังเลย เจ้าควรห่วงตัวเองจะดีกว่า แม้จะมีวรยุทธ์สูงขึ้น แต่ก็ใช่ว่าจะรับมือกับพวกมันที่เป็นผู้คุ้มกฎพร้อมกันถึงสองคนไหว" คำกล่าวของเตียวเหม่ยดูจะเป็นจริงดังว่า แม้เว่ยเซี่ยจะฝึกวิชาในคัมภีร์เก้าเอ็น และมีวิชาที่ได้รับการถ่ายทอดจากหยวนซิงก้านโดยตรง แต่ก็ไม่แน่ว่าจะสู้กับผู้คุมกฎของพรรคมารราคะหลายคนในคราเดียวได้
และ ในขณะที่เว่ยเซี่ยกำลังคิดไม่ตกอยู่นั้น เสียงของเตียวเหม่ยก็ดังขึ้น "ระวัง!" มีร่างกายใหญ่โตราวกับยักษ์มารพุ่งเข้ามาหาเว่ยเซี่ย อย่างรวดเร็ว แม้มันจะเร่งโคจรกำลังภายในเพื่อใช้ ฝ่าเท้ามารราคะท่องวายุ แต่เว่ยเซี่ยก็มิอาจถอยห่างจากเจ้านักบวชวิปลาส วู๋ฟา ค่งซือ ได้ ทั้งกำปั้นที่ชกมา ทั้งท่อนแขนที่ฟาดเหวี่ยงใส่ล้วนรุนแรง และมีพลังทำลายล้างมหาศาล นี่ถ้าเว่ยเซี่ยไม่ได้วิชาของหยวนซิงก้านมันคงบาดเจ็บสาหัสไปเรียบร้อยแล้ว
"หึหึ ว่องไวดีนี่ไอ้หนู ผิดจากเมื่อก่อนตอนนั้นลิบลับ… ยังจำได้หรือไม่ ตอนที่ข้าฆ่าบิดาของเจ้าเช่นไรเล่า…." เสียงแหบเล็กกล่าวขึ้นอย่างแผ่วเบาข้างหูของเว่ยเซี่ยในขณะที่มันกำลังลอยตัวอยู่กลางอากาศ ไม่ใช่เสียงของ วู๋ฟา ค่งซือ หากแต่เป็นชายร่างเล็กหน้าตาเจ้าเล่ห์ เฟิงควางผู้กฎลำดับที่ 2
เว่ยเหน็อยยถึงกับตกใจมาก มิรู้ว่า เฟิงควางมาประชิดตัวมันตั้งแต่เมื่อใด แถมยังเงียบจนมิอาจจับสัมผัสได้อีกด้วย แต่ยามนี้นอกนอกจากเว่ยเซี่ยจะตกตะลึง มันก็ยังโกรธจัดจนขาดสติอีกด้วยเพราะเฟิงควางพึ่งกล่าวถึงเหตุการณ์ในวันนั้นออกมา
"อย่าไปฟังสิ่งที่เจ้าเฟิงควางบอกเว่ยเซี่ย.! เจ้าต้องมีสมาธิเข้าไว้.." เตียวเหม่ยตวาดลั่น และกำลังจะพุ่งขึ้นไปช่วยเว่ยเซี่ย แต่ยังมิทันจะได้ไปไหน นางก็ต้องรีบชักกระบี่ออกจากฟักเพื่อรับกับแส้ที่พุ่งมาอย่างว่องไวราวกับอสรพิษตรงหน้าเสียก่อน "แหม ๆ ดูท่าทางเจ้าจะเป็นห่วงเป็นใยเจ้าเด็กหนุ่มนั้นเสียเหลือเกินนะ ท่านเจ้าสำนักหญิง เอ๋.? ถ้าข้าจำไม่ผิดนั้นเป็นบุตรชายของหญิงที่แย่งคนรักเจ้าไปมิใช่รึ เตียวเหม่ย…"
คำกล่าวของไปฟู๋เองก็คล้ายจะยั่วยุให้เตียวน่าเกลียดยเสียสมาธิเช่นกัน แต่ทว่าก็หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ นางกลับดูสงบนิ่งมาก ก่อนที่เตียวเหม่ยจะวาดกระบี่ที่อาบไปด้วยพลังปราณอันรุนแรงสวนกลับใส่ไป๋ฟู่ แต่นางมารสาวก็หมุนตัวก็หลบได้อย่างง่ายดาย
