อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

    138 ศึกแรก

    มู่เชียนเพิ่งจะถูกเยว่เทียนหงตัดการติดต่อไป พรุ่งนี้นางต้องออกเดินทางไปสนามรบแล้ว ไม่อาจพูดคุยกับเขาได้อีกหลายวัน 


    ก่อนจะบอกลากันบุรุษผู้นั้นทำสีหน้าไม่ไว้วางใจ ก่อนจะเอ่ยปากขอคำยืนยันอีกครั้งว่า หากเกิดอันตรายนางต้องเรียกเขา..  ซึ่งแน่นอนว่าหญิงสาวก็มิได้รับปาก เขาจึงไม่พอใจนัก … 


    ยามนี้นางได้แต่มองกระจกที่มืดสนิทตรงหน้าด้วยรอยยิ้มอ่อนใจ


    “ท่านแม่.. ผู้ใดอยู่ในกระจก ?” เจ้าผีซิวตัวน้อยเอียงคอพูด เห็นบุรุษผู้หนึ่งปรากฏตัวพูดคุยกับมารดาในกระจกอยู่ทุกวัน จึงนึกสงสัย


    “เขาคือ…” มู่เชียนนิ่งคิดไปอึดใจ ก็ยังกำหนดสถานภาพให้คนผู้นั้นไม่ได้… จะบอกว่าเป็นราชาแห่งต้าเยว่ เจ้าตัวน้อยจะเข้าใจหรือไม่?  จะบอกว่าเป็นคนรัก อีกฝ่ายก็ไม่ได้รับปากอันใด จะให้ทึกทักไปเองคงไม่ได้…   


    “เขาคือท่านพ่อหรือ ?” จื่อฮั่วโพล่งออกมา  บุรุษที่สนิทสนมกับท่านแม่ย่อมต้องเป็นท่านพ่อ  


    “เหลวไหล !” ใบหน้าของผู้มารดาแดงก่ำ ขณะจะเอ่ยปากจะปฏิเสธ กลับมีคนมารายงานสถานการณ์ด่วนงถึงหน้าห้องพัก


    “เจ้าครองแคว้น… ทางต้าหนานและแคว้นลู่ประกาศสงครามแล้ว แคว้นหมานเข้าร่วมด้วยดังคาด พวกมันโอบล้อมจากสามด้านเข้ามา ขอนายหญิงรีบมีคำสั่งให้เตรียมรับศึกเถิด !!”


    ในห้องประชุมใหญ่ของแคว้นอวิ๋น เสียงจ่านอิงซูม่านแม่ทัพหลักกำลังกล่าวรายงานสถานการณ์ เกี่ยวกับกองกำลังรบที่อีกฝ่ายนำมา 


    บนพื้นห้องเบื้องหน้ามีแผนที่เสมือนจริงขนาดใหญ่วางอยู่ พร้อมด้วยสัญลักษณ์ต่างๆ ที่สามารถเลื่อนไปมาได้เพื่อจำลองสถานการณ์รบ


    “ไม่นึกว่ายามคับขัน แคว้นเยี่ยนกลับเกิดศึกภายในเสียได้..” หู่อู่เอ่ยอย่างไม่พอใจ “นี่มันจงใจตัดกำลังกันชัดๆ !!”


    เดิมทีเยี่ยนสี่ฉวนและเสี่ยวจือจือเตรียมกำลังไว้จะมาช่วยแคว้นอวิ๋นรับศึก ไม่นึกว่ากลับมีกบฏอ๋องสามและอ๋องสี่ หมายจะแบ่งแยกดินแดน.. เพื่อความปลอดภัยพวกมันยังส่งคนมาจับอดีตราชาไว้ หมายจะยึดเป็นตัวประกัน โชคดีที่เสี่ยวจือจืออยู่ตรงนั้น แคว้นเยี่ยนจึงสามารถพ้นวิกฤตมาได้ ทว่าหากคิดจะส่งกองทัพมาช่วยแคว้นอวิ๋นคงเป็นไปไม่ได้แล้ว


    “ข้าย้ำกับนางแล้วว่าไม่ต้องมา.” มู่เชียนเอ่ย “แคว้นเยี่ยนสถานการณ์วิกฤตกว่าพวกเรามาก”


