“เกิดอะไรขึ้น” ลู่เหวินฟื้นแล้ว หมอที่เชิญมาเก่งมาก เขามาตรวจดูก็บอกอาการและวิธีรักษาอย่างละเอียดแล้วยังจัดยาให้อย่างชำนาญ
หมอผู้นั้นทำการดามกระดูกขาที่หักให้ แผลฟกช้ำก็ฝังเข็มช่วยกระตุ้น ยังดีที่กระดูกซี่โครงที่หักสามท่อนนั้นไม่ร้ายแรงมาก อย่างน้อยก็ไม่ได้หักทิ่มอวัยวะภายใน เพียงเคลื่อนไหวให้น้อย กินยาให้ต่อเนื่อง และบำรุงให้มากก็จะหายดีเอง
กระดูกขาที่หักต้องระวัง่ที่กระดูกกำลังสมานกันให้ดี ต่อและดามในตำแหน่งที่ถูกต้อง แล้วห้ามขยับหรือทำอะไรให้มันเคลื่อนเด็ดขาด หากกระดูกติดในตำแหน่งนี้จะไม่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหว กระดูกขาหักหมดทั้งสองท่อน ต่อให้กระดูกติดกันดีแล้วก็ยังต้องใช้เวลากว่าจะเดินได้ปกติ เมื่อหายแล้วก็ต้องหมั่นทำกายภาพ
โชคดีที่ลู่เอินมีความทรงจำของขวัญใจ นางจึงพอจะเข้าใจอยู่บ้าง กระดูกส่วนขาท่อนล่างมีสองท่อน ลู่เหวินหักทั้งสองท่อนย่อมต้องทำกายภาพจึงจะกลับมาเดินเหินได้ปกติ
ตอนเป็ขวัญใจ พออายุมากขึ้นก็มีโรคประจำตัวตามมา กระดูกทับเส้นเป็โรคที่สร้างความทรมานให้อย่างมาก การรักษาเบื้องต้นก็คือยืดกระดูกและทำกายภาพบำบัด ทว่าขวัญใจอยู่คนเดียว งานก็ยังต้องทำ ก็เลยอาการหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงขั้นต้องผ่า แต่ก็ยังดื้อดึงไม่รับการรักษาเพราะกลัว
ขวัญใจกลัวต้องพักฟื้นนานแล้วจะไม่มีใครดูแล กลัวจะไม่ปกติจนทำงานไม่ได้อีก จึงเป็เช่นนั้นจนกระทั่งตาย และเพราะต้องทำกายภาพ ขวัญใจเลยได้ศึกษามาบ้าง
ดังนั้นการทำกายภาพให้ลู่เหวินคงไม่ยากเท่าไหร่ นางน่าจะทำให้เขาได้
ลู่เหวินขยับตัวอย่างยากลำบาก หายใจแรงหน่อยก็รู้สึกเจ็บหน้าอก ลู่เอินประคองให้เขานอนลงไปไม่ต้องลุกขึ้นมา “พี่ใหญ่ พวกบ้านใหญ่บ้านรองมาที่นี่”
“เกิดอะไรขึ้น พวกเขามาทำไม” ลู่เหวินขมวดคิ้ว สภาพเขาตอนนี้ไม่สามารถปกป้องมารดากับน้องสาวได้แน่
“ข้าเองก็ไม่รู้ แต่ไม่ได้มาดีแน่ พี่ใหญ่ท่านแกล้งนอนหลับไปก่อนนะ หากเหตุการณ์เลวร้ายขึ้น ท่านค่อยแสร้งรู้สึกตัว ทำตัวให้อ่อนแอเกินจริงเสียหน่อย” ลู่เอินบอก
ลู่เหวินมองน้องสาวที่น่ารักของตัวเอง แม้นางจะตัวใหญ่ใบหน้ามีสิวเขรอะ แต่ในสายตาของเขา นางเป็น้องสาวที่แสนจะน่ารัก
“เ้าหมายถึงให้พี่แสร้งทำเจ็บหนัก ใช้ประโยชน์จากมันใช่หรือไม่”
“เ้าค่ะ” ลู่เอินยิ้มจนตาของนางเล็กลง “พี่ใหญ่เจ็บหนักจริง ๆ นะเ้าคะ พวกเราอ่อนแอ บุรุษคนเดียวของบ้านก็าเ็เดินเหินไม่ได้ น้องสาวก็เป็สตรีที่ถูกเรียกขานว่าโง่งม ตอนนี้ถูกตีที่หัวจนโง่ลงไปอีก ส่วนมารดาก็ตั้งครรภ์ มีเพียงความอ่อนแอเท่านั้นที่จะปกป้องพวกเราในตอนนี้ได้”
“น้องสาวไม่ได้โง่งมนะ เ้าอย่าว่าตัวเองเช่นนั้น” ลู่เหวินไม่ยอมให้นางว่าตัวเองเช่นนั้น
ใครจะว่าก็ให้เขาว่าไป แต่นางจะว่าตัวเองเช่นนี้ไม่ได้
“พี่ใหญ่ ข้าเป็คนโง่งมจริง ๆ อย่างน้อยเมื่อก่อนก็ใช่ เพราะข้า ท่านจึงต้องเป็เช่นนี้ เพราะข้า พวกเขาเลยรังแกพวกเราได้ ท่านวางใจเถอะต่อให้ข้าจะพูดเช่นนั้น แต่หลังจากฟื้น ข้าก็บอกกับตัวเองว่าจะเอาแต่ทำตัวเหลวไหลเป็เด็กไม่รู้จักโตไม่ได้แล้ว ท่านต้องรักษาตัวอีกนาน ท่านแม่ก็ยังทำงานหนักไม่ได้ พอน้องเกิดมา ท่านแม่ก็ต้องดูแลเขาอีกนาน หากข้าไม่โตแล้วใครจะก้าวขึ้นมาเป็เสาหลักแทน” ลู่เอินยิ้มบอก
ลู่เหวินหาคำแย้งไม่เจอ ทุกอย่างเป็อย่างที่นางพูด ตอนนี้ไม่มีใครแล้ว หากนางไม่ลุกขึ้นมา ทั้งครอบครัวก็ไม่รู้จะอยู่กันต่ออย่างไร
“ดีแล้วที่เ้าคิดได้ อย่างน้อยพวกเราก็ไม่ได้เสียหายอย่างเดียว มันทำให้เ้าโตขึ้น แต่อย่าลืมว่าเ้ายังเป็เพียงสตรีอายุสิบสองปีเท่านั้น”
ถูกต้อง มันเป็บทเรียนราคาแพงทีเดียว ดังนั้นนางจึงต้องเรียนจากมันให้มากที่สุดและยังต้องเอามันมาใช้ประโยชน์ด้วย
“ท่านเองก็เพิ่งอายุสิบสี่ อย่าใจร้อน ค่อย ๆ รักษาตัว ท่านต้องหายดีเ้าค่ะ” ลู่เอินเลื่อนผ้าห่มที่อยู่ตรงเอวขึ้นให้คลุมจนถึงอกเขา
พี่ชายของนางเพิ่งจะสิบสี่ปีเท่านั้น แต่หลังบิดาจากไปเขาก็ต้องทำตัวให้โตเกินวัย บ่าเล็กที่ยังไม่โตเต็มที่ของเขาคงเกินจะรับไหวแล้ว วันนี้นางจะร่วมแบกรับเอาไว้ด้วย
คนเดียวไม่ไหวก็ช่วยกันสองคน
“ข้ารู้ว่าพวกเ้าอยู่ในบ้าน จะรีบออกมา หรือให้พวกเราพังเข้าไป” เสียงโวยวายข้างนอกดังขึ้นอีกครั้ง
ลู่เอินกำชับกับลู่เหวิน “อย่าลืมนะเ้าคะ ต้องอ่อนแอเข้าไว้”
ชายหนุ่มพยักหน้า เขามองมารดาที่ยืนรอด้วยท่าทางกังวล ก่อนจะค่อย ๆ หลับตาลง
“ท่านแม่อย่ากังวล ท่านช่วยประคองข้าหน่อยเ้าค่ะ”
หลี่หลิงฟางเข้ามาประคองบุตรสาวเอาไว้ ลู่เอินสูดหายใจเข้าลึก ดวงตาหรี่ปรือ แสร้งหายใจหนัก ๆ ถี่ ๆ หน้าอกอวบขยับขึ้นลงราวกับคนเหนื่อยหอบ นางพยักหน้าให้มารดาหนึ่งหนจากนั้นก็ประคองกันไปเปิดประตู
“ออกมากันแล้วหรือพวกหัวขโมย”
พอประตูแง้มเปิด เสียงของลุงรองก็ดังปะทะหน้าก่อนจะชะงักหลังจากเห็นสตรีสองนางประคองกันเดินออกมา
น้องสะใภ้ท่าทางซูบผอม สีหน้ากังวลใจ ประคองหลานสาวอวบอ้วนสีหน้าซีดเซียวออกมาเช่นนี้ทำเขานิ่งไปพักหนึ่ง บนหัวข้างหนึ่งของหลานสาวปูดบวมอย่างเห็นได้ชัด ทั้งยังมีรอยม่วงช้ำ ใบหน้ากลมยังขาวซีดผิดจากปกติ ร่างกายใหญ่โตของนางโซเซไปมาเล็กน้อย
“พวกท่านมาที่นี่ทำไม” หลี่หลิงฟางเอ่ยถาม
เหล่าคนที่ตั้งใจมาหาเื่พลันได้สติ ส่งเสียงร้องด่าดัง ๆ “พวกเ้ารู้อยู่แก่ใจ อย่ามาทำไขสือหน่อยเลย พวกเ้ามันคนชั้นต่ำจริง ๆ หลี่หลิงฟางเ้ามันคนบ้านนอกชั้นต่ำ”
หลี่หลิงฟางขมวดคิ้วกับคำด่าแสนต่ำตมที่ไม่น่าได้ยินจากปากเ้าบ้านบ้านรองที่เป็พี่ชายสามีของนางเลย พวกเขาด่านางว่าเป็คนชั้นต่ำ แต่คำพูดของเขากลับต่ำยิ่งกว่า
“ลุงรอง อยู่ ๆ ท่านด่าท่านแม่ของข้าทำไม พวกเราทำอะไรให้หรือ ถึงได้ยกโขยงมารังแกพวกเราเช่นนี้” ลู่เอินกะพริบตาถามท่าทางใสซื่อ
“นั่นสิ พวกตระกูลลู่มาที่นี่ทำไม ยกกันมาเสียหมดบ้าน” ชาวบ้านคนหนึ่งส่งเสียงซุบซิบ
ลู่เอินลอบมองลุงของตน
ลุงรองเป็พวกมุทะลุใจร้อนทั้งยังนิสัยไม่ดีอย่างน่ารังเกียจ แต่เขาก็เป็คนที่แสดงออกได้ตรงกับความคิด ละโมบก็แสดงออกว่าละโมบ อยากด่าก็ด่าออกมาเลย คนเช่นนี้ลู่เอินไม่กลัวเท่าไหร่
ส่วนลุงใหญ่ที่เป็พี่ชายคนโตของบิดานาง เขาเป็คนเงียบขรึม ความคิดฉลาดเฉลียว เก็บซ่อนแววตาได้ดี ลำดับความคิดเป็ขั้นเป็ตอน เป็พวกชอบทำมากกว่าพูด ทั้งยังนิสัยเฉียบขาดมาก การที่เขาเป็เ้าบ้านหลักและควบคุมกิจการเอาไว้นั้นเป็เื่ถูกต้องที่สุดแล้ว ภายใต้การดูแลของเขากิจการครอบครัวจึงสามารถพลิกฟื้นใน่ที่ตกอับขึ้นมา จนขยายไปได้อย่างทุกวันนี้
พี่ชายคนโตเป็หัวแรงหลักเน้นใช้สมอง พี่ชายคนรองวาทศิลป์ดีเยี่ยม ทำงานเื้ัที่ไม่ขาวสะอาดได้ดี น้องชายคนเล็กเป็คนหัวทื่อแต่เก่งกาจ ถนัดงานใช้แรง ดูแล้วก็เป็สามพี่น้องที่ไม่เลวเลย เสียแต่บิดานางที่เป็น้องชายคนเล็กใสสะอาดเกินไป ไม่ละโมบและเชื่อใจพี่ชายของตน ตอนมีชีวิตจึงถูกเอาเปรียบ
ครั้นตายไปแล้วเหล่าพี่ชายก็ยังไม่มีความเห็นใจภรรยาและลูก ๆ ของเขาอีก น้องสะใภ้ที่ตั้งครรภ์กับหลานชายหลานสาวแท้ ๆ ยังถูกลุงทั้งสองบีบให้ต้องแยกบ้านออกมาได้ คนเช่นนี้ไม่ใช่คนดีเท่าไหร่ แต่ระหว่างลุงใหญ่กับลุงรอง คนที่ลู่เอินต้องระวังให้ดีคงต้องเป็ลุงใหญ่
ั้แ่มาถึงหน้าบ้านนาง เขายังไม่พูดอะไรสักคำ มีเพียงลุงรองที่เอาแต่โหวกเหวกโวยวาย ลุงใหญ่ตั้งใจให้น้องชายออกหน้าล่ะสิ ตัวเองไม่ต้องทำอะไร ชื่อเสียงไม่เสียหาย มีแต่ได้ประโยชน์