ท่ามกลางลานกว้างของเรือนบุปผาโปรย เสียงลมพัดหวีดหวิวจากคมดาบที่แหวกอากาศดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไป๋หย่งเจิ้ง ในชุดรัดกุมสีเข้มกวัดแกว่งดาบใหญ่ร่ายรำวิชาประจำตระกูลอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทุกลมหายใจของเขาเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความมุ่งมั่นและเพลิงแค้นที่ยังคงสุมทรวง ภาพเหตุการณ์ในคืนมหาวิปโยคยังคงฉายซ้ำในหัวดุจภาพหลอน เสียงกรีดร้อง คาวเื และคำสั่งเสียสุดท้ายของบิดาคือแรงขับดันเดียวที่ทำให้เขายังยืนหยัดอยู่ได้
หากเปรียบเทียบกัวเทียนอวี้เป็ประหนึ่งหยกงามที่สลักเสลาอย่างประณีตดูเป็วิญญูชนผู้ทรงความรู้ ไป๋หย่งเจิ้งกลับเป็ดั่งศิลาผาที่หนักแน่นและตรงไปตรงมา ใบหน้าของเขาคมเข้ม แววตาแฝงความซื่อสัตย์และเด็ดเดี่ยวตามนิสัยบุรุษฝ่ายธรรมะอย่างแท้จริง
วิชาดาบที่เขาฝึกปรืออยู่นี้คือ “ดาบทลายบรรพต ๑๒ กระบวนท่า” ซึ่งเป็วิชาที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ลักษณะเด่นของมันคือความรวดเร็ว แม่นยำ และดุดันถึงขีดสุด มันปราศจากท่วงท่าพลิกแพลงหรือลวดลายที่สวยงาม ทว่ากลับยึดถือหลักการ “ใช้ความทื่อด้านสยบความซับซ้อน” ดาบที่ฟันออกไปอย่างซื่อตรงแต่ทรงพลังมหาศาลนั้น บางครั้งก็ยากจะต้านทานยิ่งกว่าวิชาที่พิสดารพันลึก
หย่งเจิ้งหยุดนิ่งในท่าเตรียมพร้อม พลางนึกถึงอดีตยามที่ครอบครัวยังพร้อมหน้า บิดาของเขาเคยใช้ดาบ ๑๒ ท่านี้สร้างชื่อกระฉ่อนยุทธภพในการพิทักษ์คุณธรรม และได้พบรักกับมารดาของเขาซึ่งในตอนนั้นนางยังใช้แซ่เดิมและเป็จอมยุทธ์หญิงผู้เลื่องชื่อ เพลงกระบี่ของนางนั้นอ่อนช้อย พลิกแพลง และรวดเร็วปานสายลม ซึ่งแตกต่างกับดาบทลายบรรพตอย่างสิ้นเชิง ยามที่ทั้งสองท่องยุทธภพและประสานวิชาดาบเข้ากับเพลงกระบี่ร่วมกัน แทบจะเรียกได้ว่าไร้จุดอ่อนและไร้ผู้ต่อต้าน
พร์ของหย่งเจิ้งนั้นปรากฏชัดั้แ่อายุเพียง ๘ ขวบ เขาสามารถจดจำและร่ายรำกระบวนท่าทั้งหมดได้เพียงการชี้แนะไม่กี่ครั้ง บิดาของเขาแม้จะภูมิใจในตัวบุตรชายมากเพียงใด แต่ลึกๆ กลับมีความกังวลใจยิ่งนัก
“เจิ้งเอ๋อ ดาบทลายบรรพตนี้แม้จะดุดัน แต่หากไร้ซึ่งลมปราณชั้นยอดหนุนนำ มันก็เป็เพียงวิชาที่หยาบกระด้างท่าหนึ่ง” บิดาของเขามักจะกล่าวเช่นนั้นเสมอ
เหตุเพราะวิชาลมปราณที่ตระกูลไป๋ถือครองเป็เพียงลมปราณพื้นฐานชั้นกลาง ไม่ใช่ยอดวิชาลมปราณที่จะขับเน้นอานุภาพของดาบให้ถึงขีดสุดได้ บิดาของเขาจึงมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะฝากฝังหย่งเจิ้งให้เป็ศิษย์ของสำนักใหญ่ในยุทธภพ เพื่อมิต้องให้พร์อันล้ำเลิศนี้ต้องสูญสลายไปกับวิชาที่ไม่ได้โดดเด่นนัก
“หากพ่อปล่อยให้พร์ของเ้าจมปลักอยู่กับวิชาที่ไปไม่ถึงจุดสูงสุดของยุทธภพ นับเป็บาปมหันต์ที่พ่อมีต่อบรรพชน”
หย่งเจิ้งเผลอยิ้มออกมาเล็กน้อยเมื่อนึกถึงความดื้อรั้นของบิดาที่พยายามจะผลักดันเขาออกไปสู่โลกกว้าง ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับเลือนหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อเขามองไปยังห้องพักของมารดา ความโศกเศร้าเข้าปกคลุมหัวใจอีกครั้ง
ไป๋หย่งเจิ้งกระชับด้ามดาบแน่นขึ้น แม้หัวใจจะเปี่ยมด้วยความทะนงในวิชาของบรรพชน แต่ความพ่ายแพ้และภาพกองเพลิงในคืนนั้นสอนให้เขารู้ซึ้งถึงความจริงที่โหดร้าย หากเขาปรารถนาจะปลิดชีพมารหน้ากากขาว ลำพังเพียงดาบทลายบรรพตที่ไร้ลมปราณชั้นสูงหนุนนำ ย่อมมิอาจเจาะทะลวงเกราะป้องกันของศัตรูได้
“หอตำราตระกูลกัว...” เขากระซิบชื่อนั้นเบาๆ สายตาที่จับจ้องไปยังดาบในมือนั้นวาวโรจน์ด้วยความหวังและความมุ่งมั่นที่แรงกล้ากว่าครั้งไหนๆ
ทว่าในส่วนลึกของจิตใจ ยามที่เขานึกถึงใบหน้าของมารดาในเช้าวันนี้ ความรู้สึกประหลาดบางอย่างกลับผุดขึ้นมา เขาไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดวันนี้ท่านแม่ถึงได้ดู "งดงามและมีเสน่ห์" ผิดหูผิดตา ผิวพรรณของนางดูอิ่มเอิบมีเืฝาด แววตาที่เคยหม่นเศร้ากลับดูรื้นฉ่ำอย่างบอกไม่ถูก หย่งเจิ้งสะบัดศีรษะไล่ความคิดนั้นออกไปอย่างรวดเร็ว เขาผู้ไร้เดียงสาในเื่ราคะย่อมไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่า เสน่ห์ดึงดูดใจที่นางฉายออกมานั้น แท้จริงคือร่องรอยของการที่ร่างกายสตรีถูกกระตุ้นและเติมเต็มด้วยหยาดน้ำรักของบุรุษมาตลอดทั้งคืน
ยามเย็น ณ เรือนบุปผาโปรย
มื้อค่ำวันนี้ไป๋หย่งชิงปรนนิบัติบุตรชายอย่างดีเป็พิเศษ นางคอยคีบอาหารที่เขาชอบใส่ชามให้ครั้งแล้วครั้งเล่า แววตาที่มองเขานั้นเต็มไปด้วยความโหยหาและความอาลัย
“เจิ้งเอ๋อ... ทานเยอะๆ นะลูก พรุ่งนี้เ้าต้องเข้าหอตำราแล้ว ต้องใช้พลังกายและใจอย่างมาก” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่ามือของนางกลับสั่นเล็กน้อย
หย่งเจิ้งมองมารดาด้วยความซาบซึ้ง เขาเข้าใจไปเองว่านี่คือแรงใจที่นางมอบให้เพื่อการแก้แค้น โดยที่เขาไม่มีวันจินตนาการได้เลยว่า ภายใต้รอยยิ้มที่อ่อนโยนนั้น หัวใจของมารดากำลังแหลกสลายด้วยความรู้สึกผิดที่หนักอึ้งดุจขุนเขา
เมื่อมื้ออาหารถูกเก็บกวาดไป หย่งชิงกลับมานั่งรออยู่ที่ห้องพักของนางเพียงลำพัง สักพักใหญ่ สาวใช้สองนางเดินเข้ามาด้วยฝีเท้าเงียบกริบ นางหนึ่งประคองถาดที่วางถ้วยน้ำโสมควันกรุ่นไว้ข้างบน
พวกนางวางถ้วยลงบนโต๊ะไม้เบื้องหน้าไป๋ฮูหยิน แล้วยืนนิ่งเป็ประติมากรรมไร้ชีวิต สายตาที่จ้องมองมานั้นประดุจกำลังกดดันให้นางลงมือ หย่งชิงมองถ้วยน้ำโสมใบนั้นด้วยความขยะแขยงรังเกียจ นางรู้สึกสมเพชตัวเองที่บัดนี้ไม่ต่างจากสตรีแพศยาชั่วช้าที่กำลังจะวางยาบุตรชายแท้ๆ ของตนเพื่อให้เขาหลับใหล... เพียงเพื่อเปิดโอกาสให้นางไปเริงสวาทกับบุรุษอื่น
นางหลับตาลงแน่น หยาดน้ำตาคลอเบ้า มือที่สั่นเทาล้วงเข้าไปในสาบเสื้อ หยิบขวดกระเบื้องขนาดเล็กออกมา
“เพื่อรักษาชีวิตเ้า... เพื่อให้เ้าได้ล้างแค้น... แม่ยอมเป็หญิงชั่วในสายตาของ์”
นางดึงจุกไม้ออกอย่างเชื่องช้า ก่อนจะหยด ‘ผงนิทราสลายจิต’ ลงในน้ำโสมในปริมาณที่พอเหมาะ ควันที่ลอยกรุ่นพัดพาเอากลิ่นหอมจางๆ ของยามรณะเข้าสู่โสตประสาท นางปิดฝาถ้วย แล้วประคองมันขึ้นด้วยสองมือที่สั่นเทา ก้าวเดินออกจากห้องมุ่งตรงไปยังห้องพักของบุตรชาย
ทุกย่างก้าวที่เดินไป หัวใจของนางเต้นระรัวผิดจังหวะ มันเป็ความรู้สึกที่ก้ำกึ่งระหว่างความหวาดกลัวต่อบาปกรรม... และความร้อนรุ่มลึกๆ ในร่างกายที่โหยหารสััอันหยาบโลนจากกัวเทียนอวี้อย่างที่ใจนางมิอยากยอมรับ
ภายในห้องของไป๋หย่งเจิ้ง เปลวเทียนยังคงส่องสว่างสะท้อนกับเหงื่อที่ซึมตามไรผมของชายหนุ่ม เขานั่งขัดสมาธิบนเตียงรวบรวมสมาธิเพื่อโคจรลมปราณพื้นฐานอย่างเคร่งครัด แม้มันจะเป็เพียงวิชาธรรมดา แต่สำหรับหย่งเจิ้งในยามนี้ ทุกหยดหยาดของพลังคือบันไดที่จะนำเขาไปสู่การล้างแค้น
ก๊อก ก๊อก ก๊อก...
“เจิ้งเอ๋อ... เ้าหลับหรือยังลูก?” เสียงที่คุ้นเคยดังมาจากหน้าประตู
หย่งเจิ้งลืมตาขึ้นช้าๆ ก่อนจะรีบขานตอบ “ยังครับท่านแม่ เชิญเข้ามาได้เลย”
ประตูเปิดออกพร้อมกับร่างของไป๋หย่งชิงที่เดินเข้ามาอย่างแ่เบา ในมือนางประคองถ้วยกระเบื้องเคลือบที่มีไอความร้อนลอยกรุ่น "แม่เห็นเ้าหักโหมฝึกซ้อมมาทั้งวัน เลยให้คนรับใช้ต้มน้ำโสมมาให้บำรุงเสียหน่อย"
“ขอบพระคุณท่านแม่ครับ ที่ท่านต้องคอยเป็ห่วง” หย่งเจิ้งยิ้มกว้างด้วยความซาบซึ้ง เขาพละตัวเข้ามารับถ้วยน้ำโสมจากมือนางโดยไม่เฉลียวใจแม้แต่น้อย
ไป๋หย่งชิงพยายามปั้นรอยยิ้มที่อ่อนโยนที่สุด ทว่าปลายนิ้วของนางกลับเย็นเฉียบ "รีบดื่มเถอะลูก ก่อนที่มันจะเย็นชืดเสียก่อน"
นางยืนจ้องมองดูบุตรชายยกถ้วยน้ำโสมขึ้นจรดริมฝีปาก สายตาของนางไม่วางตาจากของเหลวที่ค่อยๆ ไหลลงคอของเขาไปจนหมดหยดสุดท้าย... น้ำโสมที่ผสม 'ผงนิทราสลายจิต' บัดนี้เข้าไปอยู่ในกายของบุตรชายตามแผนการชั่วร้ายของพรานหนุ่มเรียบร้อยแล้ว
“พรุ่งนี้ท่านประมุขกัวจะให้เ้าเข้าไปเลือกตำราและฝึกฝนในหอฝึกวิชา เ้าควรจะรีบนอนพักผ่อนเสีย” นางรับถ้วยว่างเปล่าคืนมา พลางวางมือลงบนไหล่ของหย่งเจิ้ง “เจิ้งเอ๋อ... พ่อของเ้าถูกคนชั่วทำร้าย มีเพียงเ้าเท่านั้นที่จะทวงความยุติธรรมคืนมาได้ เ้าต้องตั้งใจรวบรวมลายแทงยอดวิชานั้นมาให้จงได้นะลูก”
หย่งเจิ้งกำหมัดแน่น พยักหน้าด้วยความมุ่งมั่น “ครับท่านแม่ ลูกจะทำเพื่อท่านพ่อและท่านแม่ให้ได้!”
นางมองดูบุตรชายด้วยความรักปนความเวทนา สวนลึกในใจของนางร่ำร้องอย่างบ้าคลั่ง... ‘ส่วนความอัปยศครั้งนี้... แม่จะขอรับมันไว้เองคนเดียว’
ไป๋หย่งชิงก้าวออกจากห้อง ส่งถ้วยคืนให้สาวใช้ที่ยืนรออยู่หน้าประตู ก่อนจะก้าวเดินกลับไปยังห้องนอนของตนด้วยใจที่เต้นระรัวประดุจกลองรบ ทันทีที่นางเปิดประตูห้องเข้าไป หัวใจของนางก็แทบจะหยุดเต้น
กัวเทียนอวี้ นั่งเอกเขนกอยู่บนเตียงนอนของนาง ในสภาพที่มีเพียงเสื้อคลุมตัวบางสวมทับไว้ลวมๆ แผงอกหนาและเรียวขาที่โผล่พ้นชายผ้าออกมาเผยให้เห็น ‘แท่งหยกมหาประลัย’ ขนาดเขื่องที่แข็งชันตระหง่านอยู่ใต้วางขาของเขา
เขาส่งยิ้มเ้าเล่ห์มาให้พลางเอ่ยถาม “ไม่ทราบว่าฮูหยินวางยาลูกชายเรียบร้อยแล้วหรือยัง?”
ไป๋หย่งชิงจ้องมองเขาด้วยสายตาชิงชังรังเกียจสุดซึ้ง แต่ความเงียบของนางกลับยิ่งกระตุ้นกามราคะของเขา
“ไม่เอาน่าฮูหยิน... อย่ามองข้าด้วยสายตาเ็าเช่นนั้นสิ” เทียนอวี้หัวเราะในลำคออย่างชั่วร้าย “ท่านอุตส่าห์ลงมือวางยาบุตรชายแท้ๆ ของท่านด้วยตัวเอง เพื่อที่จะได้มาใช้เวลาเริงรักกับข้าอย่างเป็สุขไม่ใช่หรือ?”
“เ้าเดรัจฉาน! เ้าเอาอาเจิ้งมาข่มขู่ข้า... ข้ารับรองว่าคนอย่างเ้าจะต้องไม่ตายดีแน่!” หย่งชิงตวาดกลับเสียงสั่นพร่า
“จะตายดีหรือไม่ ข้าก็ยังบอกไม่ได้...” กัวเทียนอวี้ลุกขึ้นยืนช้าๆ จนเสื้อคลุมหลุดลุ่ยเผยให้เห็นร่างกำยำวัยฉกรรจ์ที่พร้อมจะขยี้ดอกไม้ขาวดอกนี้ให้แหลกลาญ “แต่ที่แน่ๆ... คืนนี้จะเป็ค่ำคืนที่เราสองคนจะมีความสุขด้วยกันอย่างที่สุด... ไป๋ฮูหยิน”