    “ พวกเราเผชิญสถานการณ์ศึกสามด้านเช่นนี้ ยังนับว่าวิกฤตน้อยกว่าพวกเขาอีกหรือ” ถงเชามีท่าทางวิตกอย่างเห็นได้ชัด เพิ่งสร้างแคว้นก็เกิดศึกใหญ่เสียแล้ว เผ่าเยี่ยนถูที่หลบอยู่อย่างสงบมาตลอดย่อมไม่เคยชินนัก


    “การที่แคว้นหมานส่งทหารมาเพียงสองหมื่นนาย  หมายความว่าพวกมัน ตั้งใจเข้าร่วมสงครามฐานะพันธมิตรแคว้นลู่เท่านั้น  มิได้มีเจตนาสู้รบกับเราอย่างจริงจัง” ได้ยินนายสาววิเคราะห์อย่างเป็นเหตุผลทุกคนก็พยักหน้าเห็นด้วย​ 


    “ดังนั้น ซูม่าน หู่อู่ พวกเจ้านำกองกำลังหลักไปรับศึกแคว้นหมาน ให้กองทัพเจ็ดธาตุของเราได้ฝึกฝีมือ”   มู่เชียนเอ่ยพลางเลื่อนสัญลักษณ์ ‘หลัก’ สีแดงไปวางทางทิศตะวันออกของแคว้น.. 


    “ส่วนทางต้าหนาน…กำลังทหารหนึ่งแสนของฝั่งนั้นเป็นระดับนักยุทธ์และยอดยุทธ์   ระดับปราชญ์ยุทธ์มีเพียงไม่กี่สิบนายเท่านั้น  คิดว่าคงจัดการไม่ยาก” หญิงสาวเอ่ยพลาง หยิบเอาสัญลักษณ์อารักขาขึ้นไปวางไว้บริเวณทิศใต้ของแคว้น  “องค์ชายใหญ่รบกวนท่านนำทัพอารักขา ที่ประกอบด้วยจ้าวยุทธ์หนึ่งพันคนเข้าจัดการ..” 


    “นายหญิงเจ้าคะ” ฟู่เจี่ยอีก้าวออกมาเอ่ย  “ ศัตรูเช่นต้าหนานไม่ควรต้องใช้ทัพอารักขาทั้งหนึ่งพันหรอกเจ้าค่ะ .. เพียงหนึ่งหรือสองร้อยคนก็บดขยี้พวกมันทั้งหมดได้แล้ว.. หรือไม่เช่นนั้นข้าไปจัดการพวกมัน..” ฟู่เจี่ยอีกำลังจะเสนอตัวออกศึก ทว่าโม่เจี้ยนกลับขัดขึ้นเสียก่อน


    “ไม่รู้เรื่อง ก็เงียบไปดีกว่า”


    “ข้าพูดผิดหรือไร จ้าวยุทธ์ร้อยคนจะจัดการนักยุทธ์กับยอดยุทธ์หนึ่งแสนไม่ได้หรือ ?”ฟู่เจี่ยอีตวัดสายตาไปมองร่างสูงอย่างหาเรื่อง


    “แน่นอนว่าได้..” มู่เชียนเอ่ยยิ้มๆ “หากส่งจ้าวยุทธ์หนึ่งร้อยคนไป ย่อมแลกได้ศพหลายหมื่นกลับมา ทว่าหากส่งคนหนึ่งพันไปจะช่วยชีวิตคนได้นับแสน…”  


    เห็นฟู่เจี่ยอียังมีท่าทางงุนงง.. มู่เชียนและทุกคนก็เผยรอยยิ้มออกมา  “หากเจ้าสนใจอยากศึกษาก็ตามไปกับกองทัพอารักขาเถิด”


    “ส่วนศึกทิศเหนือกับแคว้นลู่ หากคาดไม่ผิดนั่นต่างหากจึงจะเป็นศึกใหญ่.. ศิษย์พี่โม่ ท่านนำทัพสัตว์อสูรของเราไป และข้า….จะไปกับท่านด้วย !!”




