ชิงเฟิงเองก็สับสนเช่นกัน “ข้าไม่ได้เอาไป เมื่อครู่ข้ายังไม่ได้ลงมือเลยนะ!”
สิ่งที่เขาพูด คล้ายกำลังจะบอกว่า ที่เขากำลังจะลงมือ ก็คือ้าฉกพระราชลัญจกรไป
ิเยว่ร้องโอดโอย วันนี้ชิงเฟิงไม่ชนกำแพงด้านใต้ อีกฝ่ายก็คงไม่ยอมแพ้ ไม่เห็นโลงศพก็คงไม่หลั่งน้ำตา ปัญหาก็คืออย่าลากเอาตัวเขาไปฝังร่วมกับเ้าด้วยสิ!
เฉินคุนเฉิงทั้งร้อนใจทั้งเดือดดาล “เมื่อครู่เ้าอยู่ใกล้ข้าที่สุด เ้าใช้อุบายอะไร ถึงฉกพระราชลัญจกรไปได้? ส่งมันมาให้ข้าเดี๋ยวนี้!”
เมื่อชิงเฟิงได้ยินเช่นนี้ ก็เต้นผางด้วยความคับแค้นใจ “เก็บของไม่รัดกุมเอง แล้วยังมาโทษคนอื่นอีก! เห็นอยู่ชัด ๆ ว่า เ้ากำพระราชลัญจกรไว้ในมือไม่ปล่อย ์เท่านั้นแหละที่รู้ว่าเ้าเอาไปไว้ที่ใด!”
เฉินคุนเฉิงวิ่งไปมองหาของที่บัลลังก์ัทางด้านโน้น แต่ก็ยังหาไม่พบ เขาจึงโมโหโทโสขึ้นทันที “หลิ่วชิงเฟิง เ้าส่งพระราชลัญจกรมาให้บิดาเดี๋ยวนี้!”
ชิงเฟิงโกรธจัดจนยกนิ้วชี้ขึ้นชี้จมูกของเฉินคุนเฉิง เตรียมจะด่าบริภาษ ทว่ากลับถูกิเยว่ลากตัวไปไว้ด้านหลัง ก่อนที่ิเยว่จะคุกเข่าลงบนพื้น แล้วถามขึ้นอย่างระมัดระวังเป็อย่างยิ่ง “ฝ่าา กระหม่อมจำได้ว่า เมื่อครู่พระองค์ได้ปาของอะไรสักอย่างใส่ชิงเฟิง สิ่งนั้น...น่าจะเป็พระราชลัญจกร...”
เฉินคุนเฉิงชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วร้องะโขึ้น “ไม่นะ” เขาไม่สนใจอำนาจของฮ่องเต้อะไรนั่นอีกต่อไป ยกเท้ารีบวิ่งออกจากท้องพระโรงไปทันที
เมื่อชิงเฟิงกลับมาได้สติ ก็คิดติดตามไป ทว่าถูกิเยว่จับตัวไว้แล้วเตะใส่ “เ้าบ้า ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรืออย่างไร ข้ายังอยากมีลมหายใจอยู่นะ! อยู่ทางนี้แหละ! ไม่ต้องกระเสือกกระสนไปรนหาที่ตาย!”
ชิงเฟิงสูดปาก อยากอธิบายแก้ต่างให้ตัวเองสักสองสามคำ ก็เห็นิเยว่รีบวิ่งถลาออกไปเสียแล้ว
ชิงเฟิงจึงพึมพำด้วยความไม่พอใจ “เป็เขานั่นแหละที่ไม่มีเหตุผล ซ้ำยังทุบตีผู้คนอีก แล้วจะมาตำหนิข้าด้วยเื่อันใดเล่า?”
