ยามฟ้าสาง แสงสีทองละมุนค่อย ๆ สาดส่องผ่านแนวเขาสูงชันลงมายังเบื้องล่าง หมอกบางเบาในยามเช้าปกคลุมทุ่งหญ้ารอบหมู่บ้านไว้อย่างหนาแน่น ราวกับผืนผ้าสีขาวบริสุทธิ์ที่โอบกอดผืนดินอันเป็ที่รักเอาไว้ ลู่เอินยืนนิ่งอยู่บนเนินดินเล็ก ๆ ที่สามารถมองเห็นภาพรวมของหมู่บ้านได้อย่างชัดเจน นางทอดสายตามองภาพตรงหน้าอย่างเงียบงัน... นิ่งเสียจนเหมือนรูปปั้นที่ไร้ิญญา
สิบปีก่อน... ที่แห่งนี้เคยเป็เพียงหมู่บ้านไม้ที่เงียบสงบ มีบ้านเรือนเพียงไม่กี่หลังที่คอยคุ้มกันแดดฝนให้แก่ชาวบ้านผู้ยากไร้ ทว่าในวันนี้ ภาพตรงหน้ากลับกลายเป็ชุมชนที่ขยายใหญ่ขึ้นหลายเท่า มีโรงตีเหล็กที่พ่นควันจาง ๆ สู่ท้องฟ้า ร้านขายผ้าที่นำสีสันมาประดับประดาทางเดิน และผู้คนที่เดินขวักไขว่กันั้แ่เช้าตรู่
"โลกยังคงเดินต่อไป... โดยไม่รอใคร" นางพึมพำกับตัวเองด้วยเสียงที่แ่เบาจนแทบจะกลืนไปกับสายลม
แม้คนคนหนึ่งจะหายสาบสูญไปนานนับทศวรรษ แต่วัฏจักรของโลกไม่เคยหยุดหมุน ลู่เอินดึงชายเสื้อที่เปียกชื้นให้เรียบร้อย จัดการท่าทางให้ดูเป็ธรรมชาติที่สุด ก่อนจะก้าวเท้าเข้าสู่หมู่บ้านอย่างแ่เบาและเงียบงัน
ไม่มีใครหันมาสนใจหญิงสาวตัวเล็กผู้มีใบหน้าเรียบเฉยที่เดินปะปนเข้ามาในฝูงชน ทุกคนต่างกำลังยุ่งอยู่กับชีวิตที่ต้องดิ้นรนของตนเอง เสียงะโเรียกลูกค้าของแม่ค้าขายผัก เสียงเด็กน้อยวิ่งไล่จับกันรอบกองฟาง และเสียงค้อนกระทบเหล็กที่ดังเป็จังหวะหนักแน่นของช่างตีเหล็ก ทุกอย่างล้วนเต็มไปด้วยชีวิตชีวาที่นางห่างหายไปนาน
ลู่เอินเดินผ่านร้านค้าหลายแห่ง พลางกวาดสายตาสังเกตพฤติกรรมของผู้คนโดยรอบ นางรู้ดีว่าหาก้าคำตอบของคำถามที่ค้างคาในใจ สิ่งที่ต้องทำไม่ใช่การสอบถาม แต่คือการ... ฟัง
ลู่เอินเลือกร้านน้ำชาขนาดเล็กที่ตั้งอยู่มุมอับของตลาด เพราะนางรู้ดีว่าในร้านเช่นนี้ ข่าวลือมักจะเดินทางเร็วกว่าม้าฝีเท้าดีเสียอีก นางเดินเข้าไปในร้านที่ดูเงียบสงบ เลือกนั่งโต๊ะมุมในสุดที่สามารถมองเห็นทางเข้าออกได้ถนัดตา ก่อนจะสั่งชาถ้วยหนึ่งมาดับกระหาย
ไม่นานนัก ถ้วยน้ำชาอุ่น ๆ ก็ถูกนำมาวางตรงหน้า ลู่เอินชะงักไปเล็กน้อยเมื่อนึกขึ้นได้ว่านางไม่มีแม้แต่เหรียญเดียวในตัว
"ข้า..." ลู่เอินเงยหน้าขึ้นมองเด็กเสิร์ฟ "ข้าไม่มีเงิน"
เด็กเสิร์ฟชะงักไปครู่หนึ่ง เขามองสำรวจหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความลำบากใจ ก่อนจะคลี่ยิ้มกว้างอย่างจริงใจ "ถ้าไม่มีเงินก็ไม่เป็ไรขอรับคุณหนู ร้านเราเป็ร้านน้ำชาเล็ก ๆ ไม่ได้ใจดำถึงขนาดปล่อยให้คนหิวน้ำหรอกขอรับ"
ลู่เอินนิ่งไป... โลกนี้ยังมีคนที่มีจิตใจดีหลงเหลืออยู่สินะ นางก้มศีรษะให้เล็กน้อยแทนคำขอบคุณ "ขอบใจเ้ามาก"
ในขณะที่นางยกน้ำชาขึ้นจิบ บทสนทนาจากโต๊ะข้าง ๆ ก็เริ่มลอยเข้ามาในโสตประสาท
"พวกเ้าได้ข่าวกันหรือยัง?" ชายหนุ่มคนหนึ่งกระซิบถาม
"ข่าวอะไรของเ้าอีกล่ะ?"
"ก็เื่พรรคมาราาโลหิตน่ะสิ! เดี๋ยวนี้พรรคเขายิ่งใหญ่ไม่ใช่เล่นเลยนะ ข้าเพิ่งไปส่งของมา เห็นกับตาเลยว่าขยายอาณาเขตไปไกลกว่าที่เคยเห็นตั้งเยอะ!"
มือที่ถือถ้วยชาของลู่เอินหยุดชะงักกลางอากาศ สีหน้าของนางยังคงนิ่งเรียบ แต่ภายในใจกลับเต้นรัวด้วยความประหลาดใจ—เด็กพวกนั้น สร้างพรรคจนกลายเป็ขั้วอำนาจใหญ่ขนาดนี้แล้วหรือ?
"จริงหรือ?" อีกคนถามอย่างทึ่ง "เทียบกับสำนักใหญ่ ๆ ได้เลยงั้นรึ?"
"เป็รองแค่หุบเขาเทียนเย่กับสำนักซื่อกวนเท่านั้นแหละ! ขนาดเมืองนี้ยังมีคนของพรรคเดินตรวจตราอยู่ทุกเดือน โจรผู้ร้ายแทบจะไม่มีที่ยืนเลยล่ะ"
ลู่เอินค่อย ๆ วางถ้วยชาลง สายตาเหลือบไปเห็นชายชราคนหนึ่งที่นั่งอยู่มุมร้าน เขายกถ้วยชาขึ้นจิบพลางถอนหายใจยาว ก่อนจะพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือตามกาลเวลา
"ถึงพรรคจะใหญ่โตแค่ไหน... แต่มันก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว"
ทั้งร้านตกอยู่ในความเงียบงัน ทุกคนหันไปมองชายชราเป็ตาเดียว ชายชราหัวเราะในลำคอแ่เบา "พวกเ้ายังเด็กนัก เลยไม่เคยเห็น... สมัยก่อนน่ะ ท่านประมุขลู่เอินเคยเดินเข้ามาในหมู่บ้านนี้ นางกินข้าวร้านเดียวกับพวกเรา นั่งหัวเราะกับเด็ก ๆ ใครลำบากนางก็ช่วย ไม่เคยถือตัวว่าเป็จอมยุทธ์ยอดฝีมือ"
เขาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง สายตาเต็มไปด้วยความคิดถึง "เสียดายนัก... คนดี ๆ กลับอายุสั้นเกินไป"
ปลายนิ้วของลู่เอินที่จับถ้วยชาอยู่สั่นไหวเพียงเล็กน้อย ความรู้สึกอัดอั้นบางอย่างตีขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ นางไม่เคยคิดเลยว่าสิบปีผ่านไป จะยังมีคนที่จดจำเื่ราวเล็ก ๆ น้อย ๆ ของนางได้
ดูเหมือนว่าโลกใบนี้... จะไม่ได้ลืมเลือนตัวตนของนางไปเสียทั้งหมด และการกลับมาครั้งนี้ของนาง ก็อาจไม่ได้หมายความว่านางจะต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวอย่างที่เคยหวั่นกลัวเลย