    สามวันต่อมา.. แคว้นอวิ๋นก็พบกับศึกสามด้านในที่สุด


    บริเวณประตูเมืองฝั่งตะวันออก  นักรบธาตุมืดจากเผ่าหมานยืนเผชิญหน้ากับกองทัพเจ็ดธาตุของแคว้นอวิ๋น โดยมีหู่อู่และซูม่านยืนนำทัพอยู่ด้านหน้า


    “ไม่ผิดจากที่ได้รับรายงานมา ทัพของพวกมันประกอบด้วยยอดยุทธ์จำนวน 20,000 คน ปราชญ์ยุทธ์ 1000  จ้าวยุทธ์ อีก 20  และยังมีมหายุทธ์ 1 คนเป็นผู้นำทัพ”  ซูม่านเอ่ยพลางพยักหน้าอย่างพอใจ


    ฝ่ายแคว้นหมานกำลังประเมินกองทัพของแคว้นอวิ๋นอยู่เช่นกัน  “ทหารระดับยอดยุทธ์ 10000 คน  ปราชญ์ยุทธ์เพียง 500 หากเทียบกันเช่นนี้ … กำลังของแคว้นหมานเราย่อมเหนือกว่าแคว้นอวิ๋นนับสิบเท่า..”  รองแม่ทัพผู้หนึ่งเอ่ย


    “ศึกนี้พวกเราชนะแน่ !” แม่ทัพแคว้นหมานเหยียดยิ้มเอ่ยอย่างมั่นใจ “แม่ทัพหญิงผู้นั้นเป็นเพียงคนไร้ค่า รองแม่ทัพนั่นต่างหากที่น่ากลัว เจ้านั่นเป็นมหายุทธ์เช่นกัน” ดวงตาชั่วร้ายเพ่งมองร่างสูงที่ยืนโดดเด่นอยู่แต่ไกลนั้นด้วยความโหดเหี้ยม “ข้าจะจัดการมันเอง !”





    “เจ้ากับข้า แยกกันทำศึก เอาชนะให้เร็วที่สุด” จ่านอิงซูม่านออกคำสั่งกับหู่อู่เสียงเข้ม ทว่าร่างสูงกลับมองเป็นความแข็งแกร่งอันน่าหลงใหล


    “ขอรางวัลล่อใจสักหน่อยสิ” หู่อู่เอ่ยพร้อมคลี่ยิ้มเอาใจ ทว่าหญิงสาวกลับมิได้ใส่ใจหันมามองบุรุษที่พยายามโปรยเสน่ห์นางอยู่ตลอดเวลาผู้นี้เลยแม้แต่น้อย


    “เด็ดหัวแม่ทัพฝ่ายตรงข้ามให้ได้ ห้ามไว้ชีวิตเด็ดขาด !”


    ‘เฮ้อ..สตรีนางนี้เฉยชาเกินไปแล้ว’


    ราวกับรู้กัน ยามเมื่อผู้เป็นมหายุทธ์ทั้งสองสบตา ร่างทรงพลังสองร่างก็พุ่งเข้าหากันด้วยความเร็วสูงสุด เพื่อไม่ให้เหล่าทหารยศต่ำได้รับบาดเจ็บ ลานต่อสู้ของพวกเขาจึงแยกออกมาจากกำลังรบหลักของกองทัพ  เว้นระยะพอประมาณ


    ทันทีที่ประมือกันแม่ทัพแคว้นหมานก็ลอบวิตกอย่างมาก .. ที่แท้รองแม่ทัพตรงหน้าเป็นถึงมหายุทธ์ขั้นปลายสุด ใกล้จะบรรลุระดับราชันย์ยุทธ์เต็มทีแล้ว ตนที่เป็นมหายุทธ์ชั้นกลางพบศัตรูเช่นนี้ ยากที่จะเอาชนะได้ 


    ทว่า… หากยื้อเวลารอจนทัพหลักของแคว้นอวิ๋นปราชัย ยามนั้นร่วมมือกับทัพใหญ่ค่อยจัดการคนผู้นี้ก็ไม่สาย


    หู่อู่ย่อมคาดเดาความคิดฝ่ายตรงข้ามได้ ทว่าเขาไม่รู้สึกหนักใจแม้แต่น้อย..  ในเมื่อได้รับคำสั่งจาก แม่ทัพสาวให้สังหาร.. อย่าว่าแต่แผนยืดเวลาของมันจะล่มเลย  แม้กระทั่งทัพหลักของมันก็ไม่อาจพ้นมือนางไปได้


    ยิ่งสู้กันไป แม่ทัพแคว้นหมานก็ยิ่งหวาดหวั่น เป็นผู้ฝึกปราณธาตุมืดเช่นเดียวกัน วิชาอันเป็นเอกลักษณ์ของต้าเยว่นั้นเขาย่อมรู้จักดี  ยิ่งเห็นสัญลักษณ์ ‘หู่’ จากป้ายห้อยเอวนั้น ก็ยิ่งมั่นใจ…


    คำว่าแย่แล้วกรีดลั่นอยู่ในสมองแม่ทัพแคว้นหมาน ดวงตาล่อกแล่กมองไปรอบด้านพร้อมกับพยายามจะหนี…. ทว่าเพื่อไม่ให้ผิดใจกับสตรีเย็นชานางนั้น หู่อู่ไม่อาจปล่อยคนตรงหน้าไปได้


    ‘จะโทษก็โทษที่เจ้าโชคไม่ดี มาเจอนางเข้าเถิด..’ 


