แสงแรกของวันยังไม่ทันพ้นแนวหลังคาเรือนตระกูลเย่ เย่เทียนก็ตื่นขึ้นแล้ว
เรือนพักของเขาไม่ได้ใหญ่โตนัก เตียงไม้ตัวหนึ่ง โต๊ะเตี้ยหนึ่งตัว ตะเกียงน้ำมันเก่าที่วางอยู่ตรงมุมห้อง และหน้าต่างบานเล็กที่เปิดออกไปเห็นเงาต้นไม้ด้านนอก ทั้งหมดเรียบง่ายจนแทบไม่มีสิ่งใดให้จดจำ แต่บนโต๊ะเตี้ยเช้าวันนี้กลับมีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ห้องเล็ก ๆ แห่งนี้ดูต่างออกไปจากเดิม
ตำราเก่าเล่มหนึ่งวางอยู่ตรงนั้น
บันทึกลมหายใจพื้นฐาน
มันไม่ใช่ตำราลับ ไม่ใช่วิชาระดับสูง และไม่ใช่สิ่งที่ใครในตระกูลเย่จะตื่นเต้นหากได้เห็น ตรงกันข้าม หากเด็กในลานฝึกบางคนรู้ว่าเย่จงมอบตำราเล่มนี้ให้เย่เทียนหลังจากพูดคุยกันยาวนาน พวกเขาคงหัวเราะออกมาด้วยซ้ำ เพราะตำราเช่นนี้เป็เพียงของพื้นฐานที่คนจำนวนมากอ่านผ่าน ๆ ั้แ่เริ่มฝึก ไม่ใช่สิ่งที่จะเปลี่ยนชะตาของผู้ใดได้
แต่เย่เทียนกลับนั่งอยู่หน้าโต๊ะมาเกือบครึ่งชั่วยามแล้ว
แสงเช้าลอดผ่านหน้าต่างกระทบลงบนหน้ากระดาษเก่า ตัวอักษรสีหมึกซีดจางเรียงตัวกันอย่างเรียบง่าย เนื้อหาในตำรามิได้สอนให้ผู้อ่านดึงปราณเข้าร่างอย่างรุนแรง มิได้สอนให้บังคับชีพจรเปิดออก หรือแนะนำเคล็ดลับลึกลับที่อ่านแล้วทำให้คนทะลวงขั้นได้ในคืนเดียว มันเพียงพูดถึงการนั่ง การหายใจ การฟังจังหวะของร่างกาย และการแยกให้ออกว่าอะไรคือการรับรู้จริง อะไรคือความคิดที่ตนสร้างขึ้นเพราะอยากก้าวหน้าเกินไป
ยิ่งอ่าน เย่เทียนยิ่งรู้สึกว่าตำราเล่มนี้ธรรมดาเกินไป
และยิ่งอ่าน เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าตนเองอาจไม่เคยเข้าใจสิ่งธรรมดาเหล่านี้เลย
ที่ผ่านมา เขาพยายามทำเหมือนคนอื่น ยืนเหมือนคนอื่น หายใจเหมือนคนอื่น ตั้งสมาธิเหมือนคนอื่น และรอให้ปราณในฟ้าดินตอบสนองเหมือนที่มันตอบสนองกับคนอื่น แต่ทุกครั้งที่เขาทำเช่นนั้น ร่างกายของเขากลับว่างเปล่า เหมือนประตูบานหนึ่งที่ไม่มีแม้แต่รอยต่อให้ผลัก
เมื่อคืนหลังกลับจากเรือนของเย่จง เขาเขียนสองประโยคไว้บนกระดาษเปล่าด้านข้างตำรา
ลมหายใจของข้า ไม่เหมือนผู้อื่น
ถ้าทางของคนอื่นเปิดประตูไม่ได้ ข้าจะหาทางของตัวเอง
เช้าวันนี้เมื่อได้อ่านมันอีกครั้ง เย่เทียนยังคงรู้สึกว่าประโยคเ่าั้ฟังดูเกินตัวไปบ้าง เด็กหนุ่มที่ยังเปิดชีพจรไม่ได้กลับพูดถึงการหาทางของตัวเอง หากคนอื่นเห็นเข้า คงมีคนหัวเราะจนปวดท้องแน่
แต่แปลกที่เขาไม่รู้สึกอยากลบมันออก