เมื่อเฉินคุนเฉิงถลาลงบันไดไปสองขั้น ก็ก้มตัวลง พลางชะลอฝีเท้า แล้วค้นหาอย่างช้า ๆ
พระจันทร์ลอยคว้างกลางหาว ส่องแสงสว่างไสวเป็พัน ๆ ลี้ ทว่าก็ยังสว่างไม่เพียงพอ
เฉินคุนเฉิงเดินต่อไปอีกสองก้าว จึงพบชิ้นส่วนของพระราชลัญจกรชิ้นหนึ่ง ชายหนุ่มรีบหยิบมันขึ้นมาปัดฝุ่น เป่าเบา ๆ แล้วถือไว้ในมือ ก่อนจะค้นหาชิ้นส่วนที่เหลือต่อไป
ิเยว่ที่ตามมา เมื่อเห็นเหตุการณ์นี้ก็รีบหมอบลง แล้วยกมือกุมอก พลางปรับลมหายใจเพื่อสงบสติอารมณ์
รอสักครู่ก่อน ให้เฉินคุนเฉิงค้นหาเศษชิ้นส่วนของพระราชลัญจกรทั้งหมดเอง นั่นแหละดีแล้ว หากโชคร้ายค้นหาชิ้นส่วนทั้งหมดไม่ครบ แล้วระบายโทสะใส่ผู้อื่นขึ้นมา ชีวิตน้อย ๆ ของทั้งเขาและชิงเฟิงคงหาความมั่นคงไม่ได้อีกต่อไป
เฉินคุนเฉิงมีความอดทนจริง ๆ เขาเดินต่อไปอีกสองก้าว ก็พบชิ้นส่วนอีกชิ้น จึงหยิบมันขึ้นมาปัดฝุ่นและเป่าอีกครั้ง ก่อนจะกำไว้ในมือตน แล้วทำการค้นหาต่อไป
ิเยว่ผ่อนลมหายใจช้า ๆ จนใจมั่นคงดีแล้ว จึงรีบสาวเท้าเข้าไปหา “ฝ่าา ทรงหยุดพักก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมมาช่วยหาแล้ว กระหม่อมมาช่วยหาแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
เฉินคุนเฉิงเงยหน้าขึ้นช้า ๆ หันไปมองิเยว่ พลางเบะปากพร้อมน้ำตาคลอเบ้า
ไอ้หยา มารดาข้า ิเยว่ขนลุกเกรียวไปหมด พลางคิดในใจ หากเฉินคุนเฉิงร้องไห้จริง ๆ สุดท้ายแล้วเขากับอีกฝ่ายที่แตกต่างกัน ด้วยความสัมพันธ์แบบนายเหนือหัวและขุนนาง เขาควรจะปลอบอีกฝ่ายดีหรือไม่นะ?
หากปลอบ เขาจะปลอบอย่างไร? กอดเขาไว้ในอ้อมแขน แล้วลูบหลังลูบหัวหรือ?
นั่นย่อมเป็การล่วงเกินผู้สูงศักดิ์ และการลงแรงครั้งนี้ย่อมไม่ได้รับความโปรดปราน! ภายหลังเหตุการณ์ก็นับว่าอาจถูกคิดบัญชี หากพูดกันแบบสถานเบา ก็นับว่าเป็การล่วงเกินพระวรกาย แต่หากพูดกันแบบสถานหนัก นั่นคือไม่มีความเคารพยำเกรงผู้เป็นายอยู่ในสายตา
หากไม่ปลอบอีกฝ่าย แล้วเขาจะเฝ้ามองอีกฝ่ายร้องไห้ขี้มูกโป่งแบบนั้นไปทำไม?
ทำแบบนั้นเรียกว่านิ่งดูดาย ไม่แสดงความเป็ห่วงพระทัยของนายเหนือหัว ถึงตายก็ไม่สาสมแก่ความผิด!
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเขาจะปลอบหรือไม่ มันก็มีแต่ปัญหาไปเสียทั้งหมด
ิเยว่คิดตรึกตรองอย่างถี่ถ้วน ฉวยโอกาสที่เฉินคุนเฉิงยังไม่ล้มพับไป เขารีบก้มตัวลดศีรษะลง และแสร้งทำเป็จริงจังกับการค้นหาพระราชลัญจกรทันที
ิเยว่เดินต่อไปเงียบ ๆ อีกสองก้าว พยายามอยู่ให้ห่างจากอีกฝ่าย เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาไม่รู้จบ
คิดไม่ถึงว่า ิเยว่จะโชคดีเสียเหลือเกิน ทันทีที่หยุดฝีเท้าลง เขาก็เห็นเศษพระราชลัญจกรชิ้นใหญ่ นอนนิ่งอยู่แทบเท้าของตน
ิเยว่รีบหยิบมันขึ้นมา แล้วถือมันไว้ในระดับสายตา ไม่ว่าเขาจะมองมันอย่างไร ก็รู้สึกว่าพระราชลัญจกรนี้มีบางอย่างผิดปกติ
หยกเหอเถียน[1]ที่งดงามสมบูรณ์แบบเช่นนี้ จะมีไส้ในได้อย่างไร?