    ฝ่ายกองกำลังหลักของซูม่าน หลังจากหู่อู่แยกตัวออกไป กองทัพเจ็ดธาตุก็เริ่มแผนการรบตามปกติ ทหารทั้งกระจายตัวไปแบ่งเป็นกลุ่มย่อยราวหนึ่งร้อย  แต่ละกลุ่มมีปราชญ์ยุทธ์ 4-5 คน แทรกไปด้วย


    กลุ่มทหารเหล่านั้น สร้างเกราะธาตุนำ้สีฟ้าขนาดใหญ่ขึ้นล้อมรอบกลุ่มของตนไว้  มองไกลๆสามารถเห็นได้อย่างเด่นชัด ในสถานการณ์ที่เกราะถูกสร้างขึ้นจากธาตุบริสุทธิ์ถึงยี่สิบคน ชั่วเวลาสั้นๆย่อมไม่มีผู้ใดทำลายมันลงได้ … ขณะที่ผู้ฝึกตนธาตุอื่นๆ ปล่อยปราณออกไปโจมตีศัตรู เป้าหมายคือเหล่ายอดยุทธ์ทั้งหมด


    แม้ยอดยุทธ์เหล่านั้นจะสร้างเกราะขึ้นมาได้ ทว่าเทียบกับการโจมตีจากธาตุเดี่ยวแล้วย่อมไม่อาจต้านทานได้ ทุกบริเวณที่กลุ่มปราณสีฟ้าแล่นผ่านจะทิ้งความเสียหายให้กับกระบวนทัพของแคว้นหมานอย่างมาก  ยามพบกับปราชญ์ยุทธ์ การต่อสู้ย่อมไม่แตกต่าง  มีเพียงเวลาเผชิญหน้ากับจ้าวยุทธ์เท่านั้น ที่พวกเขาจะเรียกรวมพลกับหน่วยด้านข้าง กลายเป็นก้อนสีฟ้ากลุ่มใหญ่ ต้านทานการโจมตีไว้ และถอยออกมาได้โดยไม่บุบสลาย


    “ทัพเจ็ดธาตุรึ..?!” รองแม่ทัพที่นำทัพหลักอยู่ถึงกับตื่นตระหนก.. แน่นอนว่าแม่ทัพนายกองทุกคนย่อมต้องเคยได้ยินชื่นี้ 


    นี่คือกระบวนทัพในอุดมคติของทหารชาญศึกทุกคน..!  


    ไม่ได้การแล้ว.. รองแม่ทัพรู้ดีว่าหากปล่อยไว้ จะพ่ายแพ้เมื่อใดก็ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น … จำต้องจัดการแม่ทัพผู้บัญชาการก่อน 


    เมื่อเห็นสัญญาณระดมพลจ้าวยุทธ์ทั้ง 20 คนในกองทัพ  เบนเป้าหมายมุ่งมาที่นาง..  ซูม่านก็คลี่ยิ้มเย้ยหยัน.. พวกมันคิดว่านางจะไม่เตรียมตัวหรือไร ? 


    เมื่อจ้าวยุทธ์ฉีกตัวออกมาจากทัพหลัก.. สถานการณ์รอบด้านพลันเปลี่ยนไป.. กองทัพหมานถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวจาก 20000 ก็เหลือเพียงไม่กี่พัน  


    ส่วนกลุ่มของซูม่านที่มีทหารหนึ่งร้อยเช่นกัน เพื่อป้องกันอันตรายแก่จอมทัพ ในกลุ่มจึงประกอบด้วยปราชญยุทธ์ขั้นปลาย 30 คน ที่เหลือล้วนเป็นยอดยุทธ์ธาตุลม  พวกเขาสร้างเกราะวายุขึ้นป้องกันรอบด้านเอาไว้ ในขณะที่ปราชญ์ยุทธ์ทั้งหลายส่งปราณออกไปโจมตี