เย่เทียนวางพู่กันลงช้า ๆ ก่อนจะหลับตา ลมหายใจของเขาไหลเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ เขาไม่ได้พยายามดึงสิ่งใดเข้ามา ไม่ได้พยายามค้นหาความไหววูบในร่าง และไม่ได้บังคับให้ตนเองรู้สึกถึงปราณเหมือนที่เคยทำ เขาเพียงฟังเสียงลมหายใจของตนเองอย่างเงียบ ๆ
หายใจเข้า ยาวกว่าปกติเล็กน้อย
หายใจออก สั้นกว่าเดิมเล็กน้อย
่ว่างระหว่างลมหายใจมีความตึงบาง ๆ อยู่ตรงกลางอก
เมื่อก่อนเขาไม่เคยสังเกตสิ่งเหล่านี้ เพราะมัวแต่รอให้ปราณปรากฏขึ้น แต่เมื่อไม่ไล่ตามสิ่งที่ยังมาไม่ถึง เขากลับเริ่มเห็นสิ่งที่อยู่กับตนเองมาตลอด
เสียงเคาะเบา ๆ ดังขึ้นที่ประตู
เย่เทียนลืมตาขึ้น ความนิ่งในห้องจางหายไปทันที เขาหันไปมองประตู ก่อนจะยิ้มบาง “ถ้าเป็เสี่ยวอวี่ ข้ายังไม่หิว”
ประตูเปิดออกพร้อมเสียงไม่พอใจเบา ๆ “เ้าคิดว่าข้ามาหาเ้าได้แค่ตอนเอาของกินมาให้หรือ”
เย่เสี่ยวอวี่ก้าวเข้ามาในห้อง นางสวมชุดสีอ่อนเรียบง่าย ผมถูกมัดไว้อย่างไม่พิถีพิถันนัก ในมือไม่ได้ถือห่อขนมอย่างที่เย่เทียนล้อไว้ แต่เป็ม้วนกระดาษบาง ๆ แทน ใบหน้าของนางดูจริงจังกว่าปกติเล็กน้อย ทำให้เย่เทียนเลิกคิ้วขึ้น
“วันนี้ไม่เอาขนมมา แปลว่าต้องมีเื่สำคัญ”
“ก็สำคัญอยู่” เสี่ยวอวี่เดินมาวางม้วนกระดาษลงบนโต๊ะ “ข้าได้ยินมาจากเรือนกลาง เมื่อเช้ามีคนจากสภาเมืองมาส่งสารถึงตระกูลเย่”
เย่เทียนหยิบม้วนกระดาษขึ้นมาดู แต่ยังไม่เปิด “สารอะไร”
“เหมือนจะเป็เื่งานรวมรุ่นเยาว์ของสี่ตระกูลหลัก” เสี่ยวอวี่ตอบ “ไม่ใช่งานประลองใหญ่ แค่การพบปะก่อนการประเมินเมือง แต่คนในเรือนกลางพูดกันว่า ปีนี้อาจไม่ธรรมดา”
คำว่า “สี่ตระกูลหลัก” ทำให้เย่เทียนชะงักเล็กน้อย
เขาเคยได้ยินชื่อเหล่านี้มาั้แ่เด็ก แต่สำหรับเขาในอดีต มันเป็เพียงชื่อที่ผู้ใหญ่ใช้พูดเวลาหารือเื่เมือง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากนัก ตระกูลเย่คือบ้านของเขา ตระกูลซูคือความทรงจำเก่าที่เพิ่งถูกหมอกตลาดปลุกขึ้นมาอีกครั้ง ส่วนตระกูลหลินและตระกูลหานนั้นอยู่ในฐานะ “คนอื่น” ที่ไกลพอจะไม่ต้องใส่ใจ
แต่หลังจากเดินตลาดเมื่อวาน หลังจากเห็นราคายา ราคาหินปราณ และได้ยินข่าวลือในโรงน้ำชา เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าเมืองชิงหลานไม่ได้มีเพียงลานฝึกของตระกูลเย่
เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้มีเส้นใยจำนวนมากซ่อนอยู่ใต้ผิวเรียบง่ายของมัน
และสี่ตระกูลหลักคือผู้ถือเส้นใยเ่าั้ไว้คนละด้าน