"น่าแปลก น่าแปลกมาก ๆ เกิดอันใดขึ้นกับเข้ากันล่ะนี่? หากเป็นเตียวเหม่ยคนเก่าคงพุ่งเข้ามาโจมตีใส่ข้าอย่างเอาเป็นเอาตายไปแล้ว แต่หญิงสาวตรงหน้าข้ายามนี่กลับสงบนิ่งราวกับเป็นคนล่ะคน ไอ้หนูนั้นมันทำอะไรกับเจ้างั้นรึ? เตียวเหม่ย" สีหน้าของไป๋ฟู๋เต็มไปด้วยความประหลาดใจ แต่ก็ยังมีรอยยิ้มอันน่าเกลียดปรากฏอยู่เช่นเดิม เตียวเหม่ย นิ่งงันมิได้ตอบโต้อันใดกลับ จากนั้นนางก็ถีบเท้าก่อนจะพุ่งกระบี่ใส่ไป๋ฟู่ทันที ทุกกระบวนท่านั้นอ่อนช้อยงดงามราวกับเริงระบำ แต่กลับแฝงไปด้วยความแข็งแกร่งดุดัน ชนิดที่เล่นเอา ไป๋ฟู๋ยิ้มไม่ออกเลยทีเดียว
และยามนี้ รอยยิ้มนั้นกลับไปปรากฏขึ้นที่มุมปากของเตียวเหม่ยแทน "หึหึ เป็นอันใดไปเล่าไป๋ฟู๋ รอยยิ้มที่ดูหยิ่งผยองอวดดีก่อนหน้านี้ของเจ้าหายไปไหนหมดเสียแล้ว หรือเกิดกลัวว่าจะแพ้ข้าขึ้นมาก็เลยยิ้มไม่ออก…" เตียวเหม่ยเอ่ยวาจาของนางออกมาเบา ๆ จนไป๋ฟู๋ถึงกับตกใจจนเสียสมาธิ และในตอนนั้นเอง กระบี่ในมือของเตียวเหม่ยก็สาดแสงวูบวาบ ก่อนจะแทงถากหัวไหล่ของสตรีในชุดม่วงตรงหน้าไปอย่างรวดเร็ว แม้ไป๋ฟู๋จะไม่ได้รับบาดเจ็บร้ายแรงแต่นั้นก็พอจะทำให้นางตกใจจนถอยห่างออกไปหลายสิบก้าว
"หน็อย….นังแพศยา กล้าดียังไงมาทำให้ผิวสวย ๆ ของข้าเป็นแผล วันนี้ข้าจะต้องฆ่าเจ้าแล้วเอาเลือดมาล้างเท้าให้ได้..!" ไป๋ฟู่ตะโกนดังลั่นด้วยสีหน้าที่บิดเบี้ยวน่าเกลียด ก่อนที่นางจะโคจรพลังปราณสีม่วงออกมาจากร่างอย่างเกรี้ยวกราด
"สติแตกจนถึงขึ้นใช้ ปราณม่วงหมื่นพิษ เชียวรึ? เช่นนั้นก็ดี ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกันว่า ปราณเก้าเตียงขั้นเจ็ด ของข้าจะรับมือกับเจ้าไหวหรือไม่" เตียวเหม่ยเอ่ยขึ้นในขณะที่จ้องมอง ไป๋ฟู๋ จากนั้นตัวนางเองก็เร่งโคจรลมปราณที่มีจนถึงขีดสุดก่อนทั่วร่างจะมีกลุ่มควันสีขาวลอยออกมาเช่นกัน เมื่อทั้งสองพร้อมแล้ว ก็ต่างฝ่ายต่างเข้าปะทะกันอย่างดุเดือด…
ส่วนอีกด้านบนท้องฟ้ายามนี้เว่ยเซี่ยกำลังตกที่นั่งลำบากเป็นอย่างมาก ด้านหนึ่งต้องคอยหลบปราณหมัดอันทรงพลังที่พุ่งใส่ไม่หยุดของ วู๋ฟา ค่งซือ อีกด้านก็ต้องคอยรับมือกับร่างแยกอันว่องไวของเฟิงควาง แม้นเว่ยเซี่ยจะหลบได้อย่างฉิวเฉียดทุกครั้งก็จริง ๆ แต่มันจะอีกนานแค่ไหนกัน เรี่ยวแรง และกำลังภายในของมันเริ่มลดลงเรื่อย ๆ แถมเว่ยเซี่ยยังไม่สามารถตอบโต้กลับไปได้เลยสักครั้ง