    แน่นอนว่าธนูปราณจากปราชญ์ยุทธ์เพียงสามสิบคน ย่อมไม่อาจทำร้ายระดับจ้าวยุทธ์ได้  ขณะที่เวลาผ่านไป พวกมันยังคงป้องกันไปพลาง และโจมตีกลุ่มของซูม่านไปพลาง ไม่นานเกราะวายุตรงหน้าซูม่านก็เริ่มส่งสัญญาณอ่อนแรงลง


    รองแม่ทัพหมานกระหยิ่มยิ้มย่อง มองเกราะวายุที่ค่อยๆบางลงไป.. ขณะคิดจะส่งปราณระเบิดก้อนสุดท้ายออกไปปิดฉาก  จู่ๆ เกราะวายุธาตุลมนั้นก็ลุกฮือขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ไม่ต่างจากเดิม… 


    มือของยอดยุทธ์ธาตุลมเหล่านั้น ถือขวดยาสีขาวสะอาดเอาไว้ เพียงส่งโอสถเม็ดหนึ่งเข้าปาก ก็สามารถเติมเต็มปราณที่เสียไปกลับมาได้ทั้งหมดในพริบตา…


    โอสถคืนปราณขั้นสามนั้น แน่นอนว่าจ้าวยุทธ์เช่นเขาพอมีอยู่บ้าง  ทว่าก็เพียงแค่ทำให้สดชื่นและพอมีแรงขึ้นสามสี่ส่วนเท่านั้น   โอสถที่จะเติมปราณทั้งหมดกลับมาได้  ย่อมต้องเป็นโอสถทวนปราณ ระดับสี่ …. ราคาเม็ดหนึ่งเทียบได้กับหินปราณราวหนึ่งแสนก้อน !


    รองแม่ทัพกลืนน้ำลายอึกหนึ่งกับความทุ่มทุนของแคว้นอวิ๋น เมื่อครู่พวกมันเพิ่งผลาญเงินไปสิบล้านหินลมปราณ… ดูท่าคงจนตรอกแล้วสินะ คิดเช่นนี้ความอิจฉาค่อยเปลี่ยนเป็นความสะใจขึ้นมา


    “คิดจะยื้อเวลารอมหายุทธ์ผู้นั้นสินะ ?” รองแม่ทัพหมานเอ่ย … “พวกเขาล้วนเป็นมหายุทธ์ ย่อมต้องใช้เวลานานมากกว่าจะรู้ผล” 


    ซูม่านคลี่ยิ้มเย้ยหยัน …. รองแม่ทัพผู้นั้นพูดไม่ผิด การต่อสู้ของผู้ฝึกตนระดับสูง กว่าจะตัดสินแพ้ชนะบางครั้งใช้เวลาเกือบวัน ทว่าย่อมไม่ใช่กับหู่อู่ องครักษ์ประจำองค์ราชันย์แห่งต้าเยว่ และที่สำคัญ…


    “เชื่อเถอะว่า ข้าไม่จำเป็นต้องรอเขา..” แม่ทัพสาวเอ่ยเสียงนิ่ง  


    รองแม่ทัพหัวเราะลั่นกับท่าทางไม่หวาดหวั่นของนาง เขาส่งสัญญาณให้จ้าวยุทธ์ทั้งยี่สิบคนนั้นเร่งการโจมตีขึ้นไปอีก เพื่อเร่งการต่อสู้ให้จบลงโดยเร็ว  เพียงไม่กี่อึดใจต่อมาเกราะวายุก็เริ่มแสดงความไม่มั่นคงออกมาอีกครั้ง.


    คนข้างกายซูม่านไม่มีท่าทางผิดปกติ ยามที่หยิบโอสถอีกเม็ดออกมาส่งเข้าปาก


    “พวกเจ้า…!!”  คนเกือบร้อยคนอ้าปากคราวหนึ่งก็สูญหินปราณสิบล้านก้อน แคว้นอวิ๋นจะร่ำรวยไปหน่อยแล้ว “หึ.. อยากรู้นักว่า พวกเจ้าจะทำเช่นนี้ไปได้นานสักเท่าไหร่” โอสถราคาแพง อย่างไรก็ไม่มีทางนำมาใช้ได้บ่อยๆ  