รูปทรงมันคล้ายขนมสอดไส้ ด้านนอกสีขาว ด้านในสีเหลือง?
ิเยว่ชูพระราชลัญจกรชิ้นใหญ่ขึ้น และพยายามทาบทับกับแสงจันทร์ หมายจะมองให้เห็นชัดขึ้นอีกหน่อย ทว่าข้างนอกมืดมิด เขาจึงมองเห็นไม่ชัดเจน จำใจต้องลดมันลง ในขณะที่กำลังจะส่งมอบมันให้เฉินคุนเฉิง นิ้วก็บังเอิญไปแตะโดนส่วนที่เป็ไส้ในเข้า ซึ่งมีความอ่อนนุ่มเป็อย่างมาก!
ิเยว่สะดุ้งใกลัวจนแทบแทบสิ้นสติ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าพระราชลัญจกรนี้เป็ของปลอม!
แม้ว่าหยกเหอเถียนจะเป็หยกอ่อน แต่หยกเหอเถียนชั้นหนึ่งนั้น เมื่อโดนเหล็กขูดจะไม่เกิดรอย แล้วจะใช้นิ้วบี้จนแบนแบบนี้ได้อย่างไรเล่า?
โอ้ ์ ตราแผ่นดินหยก!
ที่แท้ก็เป็ของปลอม!
แล้วของจริงอยู่ที่ไหนเล่า?
มันตกไปอยู่ในมือของซูอวี้เจ๋อ หรือว่ายังมีความลับอื่นซ่อนอยู่อีก?
ตราพระราชลัญจกรนี้เป็ของปลอมทั้งแท่ง เช่นนั้นการครองบัลลังก์ของเฉินคุนเฉิงก็ไม่ถูกต้องชอบธรรม...
ิญญาของิเยว่บินวนเวียนอยู่กลางอากาศ ก่อนจะกลับเข้าร่างอย่างยากลำบาก เมื่อเขาหันหน้าไปมอง ก็เห็นเฉินคุนเฉิงกำลังยืนอยู่บนบันไดสองขั้น้า มองมาที่เขาด้วยสีหน้าขุ่นมัว
เขามองขึ้น อีกฝ่ายมองลง าาและขุนนางที่ยืนอยู่บนขั้นบันได ต่างมองหน้ากันด้วย ‘ความรู้สึกลึกซึ้ง’ และไม่มีใครพูดอะไร
ิเยว่รู้สึกหัวตื้อ
ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไปดี
เขาไม่กล้ายื่นของแบบนี้ให้เฉินคุนเฉิง และบอกว่าเป็พระราชลัญจกร แต่หากเขาไม่ส่งให้ เฉินคุนเฉิงก็เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า เขาได้หยิบอะไรบางอย่างขึ้นมา
จู่ ๆ ก็มีบุญหล่นทับตน พอมาคิดดูแล้ว เฉินคุนเฉิงจะรู้มาก่อนหรือไม่ว่าพระราชลัญจกรนี้เป็ของปลอม?
ที่เฉินคุนเฉิงถือมันแม้ในยามหลับ เป็เพราะเขารู้ว่ามันเป็ของปลอม ก็เลยกลัวว่าคนอื่นจะค้นพบความจริง หรือเป็เพราะเขาหวงแหนมันจนวางไม่ลงกันแน่?
เมื่อคิดดูแล้วก็รู้สึกหวาดกลัว
ิเยว่ไม่มั่นใจ
หนึ่งฮ่องเต้ หนึ่งขุนนางต่างยืนทึ่มทื่ออยู่อย่างนั้น ไม่มีใครขยับเขยื้อนเป็เวลานาน
แสงจันทร์ที่ราวกับน้ำ สาดส่องลงมาลูบไล้สิ่งมีชีวิตอย่างอ่อนโยน รวมทั้งฮ่องเต้และขุนนางบนขั้นบันไดด้วย
หัวใจของิเยว่จู่ ๆ ก็คล้ายหินที่ตกลงมาจากูเาสูงลิ่ว ดิ่งลงสู่เหวลึกที่ไร้ก้น ซึ่งดำมืดจนมองไม่เห็นแสงสว่าง
เขารู้ว่า ไม่ว่าเฉินคุนเฉิงจะรู้มาก่อนว่าพระราชลัญจกรเป็ของแท้หรือของปลอม เกรงว่าทั้งเขาและชิงเฟิงอาจต้องตายทั้งคู่
นี่คือความลับอันยิ่งใหญ่เทียมฟ้า
ความลับที่สร้างสถานการณ์อันสิ้นหวังได้ดียิ่งนัก
ต่อให้เฉินคุนเฉิงจะไม่รู้มาก่อน ทว่าบัดนี้เขาล่วงรู้แล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นจับได้ เขาต้องฆ่าคนปิดปาก
หากเฉินคุนเฉิงรู้มาก่อนว่าพระราชลัญจกรนี้เป็ของปลอม และยามนี้มันได้ถูกเปิดโปงอย่างสมบูรณ์แล้ว เขาก็ยังคงต้องฆ่าคนปิดปากอยู่ดี
เมื่อคิดว่า อีกไม่นานทั้งตนและชิงเฟิงอาจล้มลงอยู่บนพื้น จู่ ๆ ิเยว่ก็รู้สึกเจ็บแปลบในใจ
เมื่อนึกถึง่เวลาหลายปีที่ผ่านมา พวกเขาทั้งสามคนต่างเติบใหญ่ สู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่กัน และร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกัน ทว่าสุดท้ายแล้ว เพราะตราพระราชลัญจกรนี้ พี่น้องต้องมาทะเลาะกัน และประสบเคราะห์ร้ายโดยไม่คาดคิด ิเยว่พลันรู้สึกเศร้าอีกครั้ง
อำนาจเป็ดาบสองคมจริง ๆ
เมื่อดาบเปื้อน คมหนึ่งเป็ความรุ่งโรจน์ อีกคมหนึ่งคือหายนะ
ไม่ต้องพูดถึงพี่น้องที่ต้องระแวดระวังกันเองเลย ต่อให้เป็บิดากับบุตรก็ยังฆ่ากันเองได้...
ในเมื่อต้องมีคนตาย เช่นนั้นแล้ว...ิเยว่จะเป็ตัวแทนให้อีกฝ่ายเอง
ิเยว่ตัดสินใจแล้ว และเริ่มคิดแผนการ
เฉินคุนเฉิงไม่รู้ว่า ิเยว่กำลังคิดอะไรอยู่ และในขณะเดียวกันนี้ เขาก็กำลังมีเื่หนักอกหนักใจไม่ต่างกัน
เขาไม่รู้เลยว่าตราพระราชลัญจกรนี้เป็ของปลอม
เขารู้เพียงว่า เขาได้ปาพระราชลัญจกรจนแตกด้วยมือของตนเองไปแล้ว สำหรับฮ่องเต้ กล่าวได้ว่านี่เป็การเนรคุณ!
ตราแผ่นดินหยกนี้ เป็สัญลักษณ์ของพระราชอำนาจที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ และเป็สิ่งที่น่ายำเกรงอย่างสูงที่สุด ห้ามลบหลู่เด็ดขาด เขาไม่เพียงเอามันไปปาทิ้งตามใจชอบเท่านั้น ทว่ายังทำมันแตกอีกด้วย
เมื่อคิดว่าตนอาจได้รับอันตรายถึงตาย เขาจึงขึ้นครองราชย์อย่างเร่งรีบ ในห้วงเวลาที่เกิดปัญหาทั้งภายในและภายนอก เขาก็กินไม่ได้ นอนไม่หลับ มิหนำซ้ำเขายังมาทำพระราชลัญจกรแตกอีก นี่มันลางร้ายชัด ๆ!
การที่เขามองิเยว่เช่นนั้น เพราะเห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายพบชิ้นส่วนที่เหลือของพระราชลัญจกร และหากิเยว่ไม่เอามามอบให้เขา เขาก็ไม่สะดวกจะออกปากขอ
พวกเขาทุกคนต่างรู้ว่า หยกเป็สื่อิญญา และพระราชลัญจกรที่แตกเป็เสี่ยง ๆ หมายถึงอะไร
มันหมายความว่าพระราชอำนาจกำลังเสื่อมสลาย และหมายความว่าบ้านเมืองกำลังอยู่ในภาวะวิกฤต
ความรู้สึกไร้อำนาจอย่างมหาศาลกำลังโจมตีเฉินคุนเฉิง
แล้วก็โจมตีิเยว่ในเวลาเดียวกัน
**
[1] หยกเหอเถียน (和田玉) หยกขาวที่ผลิตในซินเจียง ถือเป็ ‘าาแห่งหยก’ เป็หยกคุณภาพสูงสุดของจีนมาแต่โบราณ
.
.
.