"บ้าที่สุด.! ขืนเป็นเช่นนี้ต่อไปเราคงไม่รอดแน่ จะทำยังไงดี" เว่ยเซี่ยกล่าวขึ้นในใจพร้อมสีหน้าวิตกกังวลเป็นอย่างมาก และสิ่งนั้นเฟิงควางก็มองออก เพราะหนึ่งใน 4 ผู้คุ้มกฎมันฉลาด และเจ้าเล่ห์ที่สุด
"หึหึ ไม่ไหวแล้วงั้นรึ เจ้าหนู ตอนแรกข้าก็นึกว่าเจ้าจะแอบไปฝึกวิชาล้ำลึกที่ไหนมาเสียอีกที่แท้ ก็แค่วิชาตัวเบากระจอก ฮ่าๆๆๆๆ ไอ้ของแบบนี้มันใช้กับพวกข้าไม่ได้ผลหรอกเตรียมตัวไปลงนรกซะ.."
เจ้าเฟิงควางระเบิดเสียงหัวร่อออกมาดังลั่นอย่างสะใจ พร้อมสีหน้าน่าเกลียด และคำพูดดูถูกเหยียดหยามวิชาฝ่าเท้ามารราคะท่องวายุ ของเว่ยเซี่ยแบบสุด ๆ จากนั้นมันก็เตรียมที่จะปิดบัญชีกับเด็กหนุ่มตรงหน้า แต่ทว่า…ในยามนั้นเอง เจ้าเฟิงควางก็พลันหนาวสะท้านไปทั่วสรรพางค์ ราวกับมีดวงของภูตมรณะน่าสะพรึงกลัวกำลังจ้องเอาชีวิตจากทางด้านหลัง
"วิชากระจอก ๆ กระนั้นรึ? ช่างเป็นวาจาที่สามหาว และโง่เขลายิ่งนัก วิชานี้หากผู้ใช้ฝึกถึงขั้นสูงสุด น้ำหน้าอย่างเจ้าคงได้ไปปรโลกนานแล้ว เสียดายที่ไอ้หนูนี่ยังฝึกมาไม่พอ…" เสียงลึกล้ำที่แฝงไปด้วยพลังปราณอันมหาศาลเอ่ยขึ้นข้างหูของเจ้าเฟิงควางจนมันตกใจ และพอรีบหันไปหาเสียงนั้นก็ไม่พบผู้ใด
"วิชาฝ่ามือมารราคะลอยล่อง ขั้นที่หนึ่ง..!!" จากนั้นไม่นานก็บังเกิดเสียงเดิมขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เจ้าเฟิงควางยังไม่ทันจะหันมามองหาเสียงลึกลับด้วยซ้ำ ร่างของมันก็ถูกฝ่ามือฟาดใส่เข้าอย่างแรงที่หน้าอกจนร่วงลงมากระแทกพื้นเกิดเสียงดังสนั่น และหาใช่มันผู้เดียว ร่างยักษ์มหึมาของเจ้า วู๋ฟา ค่งซือก็โดนเล่นงานจนตกลงไม่ต่างกัน
ในตอนนั้นทั้งเว่ยเซี่ย เตียวเหม่ย และไป๋ฟู๋ ที่เห็นต่างก็พากันตกตะลึงไปกันหมด
"ศิษย์พี่รอง..! ศิษย์น้องเล็ก..!" ไป๋ฟู๋ตะโกนร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ และกำลังจะผละจากเตียวเหม่ยเพื่อไปดูคนทั้งสอง แต่ยังไม่ทันจะได้ก้าวไปไหน จู่ ๆ เสียงลึกลับเดิมก็เอ่ยขึ้นข้างหูนางอย่างแผ่วเบา
"อ๊าาาาา…กลิ่นของสาวบริสุทธิ์ถูกใจข้ายิ่งนัก เหมาะจะใช้ฝึกวิชาของข้าพอดีเลย ปราณม่วงหมื่นพิษ กระนั้นรึ หึหึ น่าขันยิ่งนัก ข้าจำไม่ยักได้ว่ามันอ่อนด้อยถึงเพียงนี้ คงเป็นเจ้า สารเลวนั้นเป็นแน่ที่เปลี่ยนมัน.." ดวงตาของไป๋ฟู๋ถึงกับพลันเบิกกว้าง นางมิได้ตกใจที่ถูกประชิดตัวอย่างเดียว แต่คนผู้นี้ยังร่วงรู้ความจริงด้วยว่านางยังเป็น สาวบริสุทธิ์อยู่ "จะ เจ้า…!!" ไป๋ฟู๋รีบหันขวับไปหาเจ้าของเสียงทันที
จึ๊ก..! จึ๊ก..! จึ๊ก..! สองนิ้วอันรวดเร็วของชายชราลึกลึกลับพุ่งใส่ร่างของไป๋ฟู่จนนางมิอาจขยับตัว หรือเอ่ยวาจาใด ๆ ได้อีก และไม่ว่านางจะเดินลมปราณมากสักแค่ไหนก็มิอาจคลายจุดได้
"หึหึ อย่าพยายามเลยนังหนู เสียแรงเปล่า กำลังภายในต่ำต้อยอย่างเจ้ามิอาจคลายจุดของข้าได้หรอก" ชายชราลึกลับลูบเคราขาวก่อนแย้มยิ้มออกมา จากนั้นดวงตาของมันก็มองสำรวจร่างของไป๋ฟู่ด้วยความหื่นกระหาย "อ๊าาาา..าาา งดงามไปทั่วทั้งตัวจริง ๆ แถมในภายในร่างยังอัดแน่นไปด้วยพิษนับหมื่นชนิด แบบนี้สิที่ข้าต้องการฮ่าๆๆๆๆๆๆ " ตอนแรกที่ชายลึกลับบอกว่าจะล่วงเกินไป๋ฟู๋ ก็แอบยิ้มเยาะในใจ และคิดว่าเจ้าแก่ผู้นี้ช่างโง่เขลายิ่งนัก เพราะนี่คือเหตุผลแท้จริงที่นางยังเป็นสาวพรหมจรรย์
ตั้งแต่นางอายุได้ 5 ขวบไป๋ฟู๋ และเด็กหญิงคนอื่น ๆ โดนพรรคมารราคะจับตัวมาให้ดื่มกินพิษร้ายมากมายเข้าร่าง เด็กหญิงมากมายนับหลายร้อยคนต้องจบชีวิตลงอย่างรวดเร็ว ไป๋ฟู๋เองก็เกือบตาย แต่จนแล้วจนรอดนางก็รอดมาได้ ก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็น กุมารีพิษ แห่งพรรคมารราคะในเวลาต่อมา ตำแหน่งนี้มีอำนาจพอ ๆ กับรองประมุขเลยทีเดียว แต่มันก็ต้องแลกมาด้วยการที่นางจะไม่สามารถร่วมรัก หรือ มีเพศสัมพันธ์กับชายคนไหนในแผ่นดินได้ เพราะเพียงแค่กอดจูบ สัมผัสร่างกายของนางเกิน 1 นาที ชายผู้นั้นก็จะได้รับพิษจนตายอย่างน่าสยดสยอง…
แต่ทว่าในยามนี้ ชายแก่ลึกลับผู้มีวรยุทธ์สูงส่งคนนี้กลับคิดจะย่ำยีนางโดยไม่เกรงกลัวพิษร้ายในร่างแม้แต่น้อย มันหมายความว่ายังไงกัน..?
หยวนซิงก้านมองตาของไป๋ฟู๋เหมือนจะอ่านใจนางออกจากนั้นจึงได้เอ่ยขึ้นมา "นังหนูคนงาม เจ้าไม่ต้องสงสัยอะไรให้มันมากมายไปหรอก อีกไม่นานเจ้าก็จะรู้คำตอบเอง แต่ยามนี้ข้ามีเรื่องที่จะสนทนากับศิษย์รักของข้าเสียก่อน…" หยวนซิงก้านเอ่ยขึ้นอย่างสบายใจก่อนจะหันไปหาเว่ยเซี่ยที่ยืนมองอยู่
"เว่ยเซี่ยขอคารวะท่านอาจาย์…" เว่ยเซี่ยประสานมือก่อนจะคุกเข่าลงต่อหน้าอาวุโสเฒ่าในชุดสีน้ำตาลเก่า ๆ ขาด ๆ หยวนซิงก้านหรี่ตามองมันเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้น "เหตุใดเจ้าถึงยังไม่ไปทำงานที่ข้ามอบหมายอีก เจ้าหนูมิอยากให้ข้าถอนพิษส่วนที่เหลือแล้วรึไร?"
พอเว่ยเซี่ยได้ยินสิ่งที่หยวนซิงก้านเอ่ยถามมันก็รีบตอบกลับทันที "หามิได้ขอรับท่านอาจารย์ข้าเพียงแค่…" เว่ยเซี่ยนิ่งงันก่อนจะชำเลืองมองไปที่เตียวเหม่ย
"พอ ๆ ไม่ต้องอธิบายอะไรแล้ว เจ้าเด็กโง่ รีบไสหัวไปได้แล้ว" หยวนซิงก้านรีบเอ่ยออกมาอย่างรวดเร็ว แต่เว่ยเซี่ยก็ยังมีท่าทางกระอักกระอ่วนอยู่ดี จนเตียวเหม่ยที่มองสถานการณ์ทุกอย่างออกจึงได้เอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา และเย็นชา "ไปทำงานของเจ้าให้เสร็จเถอะ...ไม่ต้องห่วงข้า เดี๋ยวข้าจะบอกแม่ของเจ้าให้เอง.." พอเตียวเหม่ยกล่าวจบนางก็หันหลังเดินจากไปทันที แต่ทว่าในยามนั้น เฟิงควาง และ วู๋ฟา ค่งซือ ที่นอนบาดเจ็บอยู่ก็ได้พยายามที่จะลุกขึ้นเพื่อตาม เตียวเหม่ยไป แต่ยังไม่ทันจะได้ยืนขึ้น พวกมันทั้งคู่ก็รับรู้ได้ถึงจิตสังหารอันรุนแรงแผ่ซ่านออกมาจาก อาวุโสเฒ่าลึกลับ "ข้าว่าพวกเจ้าทั้งสองนอนนิ่ง ๆ อยู่แบบนั้นต่อไปจะดีกว่า แต่ถ้าไม่อยากจะมีชีวิตอยู่แล้ว จะลองไล่ตามนางไป..ก็….ได้….นะ…" เสียงของหยวนซิงก้านแว่วดังขึ้นภายในหัวของพวกมันทั้งสองทันที และถึงแม้นว่า วู๋ฟา ค่งซือ จะมีจิตวิปลาส ไม่เคยกลัวผู้ใด แต่ทว่าครั้งนี้มันกลับ…หวาดกลัวเสียงที่ได้ยินเป็นยิ่งนัก และเมื่อเป็นเช่นนั้นคนทั้งสองจึงนอนลงในสภาพเติมต่อทันที
"ฮ่าๆๆๆ ก็นับว่าพวกเจ้าไม่ได้ไร้สมองซะทีเดียว…เช่นนั้นก็จงนอนต่อไปแบบนั้นอีกสักหนึ่งชั่วยามก็แล้วกัน แต่หากคิดจะลองลุกขึ้นก่อนถึงเวลาที่ข้าบอกดูกฌได้นะ…" คำกล่าวของหยวนซิงก้านทำเอาพวกมันทั้งสองถึงกับส่ายหน้าเป็นพัลวัน
"งั้นรึ…เชื่อฟังดีนี่เด็กสมัยนี่ ข้าก็นึกว่าจะได้ฆ่าคนเล่นอย่างทรมานเสียอีก หลังจากไม่ได้ทำมานานนับยี่สิบปี เอาล่ะ ตอนนี้ข้าขอตัว พานังหนูคนสวยผู้นี้ไปขึ้นสวรรค์ก่อน" หยวนซิงก้านหันไปหาไป๋ฟู๋ อีกครั้ง ก่อนมันแลบลิ้นเลียปากอย่างหื่นกระหายน่าเกลียด จากนั้นจึงจะใช้มือโอบเอวไป๋ฟู๋ และพาพุ่งทะยานลอยหายไปบนท้องฟ้าด้วยวิชาตัวเบาขั้งสูงสุด…
จบบท..