“สี่ตระกูลหลัก…” เย่เทียนคลี่ม้วนกระดาษออกอย่างช้า ๆ บนกระดาษเขียนข้อความไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็ถ้อยคำทางการเชิญตระกูลเย่ส่งรุ่นเยาว์เข้าร่วมงานพบปะที่ลานกลางเมืองในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ด้านล่างมีตราประทับของสภาเมือง และข้าง ๆ มีชื่อสี่ตระกูลเรียงกันอย่างเป็ระเบียบ
เย่
ซู
หลิน
หาน
เสี่ยวอวี่ชะโงกหน้ามาดูด้วย “เ้าเคยไปงานแบบนี้หรือไม่”
เย่เทียนส่ายหน้า “ไม่เคย คนที่ถูกส่งไปส่วนใหญ่เป็รุ่นเยาว์ที่มีความก้าวหน้าชัดเจน ข้าในตอนนั้นยืนท้ายแถวยังแทบไม่มีใครเห็น จะให้ไปทำไม”
“แล้วปีนี้ล่ะ”
เย่เทียนมองข้อความในกระดาษอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มบาง “ถ้าให้เดา ปีนี้เขาคงยิ่งไม่อยากส่งข้าไป”
“แต่เ้าอยากไปหรือไม่” เสี่ยวอวี่ถาม
คำถามนั้นทำให้เย่เทียนเงียบลงเล็กน้อย
ถ้าเป็ก่อนหน้านี้ เขาอาจตอบเล่น ๆ ว่าไปก็ได้ไม่ไปก็ได้ เพราะสำหรับคนที่ยังเปิดชีพจรไม่ได้ งานของรุ่นเยาว์สี่ตระกูลย่อมไม่ต่างจากการไปยืนให้คนอื่นเปรียบเทียบ แต่หลังจากเมื่อวาน เขากลับรู้สึกว่าตนเองควรเห็นโลกให้มากขึ้นอีกนิด
เขาควรเห็นตระกูลหลินที่คุมทรัพยากรและการค้า
ควรเห็นตระกูลหานที่ผู้คนเล่ากันว่าออกล่าสัตว์อสูรและคุ้มกันเส้นทางูเา
ควรเห็นตระกูลซูที่ซ่อนตัวอยู่ในม่านหมอกของข่าวลือ
และควรเห็นว่าตระกูลเย่ของตนเองยืนอยู่ตรงไหนในเมืองชิงหลานแห่งนี้
“อยาก” เย่เทียนตอบในที่สุด “ไม่ใช่เพราะอยากเด่น แค่อยากรู้ว่าข้างนอกตระกูลเย่เป็อย่างไร”
เสี่ยวอวี่มองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มเล็กน้อย “คำตอบนี้เหมือนเ้ามาก”
เย่เทียนหัวเราะเบา ๆ “ข้าจะถือว่าเป็คำชม”
“ก็เป็คำชม”
ก่อนที่ทั้งสองจะพูดต่อ เสียงคนเรียกจากด้านนอกก็ดังขึ้น เด็กหนุ่มคนหนึ่งจากเรือนฝึกรีบวิ่งผ่านทางเดินแล้วะโบอกให้รุ่นเยาว์ทุกคนไปรวมตัวที่ลานฝึกหลัก เพราะผู้าุโจะประกาศเื่สำคัญ เย่เทียนกับเสี่ยวอวี่สบตากันครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินออกจากเรือนพักพร้อมกัน
ลานฝึกหลักในเช้าวันนั้นคึกคักกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด เด็กหนุ่มรุ่นเยาว์หลายสิบคนรวมตัวกันเป็กลุ่มเล็ก ๆ พูดคุยกันเสียงเบา บางคนตื่นเต้น บางคนกังวล และบางคนพยายามทำสีหน้าเฉยเมยเหมือนไม่สนใจ ทั้งที่สายตากลับแอบมองไปยังด้านหน้าอยู่เป็ระยะ
เย่เฉิงยืนอยู่แถวหน้าเช่นเคย ท่าทางของเขายังคงสงบมั่นคง ไม่มีความตื่นเต้นปรากฏบนใบหน้า แต่ผู้คนรอบตัวกลับมองเขาด้วยสายตาคาดหวังอยู่แล้ว เพราะหากตระกูลเย่ต้องส่งรุ่นเยาว์เข้าร่วมงานสี่ตระกูลจริง ๆ ชื่อของเย่เฉิงย่อมอยู่ในนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย
ไม่นาน ผู้ฝึกสอนประจำลานก็เดินเข้ามาพร้อมผู้าุโคนหนึ่งที่เย่เทียนคุ้นหน้าแต่ไม่สนิทนัก ชายผู้นั้นเป็ผู้ดูแลเื่กิจการภายนอกของตระกูล หน้าตาเรียบเฉยและพูดจาเป็ทางการเสมอ
“อีกห้าวัน จะมีงานพบปะรุ่นเยาว์ของสี่ตระกูลหลักที่ลานกลางเมือง” ผู้าุโกล่าวโดยไม่อ้อมค้อม “งานนี้ไม่ใช่การประลองตัดสินแพ้ชนะ แต่เป็โอกาสให้รุ่นเยาว์ของแต่ละตระกูลได้พบปะ แลกเปลี่ยน และแสดงความก้าวหน้าก่อนการประเมินเมืองในอนาคต”
คำว่า “แสดงความก้าวหน้า” ทำให้หลายคนยืนตัวตรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ผู้าุโกล่าวต่อ “ตระกูลเย่จะส่งรุ่นเยาว์จำนวนจำกัดเข้าร่วม ผู้ที่มีพื้นฐานมั่นคงและเหมาะสมจะได้รับการพิจารณาก่อน รายชื่อเบื้องต้นจะประกาศหลังการฝึกวันนี้”
เด็กหลายคนเริ่มกระซิบกันทันที
“เย่เฉิงต้องได้ไปแน่”
“นอกจากเขาแล้วคงมีเย่ิ เย่หลัวด้วยกระมัง”
“เย่เทียนคงไม่มีทางอยู่แล้ว งานสี่ตระกูลไม่ใช่ที่ให้คนที่ยังเปิดชีพจรไม่ได้ไปยืนอาย”
เสียงสุดท้ายเบามาก แต่ก็ยังพอให้เย่เทียนได้ยิน
เสี่ยวอวี่ที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ หันไปมองคนพูดทันทีด้วยสีหน้าไม่พอใจ แต่เย่เทียนเพียงยกมือขึ้นเบา ๆ เป็เชิงห้าม เขาไม่ได้มองไปทางนั้นด้วยซ้ำ เพียงยืนฟังต่ออย่างสงบ
เขาชินกับคำพูดเช่นนี้แล้ว
และสิ่งที่ทำให้เขาสนใจมากกว่าคำดูถูก คือชื่อของอีกสามตระกูลที่ผู้าุโเริ่มกล่าวถึงหลังจากนั้น
“พวกเ้าควรรู้ไว้ เมืองชิงหลานแม้ไม่ใช่เมืองใหญ่ แต่สี่ตระกูลหลักต่างมีรากฐานของตนเอง ตระกูลเย่ของเราเน้นรากฐานปราณและการฝึกยุทธดั้งเดิม ตระกูลซูเก่าแก่และรักษากฎเคร่งครัด ไม่ค่อยยุ่งกับภายนอก ตระกูลหลินถือครองการค้าสมุนไพร หินปราณ และเส้นทางทรัพยากรจำนวนมาก ส่วนตระกูลหานเติบโตจากนักล่าและผู้คุ้มกันเส้นทางูเา คนของพวกเขาอาจดูหยาบ แต่ประสบการณ์ต่อสู้จริงไม่อ่อนด้อย”
นี่เป็ครั้งแรกที่ชื่อทั้งสี่ตระกูลถูกอธิบายต่อหน้ารุ่นเยาว์อย่างชัดเจน
เย่เทียนฟังอย่างตั้งใจ
ตระกูลหลิน…ทรัพยากร สมุนไพร หินปราณ
ตระกูลหาน…นักล่า เส้นทางูเา ต่อสู้จริง
ตระกูลซู…เก่าแก่ ลึกลับ รักษากฎ
เมื่อต่อกับสิ่งที่เขาเห็นในตลาดเมื่อวาน ภาพของเมืองชิงหลานในใจเขาเริ่มชัดขึ้นเล็กน้อย เมืองนี้ไม่ได้สงบเพราะไม่มีคลื่นลม เพียงแต่คลื่นลมจำนวนมากถูกซ่อนอยู่หลังรอยยิ้ม คำทักทาย และราคาสินค้าที่ผู้คนต่อรองกันทุกวัน
“จำไว้” ผู้าุโกล่าวเสียงหนักขึ้น “เมื่อออกไปยืนในนามตระกูลเย่ การกระทำของพวกเ้าจะไม่ใช่เื่ส่วนตัวอีกต่อไป อย่าอวดดี อย่าก่อเื่ และอย่าทำให้ตระกูลเสียหน้า”
คำว่า “เสียหน้า” ทำให้สายตาหลายคู่หันมาทางเย่เทียนอีกครั้งโดยไม่ปิดบังนัก
เย่เทียนยังคงยิ้มบาง ๆ แต่ในใจกลับเข้าใจแล้วว่า ถึงเขาอยากไป งานนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะได้รับสิทธิ์ง่าย ๆ
หลังการประกาศ การฝึกยังคงดำเนินต่อไป แต่บรรยากาศต่างจากเดิมอย่างชัดเจน เด็กที่คิดว่าตนเองมีโอกาสถูกเลือกต่างพยายามแสดงออกมากขึ้น บางคนตั้งใจกว่าปกติ บางคนเคลื่อนไหวเกินจำเป็จนผู้ฝึกสอนต้องตำหนิ เย่เฉิงยังคงฝึกอย่างสม่ำเสมอ ไม่เร่ง ไม่ช้า ราวกับงานสี่ตระกูลไม่ได้เปลี่ยนแปลงจังหวะของเขาเลย
เย่เทียนกลับถูกแยกไปฝึกพื้นฐานลมหายใจตามเดิม
เขาไม่ได้ประหลาดใจ และครั้งนี้ก็ไม่ได้รู้สึกแย่เท่าก่อนหน้า เพราะตำราเก่าในอกเสื้อทำให้เขารู้สึกเหมือนมีบางสิ่งให้ยึดอยู่เงียบ ๆ เขานั่งลงที่มุมลาน ปล่อยให้เสียงฝึกของคนอื่นกลายเป็ฉากหลัง แล้วเริ่มฟังลมหายใจของตนเองตามที่เขียนไว้เมื่อคืน
เขาไม่พยายามหาปราณ
ไม่พยายามบังคับชีพจร
เพียงแยกแยะว่าลมหายใจ่ใดทำให้ร่างกายตึง ่ใดทำให้ความคิดไหลเร็วเกินไป และ่ใดที่ความไหววูบลึกในร่างเหมือนจะปรากฏขึ้นเพียงเล็กน้อย
มันยังเลือนรางมาก
แต่ไม่ใช่ความว่างเปล่าเหมือนเดิม
ในระหว่างพักกลางวัน เย่เทียนกำลังจะลุกไปล้างหน้า เสียงโต้เถียงเบา ๆ ก็ลอยมาจากด้านหลังเรือนเก็บอุปกรณ์ เขาจำเสียงหนึ่งได้ทันที
เสี่ยวอวี่
เสียงของนางไม่ได้ดัง แต่ฟังออกว่ากำลังพยายามอดทน
เย่เทียนเดินไปตามเสียงโดยไม่รีบร้อน เมื่ออ้อมผ่านกำแพงเตี้ย เขาก็เห็นเสี่ยวอวี่ยืนอยู่ตรงหน้ากลุ่มเด็กสาวสองสามคนในตระกูล หนึ่งในนั้นเป็เด็กสาวที่มีฐานะสายหลักกว่านางเล็กน้อย ใบหน้ามีรอยยิ้มบาง ๆ แต่แววตาไม่เป็มิตรนัก
“ข้าแค่หวังดี” เด็กสาวคนนั้นกล่าว “เ้าเอาเวลาไปยุ่งกับเย่เทียนมากเกินไปแล้ว หากเขาเปิดชีพจรไม่ได้จริง ๆ วันหนึ่งเขาจะถูกย้ายออกจากลานฝึกหลัก ถึงตอนนั้นเ้ายังจะตามไปดูแลเขาอีกหรือ”
เสี่ยวอวี่เม้มริมฝีปาก “นั่นไม่เกี่ยวกับเ้า”
“เกี่ยวสิ พวกเราอยู่ตระกูลเดียวกัน ข้าไม่อยากเห็นเ้าถูกมองว่าไม่มีสายตา” อีกฝ่ายหัวเราะเบา ๆ “คนบางคนน่าสงสารก็จริง แต่ความสงสารไม่ทำให้เขามีอนาคตขึ้นมาได้หรอก”
เย่เทียนหยุดอยู่ด้านหลังมุมกำแพงชั่วครู่
หากเป็เื่ของตนเอง เขาคงปล่อยผ่านได้ง่ายกว่า แต่เมื่อได้ยินคำเหล่านี้ถูกโยนใส่เสี่ยวอวี่แทนเขา ความรู้สึกในอกกลับต่างออกไป
เขาเดินออกไปพร้อมรอยยิ้มบาง “ข้าเพิ่งรู้ว่าตัวเองมีอิทธิพลถึงขั้นทำให้พวกเ้าต้องประชุมกันเื่อนาคตของเสี่ยวอวี่”
เด็กสาวกลุ่มนั้นชะงักทันที เสี่ยวอวี่หันมามองเขาด้วยสีหน้าใเล็กน้อย
เด็กสาวที่พูดเมื่อครู่ปรับสีหน้าอย่างรวดเร็ว “เย่เทียน พวกเราแค่คุยกัน”
“ข้ารู้” เย่เทียนพยักหน้า “ข้าก็แค่มาร่วมคุยด้วย เพราะดูเหมือนหัวข้อจะเกี่ยวกับข้าไม่น้อย”
อีกฝ่ายขมวดคิ้วเล็กน้อย “ถ้าเ้ารู้ตัว ก็ควรเข้าใจว่าเสี่ยวอวี่ไม่ควรถูกลากลงไปเพราะเ้า”
เย่เทียนยิ้มจาง ๆ “พูดถูก นางไม่ควรถูกลากลงไปเพราะข้า ดังนั้นถ้ามีใครคิดจะใช้ชื่อข้าไปกดนางอีก คราวหน้ามาคุยกับข้าตรง ๆ ดีกว่า”
คำพูดนั้นไม่ดัง ไม่รุนแรง และไม่มีพลังปราณแม้แต่น้อย แต่กลับทำให้บรรยากาศนิ่งลง
เด็กสาวคนนั้นเหมือนอยากตอบโต้ แต่เย่เทียนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเดิม “อีกอย่าง ข้ายังไม่ถูกย้ายออกจากลานฝึกหลัก และต่อให้วันหนึ่งถูกย้ายจริง นั่นก็เป็เื่ของข้า ไม่ใช่เหตุผลให้ใครใช้ไปตัดสินว่านางควรคบใครหรือไม่ควรคบใคร”
เสี่ยวอวี่มองเขานิ่ง ๆ
คนตรงหน้าไม่ได้แสดงท่าทีดุดัน ไม่ได้ะโ และไม่ได้ทำเหมือนตนกำลังปกป้องใครอย่างยิ่งใหญ่ แต่คำพูดของเขากลับทำให้นางรู้สึกว่าตนไม่ได้ยืนอยู่ลำพัง
เด็กสาวกลุ่มนั้นสบตากันเล็กน้อย สุดท้ายจึงแค่นเสียงเบา ๆ แล้วเดินจากไปอย่างไม่พอใจ
เมื่อพวกนางไปไกลแล้ว เสี่ยวอวี่จึงถามขึ้น “เ้ามาั้แ่เมื่อไร”
“ั้แ่ก่อนที่ข้าจะรู้ว่าความน่าสงสารของข้าสามารถทำลายอนาคตเ้าได้” เย่เทียนตอบ
เสี่ยวอวี่นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ “เ้ายังล้อเล่นได้อีก”
“ถ้าข้าไม่ล้อเล่น เ้าก็จะทำหน้าเหมือนจะร้องไห้”
“ข้าไม่ได้จะร้อง”
“ข้าก็ไม่ได้บอกว่าเ้าร้องแล้ว”
นางถลึงตาใส่เขา แต่คราวนี้ไม่มีความกังวลเหมือนก่อนหน้า เหลือเพียงความอุ่นใจที่ซ่อนอยู่หลังท่าทางขัดเขินเล็กน้อย
เย่เทียนมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น “เสี่ยวอวี่ วันหน้า หากมีใครพูดเช่นนี้อีก เ้าไม่จำเป็ต้องทนเพราะเกรงใจข้า”
นางชะงัก “แล้วถ้าข้าตอบโต้ จะทำให้เ้าลำบากกว่าเดิมหรือไม่”
เย่เทียนยิ้มบาง “ข้าลำบากอยู่แล้ว เพิ่มอีกนิดคงไม่ต่างกันมาก”
“เย่เทียน”
“ล้อเล่น” เขายกมือยอมแพ้ ก่อนจะกล่าวต่อเบาลง “แต่ข้าหมายความจริง ๆ เ้าไม่ควรต้องลดตัวเองลงเพื่อให้คนอื่นสบายใจ”
เสี่ยวอวี่เงียบไปนาน ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ
่บ่าย รายชื่อรุ่นเยาว์ที่จะเข้าร่วมงานพบปะสี่ตระกูลถูกติดไว้ที่กระดานประกาศใกล้ลานฝึก เด็กหลายคนรีบไปรวมตัวกันทันที เสียงฮือฮาดังขึ้นเป็ระยะ
เย่เทียนเดินไปถึงช้ากว่าคนอื่นเล็กน้อย เขายืนอยู่วงนอก ไม่จำเป็ต้องเบียดเข้าไปก็พอเดาได้ว่าชื่อของใครอยู่บนกระดาษ
เย่เฉิงอยู่แน่นอน
เย่ิ เย่หลัว และอีกสองสามคนที่เปิดชีพจรมั่นคงก็อยู่เช่นกัน
ส่วนชื่อของเย่เทียนไม่อยู่
นั่นไม่ใช่เื่น่าแปลกใจ
แต่เสี่ยวอวี่ที่ยืนอยู่ข้างเขากลับเงียบลงอย่างเห็นได้ชัด เย่เทียนเห็นสีหน้านางแล้วหัวเราะเบา ๆ “เ้าผิดหวังแทนข้าทำไม ข้ายังไม่ทันผิดหวังเลย”
“แต่เ้าอยากไปไม่ใช่หรือ”
“อยากไปกับควรได้ไปเป็คนละเื่” เย่เทียนกล่าว “ตระกูลไม่ส่งคนที่ยังเปิดชีพจรไม่ได้ไปแสดงตัว นั่นก็สมเหตุสมผล”
เสี่ยวอวี่มองเขา “เ้าพูดเหมือนเข้าใจทุกอย่าง”
“ไม่ถึงขนาดนั้น” เขายิ้มบาง “แค่ไม่อยากเสียแรงโกรธในเื่ที่คาดไว้แล้ว”
ขณะที่คนส่วนใหญ่กำลังสนใจรายชื่อ บ่าวคนหนึ่งของเรือนกลางก็เดินเข้ามาหาผู้ฝึกสอนแล้วกระซิบบางอย่าง ผู้ฝึกสอนขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะหันมามองรอบลาน สายตาของเขาหยุดที่เย่เทียนเพียงเสี้ยวหนึ่ง
ไม่นานนัก เขาก็ประกาศเสียงดังขึ้น “เย่เทียน”
เสียงรอบข้างเงียบลงทันที
เย่เทียนเงยหน้าขึ้น “ขอรับ”
“ผู้าุโเย่จงเรียกเ้าไปพบที่เรือนกลางหลังการฝึก”
คำประกาศสั้น ๆ นั้นทำให้คนรอบข้างเริ่มกระซิบกันอีกครั้ง เพราะเรือนกลางไม่ใช่สถานที่ที่เด็กท้ายแถวคนหนึ่งจะถูกเรียกไปโดยไม่มีเหตุผล
เย่เทียนเองก็ประหลาดใจเล็กน้อย แต่ยังคงตอบรับอย่างสงบ
เย่เฉิงที่ยืนอยู่หน้าแถวหันมามองเขาแวบหนึ่ง สายตานั้นไม่ได้เยาะเย้ย หากแต่มีความสงสัยเล็กน้อยปนอยู่
เย่เทียนสบตาอีกฝ่ายเพียงครู่เดียว ก่อนจะยิ้มบางตามนิสัย
เขาไม่รู้ว่าเย่จงเรียกเขาไปด้วยเหตุใด
ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับงานสี่ตระกูลหรือไม่
และไม่รู้ว่าตนเองจะยังเป็เพียงคนนอกประตูของเส้นทางปราณไปอีกนานแค่ไหน
แต่หลังจากวันนี้ เขาเริ่มเข้าใจมากขึ้นว่า แม้คนอื่นจะไม่เขียนชื่อเขาไว้บนกระดาษรายชื่อ แต่โลกก็ไม่ได้หยุดเคลื่อนไหวเพียงเพราะเขายังไม่พร้อม
สี่ตระกูลเริ่มปรากฏเงา
เมืองชิงหลานเริ่มเผยโครงร่างที่ซ่อนอยู่
และเขาเอง แม้ยังไม่มีปราณ ก็ไม่อาจยืนอยู่ท้ายแถวโดยไม่มองโลกข้างหน้าได้อีกต่อไป