    “โจมตีเข้าไปอีก  ฆ่านางให้ได้ !!” รองแม่ทัพตวาดใส่คนของตนอย่างโกรธเกรี้ยว


    การศึกไม่หน่ายเล่ห์ เมื่อเห็นโอกาสซ้ำเติมอารมณ์ที่บอบช้ำของฝ่ายตรงข้าม ซูม่านย่อมไม่ปล่อยไป “บอกเจ้าก็ไม่เป็นไร   โอสถนี้พวกเรามีคนละหนึ่งร้อยเม็ด…  กว่าพวกเราจะกินหมด พวกเจ้าก็คงหมดแรงไปนานแล้ว”   นางเอ่ยพร้อมกับเทโอสถสว่างสีเขียวสุกใสที่ดูอย่างไรก็คือโอสถขั้นสี่ที่สูงค่าออกทิ้งบนพื้น ราวกับของไร้ค่า ทั้งที่ราคาของมันคือสิบล้านหินลมปราณ.. 


    ที่สำคัญพวกเขาสังเกตเห็นยาขวดแบบเดียวกันนั้น ห้อยอยู่บนเอวของคนทุกคนข้างกายนาง  


    เหล่าจ้าวยุทธ์เห็นการอวดร่ำรวยของแคว้นอวิ๋น แล้วก็พลันนิ่งอึ้งไป  … ‘ขอสวามิภักดิ์ตอนนี้ทันหรือไม่ ?’


    “ทว่าคงไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว..” ได้ยินซูม่านเอ่ยถ้อยคำปริศนา จ้าวยุทธ์ทั้งยี่สิบพลันหวั่นใจ จนเมื่อรู้สึกถึงบรรยากาศรอบกายที่เงียบผิดปกติ ก็พบว่าพวกตนได้ถูกเกราะธาตุน้ำสีฟ้าขนาดใหญ่ล้อมไว้โดยรอบแล้ว 


    กองกำลังจากแคว้นหมานกว่าสองหมื่นนาย ถูกทัพเจ็ดธาตุสังหารจนสิ้น โดยปราศจากความสูญเสียแม้แต่คนเดียว.. 


    “หากพวกเจ้าไม่หลงกลมาไล่ตามข้า..​ เอาเวลาไปจัดการกลุ่มย่อมทีละกลุ่มอาจจะสร้างความเสียหายให้พวกเราได้บ้างสักร้อยหรือสองร้อยคน.”  ซูม่านเอ่ย


    “ทว่าสุดท้ายอย่างไรพวกเจ้าก็ต้องพ่ายแพ้อยู่ดี”  ภาพของจ้าวยุทธ์ยี่สิบคน ถูกกักอยู่ในเกราะวารีสีฟ้า ล้อมรอบโดยทหารนับหมื่น ดูอย่างไรก็ไม่มีทางฝ่าไปได้ โดยเฉพาะเมื่อเหล่าทหารทั้งหลาย ล้วนห้อยขวดโอสถสีขาวไว้ที่เอว


    หู่อู่ปรากฏตัวขึ้นข้างกายซูม่านเป็นคนสุดท้าย มือของเขาหิ้วศีรษะของแม่ทัพหมานส่งให้นางด้วยรอยยิ้ม “นี่ไง.. ของที่เจ้าอยากได้” 


    “ใช่เวลาเล่นหรือ !! ”  ได้ยินนางตวัดเสียงใส่  หู่อู่รีบยกมือห้ามนาง ก่อนจะระเบิดศีรษะที่ถือไว้จนแหลกสลายเป็นจุลในพริบตา


    จ้าวยุทธ์ยี่สิบคน พบว่าตนอยู่ในสถานการณ์ที่ไร้ทางสู้ จึงรีบคุกลงเข่ายอมแพ้…   


    แม่ทัพหญิงเหลือบตามองคนหลายร้อยที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าก่อนจะเผยรอยยิ้มเย็นชาออกมา ทหารเข้าร่วมสงคราม ล้วนทำตามคำสั่งผู้อื่น โดยทั่วไปหากยอมแพ้ ย่อมได้รับการอภัย… ทว่านี่มิใช่สถานการณ์ปกติ


    “กองกำลังเจ็ดธาตุรับคำสั่ง… สังหาร !!”  สิ้นเสียงแม่ทัพหญิงประกาศ… ท่ามกลางเกราะวารีที่คล้ายกรงขัง  การฆ่าฟันอันโหดร้ายเพียงฝ่ายเดียวก็เปิดฉากขึ้น 


    ศึกแรกนี้..กองทัพเจ็ดธาตุของแคว้นอวิ๋น ต้องเป็นที่โจษขานไปทั่วแผ่นดิน !! 


    คล้ายกับเรื่องอี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน